Post has attachment
พระราชาปุจฉาวิสัชนาธรรม ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับ หลวงพ่อเกษม เขมโก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปฏิสันถารและพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมกับหลวงพ่อเกษม เขมโก พระอินทรวิชยาจารย์ และพระครูปลัดจันทร์ กตปุญโญ ซึ่งเป็นผู้บันทึกพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมครั้งนี้เอาไว้ เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตัดลูกนิมิตที่วัดคะตึกเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ บทพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมดังกล่าวมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : หลวงพ่อประจำอยู่ที่วัดนี้หรือ

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาตมาประจำอยู่ที่สุสานไตรลักษณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : อยากไปหาหลวงพ่อเหมือนกัน แต่หาเวลาไม่ค่อยได้ ได้ทราบว่าเข้าพบหลวงพ่อยาก

หลวงพ่อเกษม : พระราชาเสด็จฯ ไปป่าช้าเป็นการไม่สะดวก เพราะสถานที่ไม่เรียบร้อย อาตมภาพจึงมารอเสด็จฯ ที่นี่ ขอถวายพระพร มหาบพิตรสบายดีหรือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : สบายดี

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระชนมพรรษาเท่าไร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ได้ ๕๐ ปี

หลวงพ่อเกษม : อาตมภาพได้ ๖๗ ปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : หลวงพ่ออยู่ตามป่ามีความสงบ ย่อมมีโอกาสปฏิบัติธรรมได้มากกว่าพระที่วัดในเมือง ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับปกครองและงานอื่นๆ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะอยู่ป่าไม่มีภารกิจอย่างอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับศีลบริสุทธิ์ด้วย เพราะเมื่อศีลบริสุทธิ์จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ไม่ครอบงำ ก็ปฏิบัติได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : การปฏิบัติอย่างพระมีเวลามากย่อมจะได้ผลเร็ว ส่วนผู้มีเวลาน้อย มีภารกิจมาก จะปฏิบัติอย่างหลวงพ่อก็ไม่อาจทำได้ แล้วจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราจะหั่นแลกช่วงเวลา ช่วงเช้าให้สั้นเข้าจะได้ไหม คือ ซอยเวลาออกจากหนึ่งชั่วโมงเป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงเป็นสิบนาทีหรือห้านาที แต่ให้ได้ผล คือได้รับความสุขเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น นั่งรถยนต์จากเชียงใหม่มาลำปางก็สามารถปฏิบัติได้ หรือระหว่างที่มาอยู่ในพิธีนี้ มีช่วงที่ว่างอยู่ก็ปฏิบัติเป็นระยะไป อย่างนี้จะถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ อยากจะเรียนถาม

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร จะปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้ ถ้าแบ่งเวลาได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ไม่ถึงแบ่งเวลาต่างหากออกมาทีเดียว ก็อาศัยเวลาขณะที่ออกมาทำงานอย่างอื่นอยู่นั่นแหละ ได้หรือไม่ คือ ใช้สติอยู่ทุกขณะจิตที่เกิดดับ ทำงานด้วยความรอบคอบ ให้สติตั้งอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มหาบพิตรทรงปฏิบัติอย่างนั้นถูกแล้ว การที่มหาบพิตรเสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติงานอย่างนี้ก็เรียกว่า ได้ทรงเจริญเมตตาในพรหมวิหารอยู่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ก็คิดว่าอย่างนั้น เช่นว่า มาตัดลูกนิมิตนี้ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ด้วยขี้เกียจมาจึงมีกำลังใจมา และเมื่อได้โอกาสได้เรียนถามพระสงฆ์ว่า การปฏิบัติธรรมเป็นะระยะเวลาสั้นๆ เป็นตอนๆ อย่างนี้จะได้ผลไหม อุปมาเหมือนช่างทาสีผนังโบสถ์ เขาทาทางนี้ดีแล้วพัก ทาทางโน้นดีแล้วพัก ทำอยู่อย่างนี้ก็เสร็จได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย จึงอยากเรียนถามว่า ปฏิบัติอย่างนี้จะมีผลสำเร็จไหม

หลวงพ่อเกษม : ปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้ โดยอาศัยหลัก ๓ อย่าง คือ มีศีลบริสุทธิ์ ทำบุญในชาติปางก่อนไว้มาก มีบาปน้อย ขอถวายพระพร

เจ้าคุณพระอินทรวิชยาจารย์ : ได้ตามขั้นของสมาธิ คือ "อุปจารสมาธิ" ได้สมาธิเป็นแต่เฉียดๆ "ขณิกสมาธิ" ได้สมาธิเป็นขณะๆ เรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" ได้สมาธิแน่วแน่ดิ่งลงไปได้นานๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ครับ ...ที่หลวงพ่อว่า มีศีลบริสุทธิ์ ชาติก่อนทำบุญไว้มาก อยากทราบว่า ผมเกิดเป็นอะไร ได้ทำอะไรไว้บ้าง จึงได้มาเป็นอย่างนี้

หลวงพ่อเกษม : (ยิ้มและนิ่ง แล้วหันมาทางพระครูปลัดจันทร์ กตปุญโญ ซึ่งเป็นผู้บันทึก แล้วจึงตอบว่า) ตอบยาก

พระครูปลัดจันทร์ : ขอถวายพระพร หลวงพ่อไม่อาจจะพยากรณ์ถวายมหาบพิตรได้

เจ้าคุณพระอินทรวิชยาจารย์ : หลวงพ่ออาจจะเกรงพระราชหฤทัยมหาบพิตรก็ได้ ขอถวายพระพร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : หลวงพ่อไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นพระราชา ขอให้ถือว่าสนทนาธรรมก็แล้วกัน ยินดีรับฟัง มีคนพูดกันว่า ชาติก่อนผมเกิดเป็นนักรบมีบริวารมาก ถ้าเป็นอย่างนั้น ศีล ๕ จะบริสุทธิ์ได้อย่างไร การเป็นนักรบนั้นจะต้องได้ฆ่าคน... สงสัยอยู่

หลวงพ่อเกษม : (หันมากระซิบกับพระครูปลัดจันทร์ว่า) เอ... ใครทำนายถวายท่านอย่างนั้นก็ไม่รู้ เราไม่รู้ เราไม่มี "อตีตังสญาณ" (ญาณหยั่งรู้อดีต) "อนาคตตังสญาณ" (ญาณหยั่งรู้อนาคต) ตอบยาก ต้องหลวงพ่อเมืองซิ

พระครูปลัดจันทร์ : ขอถวายพระพร หลวงพ่อยืนยันว่า มหาบพิตรมีศีลบริสุทธิ์และทรงมีบุญมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : เรื่องบุญกับกุศลนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ตามที่รู้ ผู้ทำบุญหรือผู้มีบุญได้ผลแค่เทวดาอยู่สวรรค์ ผู้มีกุศลหรือทำกุศลมีผลให้ได้นิพพาน ถ้าอย่างนั้น ที่ว่าพระราชามีบุญมากก็คงได้แค่เป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์เท่านั้น ไม่ได้นิพพาน ทำไมเราไม่พูดถึงกุศลกันมากๆ บ้าง หลวงพ่อสอนให้คนปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อบ้างหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาตมภาพได้ทราบว่า ที่วัดปากน้ำ วัดมหาธาตุ ก็มีสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน มหาบพิตรเคยเสด็จฯ ไปบ้างไหม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ทราบ แต่ไม่เคยไป หลวงพ่อสอนอย่างไร อยากฟังบ้าง และอยากได้เป็นแนวปฏิบัติ เอาอย่างนี้ได้ไหม มีเครื่องหรือเปล่า

พระครูปลัดจันทร์ : ขอถวายพระพร เครื่องเทปของวัดมี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ขอให้หลวงพ่อสอนตามแนวของหลวงพ่อที่เคยสอน จะสอนอะไรก็ได้

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มีเป็นประเภทภาษิตคติธรรมต่างๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : อะไรก็ได้ ขอให้เป็นคำสอนก็ใช้ได้

หลวงพ่อเกษม : ได้ ขอถวายพระพร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ขอนมัสการลา

ธ ส ถิ ต ใ น ด ว ง ใ จ ต ร า บ นิ จ นิ รั น ด ร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป
Photo

Post has shared content
น้อมกราบสาธุ สาธุค่ะ

ขอแชร์โพสต์ธรรมะ อนุโมทนาสาธุ สาธุค่ะ
ขอบคุณเจ้าของโพสต์มากๆค่ะ
Originally shared by ****
ธรรมะสวัสดียามเช้าครับผม
#เสทกสูตรที่
#ผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน

[๗๕๘]
#สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวสุมภะชื่อเสทกะ ในสุมภชนบท ณ ที่นั้นแล
พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว คนจัณฑาลผู้เป็น
นักไต่ราว ยกไม้ไผ่ขึ้นตั้งไว้แล้ว เรียกศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะมาบอกว่า ดูกรเมทกถาลิกะ
ผู้เป็นสหาย มาเถิด มาขึ้นไม้ไผ่ แล้วยืนอยู่บนคอของเรา เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์รับคำของนักไต่ราวแล้ว ขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ ครั้งนั้นแล คนจัณฑาลนักไต่ราว จึงพูดกะเมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ว่า ดูกรเมทกถาลิกะผู้เป็นสหาย ท่านจงรักษาเรา เราจักรักษาท่าน เราทั้งสองต่างคุ้มครองกันและกัน ต่างรักษากันและกันอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี.

[๗๕๙]
#ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ได้กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ก็เรื่องนี้จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จัก
รักษาตน เราทั้งสองต่างคุ้มครองตน ต่างรักษาตนอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ
และจักลงจากไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหตุผลในข้อนั้นมีดังนี้ เหมือนศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะ ได้พูดกะอาจารย์ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน.

[๗๖๐]
#ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างไร ? ที่ชื่อว่ารักษาผู้อื่น ด้วยการส้องเสพ ด้วยการเจริญ ด้วยการกระทำให้มาก บุคคลผู้รักษาตน
ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างนี้แล.

[๗๖๑]
#ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน อย่างไร ? ที่ชื่อว่า
รักษาตน ด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเอ็นดู บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน อย่างนี้แล.
#ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า
เราจักรักษาตน พึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจัก
รักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตนย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น
บุคคลผู้รักษาผู้อื่นย่อมชื่อว่ารักษาตน
#จบสูตรที่๙
พุทธวจนปิฎก๓๓เล่ม เล่มที่๑๑หน้าที่๒๒๓
ข้อที่๗๖๒-๗๖๔
กราบสาธุ สาธุ สาธุ ครับผม
Photo

Post has attachment
พระราชาปุจฉา - วิสัชนาธรรม ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

"พระราชวุฒาจารย์" หรือ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" เป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ดูลย์มีปฏิปทาธรรมที่เรียบง่าย จริงจัง มีเมตตาจิตต่อศิษยานุศิษย์และผู้อยู่ใกล้ชิดเสมอ เอกลักษณ์ของท่าน คือ ท่านเป็นพระที่พูดน้อยมาก คำพูดของท่านทุกคำมักจะกลั่นกรองแล้วจึงพูดออกมา และเป็นคำพูดที่ประกอบด้วยเมตตาเสมอ ท่านได้ปักหลักดำรงขันธ์อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับชาวพุทธแถบอีสานใต้ และเป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธแถบอีสานใต้ตลอดมา จนมีผู้พร้อมใจกันขนานนามท่านว่า "พระอรหันต์แห่งอีสานใต้"

ถึงแม้ท่านจะพูดน้อย และไม่ปรากฏว่าได้เทศนาธรรมอย่างเป็นแบบแผน แต่จากธรรมะที่ท่านเคยสอนเท่าที่รวบรวมได้จากการบันทึกของลูกศิษย์คนสำคัญของท่าน คือ ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปัณฑิโต) ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าในความน้อยนั้นมีความมาก ธรรมะที่ดูเหมือนจะมีเนื้อหาน้อย แท้จริงกลับมีความลึกซึ้งแยบคายเหลือประมาณ เต็มไปด้วยปริศนาธรรม ราวกับว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของหลวงปู่ดูลย์นั้นสามารถแทนเนื้อหาของพระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : หลวงปู่... การละกิเลสนั้นควรจะละกิเลสอะไรก่อน

หลวงปู่ดูลย์ : กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อนให้ละอันนั้นก่อน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปีเพื่อเป็นที่เคารพของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม

หลวงปู่ดูลย์ : อาตมภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง

ธ ส ถิ ต ใ น ด ว ง ใ จ ต ร า บ นิ จ นิ รั น ด ร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป
Photo

Post has attachment
"... เพราะคำว่า ตาดู หูฟัง อย่าทำเป็นตากระทู้ หูกระทะ นี่เราฟังมาตั้งแต่บ้านนอกแล้ว

เราเรียนถามสมเด็จว่า สำนวนนี้มีความหมายว่าอย่างไร

ตากระทู้ กระทู้คืออะไร คือต้นเสารั้วบ้าน แต่ก่อนเสาคอนกรีตไม่มี ก็ต้องใช้ต้นไม้ต้นเล็กหน่อยมาทำเสา

แล้วไม้มันมีตาเป็นปุ่มๆ ยิ่งถ้าเอาต้นสะแกแข็งๆ ตายิ่งเยอะ พอเอามาทำเสา แล้วเขาก็เอาไม้รวก ไม้ไผ่ มาสานขัดแตะเป็นรั้ว กันวัวกันควาย เรียกว่าขัดรั้ว

แล้วที่เขาเรียกต้นกระทู้ เพราะมันมีตา แต่มันมองไม่เห็นอะไร

... ส่วนคำว่า หูกระทะ ยกตัวอย่างร้านขายราดหน้าเขาต้องใช้กระทะผัดต๊องๆ แต๊งๆ หูกระทะก็จับกันทุกวัน โป๊งเป๊งๆ แล้วหูกระทะมันได้ยินเสียงไหม

เป็นการเปรียบว่า อย่าทำเป็นไม่ได้ยินอะไรเหมือนหูกระทะ ได้ยินก็ต้องให้มันถึงใจหน่อย คิดหน่อย อะไรดีก็เก็บไว้ อะไรไม่ดีก็ทิ้งไป

แต่คนสมัยใหม่ไม่สังเกต นี่คำโบราณที่สอนๆ เอาไว้ เรานำมาบอกเขาใหม่เพราะเขาก็ไม่รู้ แต่เราจำมาตั้งแต่เด็กๆ

... ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่ส่วนที่ดี ทำจิตใจให้ผ่องใส นี่แลเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

สิ่งเหล่านี้ทำไม่ยาก เราทำอยู่ทุกวัน เวลาพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะโวยว่า ฉันทำไม่ได้หรอก แต่ตัวเองทำอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว

ทุกอย่างอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สถาบันครอบครัว อีกทั้งสถาบันใหญ่ๆ ถ้ามีหลักสามประการนี้แล้วสบาย

ศีล แปลว่า การกระทำที่อยู่ในภาวะปกติ แล้วอะไรจะทำให้เราอยู่ปกติล่ะ กาย วาจา ใจ แต่เอา กาย วาจา ก่อน เรียกว่าศีล

สมาธิ คือ ทำใจให้นิ่ง

แล้วปัญญา คือความรู้ก็จะเกิดขึ้นมา

... กาย ธรรมชาติสร้างมาเพื่ออะไร เพื่อทำกิจการงาน

วาจา ธรรมชาติสร้างมาเพื่ออะไร เพื่อสื่อสารให้เข้าใจกัน

จิตใจ ธรรมชาติสร้างมาเพื่ออะไร เพื่อให้เป็นตัวรับรู้ ตัวปรุง ตัวนึกคิด ใช้ความคิด

ความคิดจะเกิดขึ้นได้ เราต้องตั้งจิตของเราให้มีสัจจะ คือความจริงใจ ตั้งใจ

ศีล สมาธิ ปัญญา คือ การกระทำจิตของเราให้มันตรง ให้มันนิ่งเอาไว้

ท่านที่ไม่นิ่ง เพราะทำมากไป มันก็ออกมาทางโลภ

ถ้ากายเราไม่ปกติ ใจก็ไม่นิ่ง

ถ้าใจไม่นิ่งมาก มันก็ออกมาทาง กาย วาจา ปัญญาก็ไม่เกิด

... คนเราจึงต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา ทำใจให้นิ่ง ตั้งใจจริง

แต่จะทำได้มากแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล"

พระคติธรรมคำสอน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ที่มา : นิตยสารพลอยแกมเพชร ฉบับที่ 525 ปักษ์แรก ธันวาคม 2556
Photo
Commenting is disabled for this post.

Post has attachment

Post has attachment
เรารักตนเองฉันใด คนอื่นก็รักตนเองฉันนั้น
ผู้ที่รักตน จึงไม่ควรทำผิดศีล ไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
..... เพราะการเบียดเบียนนำทุกข์มาให้โดยแท้ .....
goo.gl/1HdVfZ

Post has attachment
แกไม่ปฏิบัติหนึ่งวัน
นี่ เสียหายหลายแสน
วันนึง ก็มีความหมาย
ข้าฝากให้แกไปคิด เป็นการบ้าน

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

ธรรมชาติ ตามรอยพระอริยะ
Photo

Post has attachment
พระราชาปุจฉาวิสัชนาธรรม ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เนื่องในพระราชวโรกาสเสด็จฯ พระราชทานผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปุจฉาตรัสถามหลวงปู่ฝั้น มีใจความสำคัญว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ทำอย่างไรประเทศชาติ ประชาชน จะอยู่ดีกินดี มีความสามัคคีปรองดองกัน

หลวงปู่ฝั้น : ให้เข้าหาพระศาสนา เพราะศาสนาสอนให้ละชั่ว กระทำความดี ทำใจให้ผ่องใส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : คนส่วนมากทำดี คนส่วนน้อยทำชั่ว จะให้คนส่วนมากเดือดร้อนไหม... ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขได้

หลวงปู่ฝั้น : ขอถวายพระพร ทุกวันนี้คนไม่รู้ศาสนาจึงเบียดเบียนกัน ถ้าคนเรานึกถึงศาสนาแล้ว ก็ไม่เบียดเบียนกัน เพราะต้องการความสุข ความเจริญ คนอื่นก็เช่นกัน คนทุกวันนี้เข้าใจว่าศาสนาอยู่กับวัด อยู่ในตู้ ในหีบ ในใบลาน อยู่กับพระพุทธเจ้าประเทศอินเดียโน่น จึงไม่สนใจ บ้านเมืองจึงเดือดร้อนวุ่นวาย มองหน้ากันไม่ได้ ถ้าคนเราถือกันเป็นบิดามารดา เป็นพี่น้องกันแล้ว ก็สบาย ไปมาหาสู่กันได้ เพราะใจเราไม่มีเวร เวรก็ไม่มี ใจเราไม่มีกรรม กรรมก็ไม่มี

ฉะนั้น ให้มี "พรหมวิหารธรรม" อย่างมหาบพิตรเสด็จฯ มานี้ทุกอย่างเรียบร้อยหมด

ในคราวเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ฝั้น โดยประทับบนพื้นพรม ตรัสถามหลวงปู่ฝั้นดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ : ท่านอาจารย์ไปพักวัดบวรฯ บ่อยไหม

หลวงปู่ฝั้น : สมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ไปพักบ่อย ทุกวันนี้ไม่ได้ไป ท่านเจ้าคุณศาสนโสภณ นิมนต์เหมือนกัน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ : ถ้าท่านอาจารย์ไปพักที่วัดบวรฯ ดิฉันจะไปนมัสการ ดิฉันสนใจภาวนามานานแล้ว แต่เมื่อนั่ง จิตไม่ค่อยสงบ ได้ไปเรียนท่านเจ้าคุณศาสนโสภณ ท่านบอกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก

หลวงปู่ฝั้น : ไม่ว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ทำได้

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ : ทำอะไร... ให้รู้อยู่หรือ

หลวงปู่ฝั้น : ขอถวายพระพร

พระราชาปุจฉาวิสัชนาธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

หลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้เดินทางมากรุงเทพฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบ ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อกราบนมัสการทันที พระองค์มีพระราชปฏิสันถารและพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมกับหลวงปู่ฝั้น ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช : ท่านอาจารย์มากรุงเทพฯ รู้สึกเหนื่อยไหม

หลวงปู่ฝั้น : ขอถวายพระพร อาตมาถือเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องได้เคยฝึกมาสมัยออกปฏิบัติ ครั้งแรกไม่มีรถยนต์ มีแต่เดินด้วยเท้า

ขอถวายพระพร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ : คนทุกวันนี้เข้าใจว่า ตายแล้วไม่เกิด ถ้าคนตายแล้วไม่เกิด ทำไมมนุษย์จึงเกิดมาก

หากเดรัจฉานเขาพัฒนาตนเองจะถึงขั้นเกิดเป็นมนุษย์ได้ไหม

หลวงปู่ฝั้น : ได้... เกี่ยวกับจิตใจ ใจคนมีหลายนัย ตัวเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตว์ ตัวเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเปรต ตัวเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นนรก ตัวเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นมนุษย์หรือเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้า ก็มาจากคน

จะรู้ได้อย่างไร... ให้นั่งพิจารณาดูที่ใจ ไม่อยู่ คิดโน่นคิดนี่ นั่นแหละเรียกว่ามันไปต่อภพต่อชาติที่ว่าเกิด ถ้าตายไปก็ไปเกิดตามบุญตามบาปที่ทำไว้

เป็นเปรต คือ ใจที่โมโห โทโส ริษยา พยาบาท

ใจนรก คือ ใจทุกข์ กลุ้มอกกลุ้มใจ

ใจเป็นมนุษย์ คือ ใจที่มีศีล ๕ มีทาน มีภาวนา

ใจเป็นเศรษฐี ท้าวพระยา พระมหากษัตริย์ คือ ใจดี

ใจเป็นเทวดา คือ มีเทวธรรม มีหิริ ความละอายบาป  โอตตัปปะ ความเกรงกลัวบาป น้อยหนึ่งไม่อยากกระทำ

ใจเป็นพรหม มีพรหมวิหารธรรม ใจว่างเหมือนอากาศ

ใจพระอรหันต์ คือ ท่านพิจารณาความว่างนั้นจนรู้เท่า แล้วปล่อย เหลือแต่รู้

ใจพระพุทธเจ้า รู้แจ้งแทงตลอดหมดทุกอย่าง

ส ถิ ต ใ น ด ว ง ใ จ ต ร า บ นิ จ นิ รั น ด ร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป
Photo

Post has attachment
การศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้า
มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของเราอย่างไร
goo.gl/wgSDF3 #FBคนรักพระพุทธศาสนา

Post has attachment
สำหรับอัตตภาพที่มีขันธ์ 5 มันต้องเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงอยู่เรื่อยไป เพราะความไม่เที่ยงมันจึงเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์นี่แหละสภาวะอนัตตาจึงปรากฏคือ ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน มันพัง มันทำลาย นี่่ร่าง กระดูกที่เราเห็นนี่ เมื่อก่อนก็มีเรือนร่างครบถ้วนบริบูรณ์อย่างเรา มีลมปราณเหมือนกัน มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน แต่ว่านี่เนื้อหนังมังสารมันหมดไปแล้วเหลือแต่กระดูก อันเป็นส่วนแก่นแท้ภาพในร่างกาย เมื่อพิจารณาไปส่วนไหนมันก็ไม่น่ารัก ไม่น่าดู ไม่น่าชม มันน่าเกลียด

หลวงปู่ปาน โสนันโท

จากหนังสือ รวมคำสอนพระสุปฏิปันโนเล่ม 5 (เล่มพิเศษ)

ธรรมชาติ ตามรอยพระอริยะ
Photo
Wait while more posts are being loaded