Post is pinned.
กฎระเบียบ
แจ้งสมาชิกทุกท่าน ที่ท่านนำข่าวสารมาเพื่อแชร์ในชุมชน แนะนำการโพสแชร์ข่าวสาร
ควรอ้างอิงถึง แหล่งที่มาและให้เครดิตกับเจ้าของข้อมูลรวมถึงรูปภาพที่นำมาเสนอ ✔️ควรให้เครดิตทุกครั้ง*เพื่อป้องกันโดนแจ้งลิขสิทธิ์ในภายหลัง
🚫ไม่อนุญาตให้นำ คลิปยูทูปและเว็บไซต์มาแชร์
📌_บทความหรือรูปภาพที่นำมาลงถ้าไม่มีเครดิต Admin จะขอนำออกจากชุมชนครับ_
ขอบคุณครับ
Admin: #สาระดีดีbyหมอเส็ง

Post has shared content
ข้าวติดก้นหม้อ หนึ่งในปัญหาที่คุณแม่บ้านต้องเจอเป็นประจำ วันนี้เบทาโกรจะมาเผยเคล็ดลับช่วยแก้ปัญหานี้กันค่ะ

วิธีที่ 1. เมื่อข้าวสุกแล้ว อย่าเพิ่งเปิดฝานะคะ ให้อบทิ้งไว้ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ไอน้ำลงไประอุถึงก้นหม้อ ทำให้ข้าวไม่ติดก้นหม้อแน่นอนค่ะ

วิธีที่ 2. เมื่อข้าวสุกให้ดึงปลั๊กออกทันที จากนั้นนำหม้อชั้นในแช่ลงในน้ำ สูงประมาณ 1 นิ้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที เพียงเท่านี้ข้าวก็จะไม่ติดก้นหม้อแล้วค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ: http://bit.ly/2iNE66m
Photo

Post has attachment
ผู้หญิงๆ 7วิธี #ดีท็อกซ์ผมเสีย

ดีท็อกซ์ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คือการล้างสารพิษในร่างกายออก ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการดีท็อกซ์นั้นสามารถใช้กับเส้นผมได้เช่นกัน เพราะเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิง เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งปัญหาผมเสีย จะเกิดขึ้นได้บ่อยโดยที่เราไม่สามารถหลีกได้ ด้วยสภาพอากาศ รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่เจอในแต่ละวัน เราจึงมีวิธีดีท็อกซ์ผมเสียมาฝากผู้รักสุขภาพผมทุกคน

1. มาสก์ผม ถ้าอยากให้ผมสุขภาพสมบูรณ์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้สารอาหารแก่เส้นผม และหนังศีรษะ การมาสก์ผมคือทรีตเม้นต์ที่เห็นผลที่สุด ควรหมักผมสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ตอนที่ผมยังชื้นอยู่ด้วยการนวดเนื้อครีมให้ซึมซาบทั่วศีรษะแล้วใส่หมวกคลุม อาบน้ำทับไว้ จากนั้นจึงล้างออก สระผม และตามด้วยครีมนวดก็เป็นอันเสร็จ

2. ใช้ความร้อนพอประมาณ หลายคนมักใช้อุณหภูมิในการทำผมสูงเกิน 200 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นคือการทำลายเส้นผม จำไว้ว่า ยิ่งผมคุณเส้นเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้ความร้อน ในการจัดทรงผมต่ำเท่านั้น ถ้าทำถูกวิธี การจัดทรงด้วยความร้อนสามารถทำให้เส้นผมที่อ้วนเรียบขึ้นได้ รวมถึงผมตรงก็หยิกขึ้นได้เช่นกัน

3. ทานผักให้มาก การรับประทานผักนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญสำหรับเส้นผมอีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทานผักเยอะๆ อาทิ บร็อคโคลี่ ผักโขม กะหล่ำปลี ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี อี และแคลเซียม ซึ่ง ช่วยระบบการย่อยและกำจัดสารพิษ รวมไปถึงทำให้เส้นผมแข็งแรงและสุขภาพดีอีกด้วย

4. บอกลาสารซัลเฟต สารซัลเฟตคือสาร ที่ทำให้แชมพูมีฟองเพิ่มขึ้น หลายคนมักเข้าใจว่าการใช้แชมพูที่มีฟองมากๆ จะทำให้การสระผมสะอาดยิ่งขึ้น พอใช้แชมพูที่ไม่ค่อยมีฟองก็รู้สึกเหมือนไม่สะอาด ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง เพราะแชมพูที่ไม่มีซัลเฟตจะทำให้หนังศีรษะและเส้นผมระคายเคืองน้อยลง แถมสรรพคุณเรื่องความสะอาดก็ไม่เป็นรองใครด้วย

5. ผ่อนคลาย การนวดศีรษะทำให้เราผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ วิธีการก็ไม่ยุ่งยากเพียงใช้ปลายนิ้วกลางและนิ้วนางสำหรับจุดที่ต้องการกด หนักๆ ส่วนบริเวณขมับนวดวนเป็น วงกลมเบาๆ รวมทั้งท้ายทอยและต้นคอด้วย พยายามนวด ให้หนังศีรษะขยับ ไม่ใช่ขยับแต่ปลายนิ้วเพื่อให้นวดได้ลึกขึ้น

6. ตัดผม อีกหนึ่งวิธีการ ที่ไม่ควรมองข้ามในการดีท็อกซ์ผมนั่นก็คือการตัดผม เพื่อให้เส้นผมอยู่ในสภาพที่ดีก็ต้องหมั่นเล็มผมเป็นประจำเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผมแตกปลายและรักษาความสมบูรณ์ของเส้นผมเอาไว้ อย่าลืมว่ายิ่งผม ยาวเท่าไหร่ ผมก็มีโอกาสถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น

7. เสริมด้วยวิตามิน เส้นผมต้องการวิตามินอย่าง เอ อี และบี 5 รวมทั้งเคราติน และเชียบัตเตอร์ในการขจัดสารตกค้าง เพื่อล็อกความเงางามและความเป็นประกายของเส้นผมไว้ทำให้ผมดูสุขภาพดีถือเป็น การรีเฟรชและเพิ่มพลังให้เส้นผม ซึ่งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ เป็นอาหารผมออกมาในหลากหลายรูปแบบ คุณสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ


ที่มา...เปรียว
Photo

Post has attachment
ประโยชน์ของถั่วแขก ที่คุณไม่ควรมองข้าม

#ถั่วแขก เป็นหนึ่งในพืชตระกูลถั่วที่มีลักษณะคล้ายกับถั่วฝักยาว นอกจากจะมีรสชาติอร่อย และนำไปทำอาหารได้สารพัดเมนูแล้ว ถั่วชนิดนี้ก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค กรดโฟลิค แคลเซียม ไฟเบอร์ ฯลฯ สำหรับประโยชน์ของถั่วแขกนั้นก็ไม่ธรรมดาเลยค่ะ มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. #เป็นแหล่งของพลังงาน

ถั่วแขกมีธาตุเหล็กประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับผักโขม ทั้งนี้ธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งจำเป็นต่อการขนส่งออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย หากคุณกำลังเป็นโรคโลหิตจาง ไม่มีพลังงาน หรือมีเมทาบอลิซึมต่ำ ถั่วแขกถือเป็นอาหารที่เหมาะกับคุณมากค่ะ

2. #ดีต่อผิว_เส้นผม_และเล็บ

ถั่วแขกสามารถทำให้ผิว เส้นผม และเล็บของสาวๆ มีสุขภาพดีได้ค่ะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าถั่วแขกอุดมไปด้วยธาตุซิลิคอน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เสริมความแข็งแรงให้เล็บ และทำให้ผิวมีสุขภาพดีค่ะ

3. #ดีต่อกระดูก

หนังสือเรื่อง Healing Foods ระบุว่า ถั่วแขกอัดแน่นไปด้วยวิตามินเคที่ช่วยกระตุ้นออสทีโอแคลซิน (Osteocalcin) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในกระดูก ทั้งนี้สารดังกล่าวจะช่วยล็อคโมเลกุลของแคลเซียม ทำให้เรามีกระดูกที่แข็งแรงค่ะ

4. #ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ

ถั่วแขกอุดมไปด้วยแอนตี้ออกซิเด้นท์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระทำอันตรายต่อร่างกาย ทั้งนี้อนุมูลอิสระเป็นตัวการที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ ทำให้ผิวของคุณดูแก่กว่าวัย และมีปัญหาริ้วรอยตามมา รวมถึงยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง และโรคหัวใจค่ะ

5. #ดีท็อกซ์ร่างกาย

ด้วยความที่ถั่วแขก มีสารช่วยขับปัสสาวะ ทำให้มันช่วยกำจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายได้เป็นอย่างดี หากใครที่กำลังมองหาตัวช่วยสำหรับดีท็อกซ์ร่างกายที่ปลอดภัย ถั่วแขกถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากทีเดียวค่ะ

6. #ช่วยให้หัวใจแข็งแรง

ถั่วแขก อุดมไปด้วยแคลเซียม และสารฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบได้มากในผลไม้และผัก หากเราทานอาหารที่มีฟลาโวนอยด์เป็นประจำ มันก็จะช่วยควบคุมไม่ให้คราบพลัคเกาะตามผนังหลอดเลือด และป้องกันไม่ให้เลือดในหลอดเลือดแข็งตัวค่ะ

7. #บำรุงสายตา

หนึ่งในคุณสมบัติที่น่าสนใจของถั่วแขก คือ มันมีสารแคโรทีนอยด์ที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมค่ะ นอกจากนี้ถั่วแขกยังอุดมไปด้วยสาร ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งล้วนแต่ช่วยบำรุงสายตา และทำให้การมองเห็นในตอนกลางคืนดีขึ้นค่ะ

อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ที่มา: food
orami.health
Photo

Post has attachment
PhotoPhotoPhotoPhotoPhoto
11/11/60
8 Photos - View album

Post has attachment
รูปแบบช้อนส้อมประเภทต่างๆ ตามการใช้งาน
Photo

Post has attachment
หนาวนี้ต้องระวัง! โรค #RSV อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายมากกว่าที่คิด

ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ คุณคงเคยได้ยิน #โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV กันใช่ไหมล่ะคะ โดยโรคชนิดนี้เป็นหนึ่งในโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ในวัยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคชนิดนี้เกิดได้หลายช่วงอายุ แต่ในวัยผู้ใหญ่พบว่าจะมีอาการไม่รุนแรง อาการที่รุนแรงอาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ป่วยอายุน้อยมีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจหรือปอด หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น

การติดเชื้อโรค RSV เกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัส RSV จากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ที่มีเชื้อโรคนี้ โดยในช่วง 1-3 วันแรกจะมีอาการเหมือนโรคหวัด คือ มีไข้ น้ำมูกเจ็บคอ ไอ และมีอาการคัดจมูก แต่หลังจากวันที่ 3 ขึ้นไป อาการไอเสมหะมากขึ้น หอบ เหนื่อย หายใจเร็ว บางรายได้ยินเสียงครืดคราด หรือเสียงวี๊ด ซึ่งอาการดังกล่าวมักไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่

ถ้าผู้ป่วยมีแค่อาการหวัดมักจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยวัยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบได้ และในบางรายรุนแรงมากถึงขั้นมีภาวะการหายใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนในกลุ่มทารกแรกเกิดพบว่ามีอาการหยุดหายใจชั่วขณะได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กมีโอกาสเสียชีวิต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการเบื้องต้น คือ คัดจมูก มีน้ำมูกไหล แต่หลังจาก 3 วันไปแล้ว จะมีอาการไอมากขึ้น มีไข้ หายใจลำบาก รับประทานอาหารได้น้อยลง มีอาการซึม ควรรีบพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์

การวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จะใช้อุปกรณ์ที่ลักษณะคล้ายคอตตอนบัด สอดเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเก็บสารคัดหลั่ง และจะส่งไปตรวจที่ห้องตรวจปฏิบัติการ ผ่านเครื่องอ่านผลโดยสามารถทราบผลการตรวจภายใน 20-30 นาทีโดยประมาณเมื่อทราบผลตรวจแพทย์จะสั่งการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

โรคนี้สามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น โดยการติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วย โดยเกิดขึ้นได้ตั้งแต่หลังจากผู้ป่วยเริ่มได้รับเชื้อไปแล้ว 2-3 วัน ถึงไปจนกว่าอาการต่างๆ จะหายสนิท ดังนั้นในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการ ควรลดการแพร่กระจายเชื้อ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูก ล้างมือบ่อยๆ

เบื้องต้นการหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส RSV คือ การหลีกเลี่ยงไปที่ชุมชนแออัด เนื่องจากสภาวะอากาศการถ่ายเทไม่เพียงพอ ทำให้ง่ายต่อการแพร่กระจายและรับเชื้อโรค นอกจากนี้ควรล้างมือก่อนสัมผัสเด็กเล็กทุกครั้ง ซึ่งการรักษาสุขลักษณะที่ดีและการล้างมือบ่อยๆ จะช่วยลดการติดต่อของเชื้อโรคลงได้ รวมทั้งควรเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงระบาดของโรคนี้

ในปัจจุบันโรค RSV ยังไม่มียารักษาเฉพาะ และผู้ป่วยที่เป็นแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ยาแก้ไอ เป็นต้น แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น หลอดลมหรือปอดอักเสบ อาจจะต้องมีการให้ยาพ่น ร่วมกับการให้ออกซิเจน เคาะปอดหรือดูดเสมหะ บางรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจต้องมีการใส่เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย

บทความโดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง อิงคนิจ ชลไกรสุวัฒน์ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลโทร
Health.mthai
Photo

Post has attachment
💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊💊
#มีสาระมาฝากคะ
รู้จัก " #ขมิ้นชัน " สมุนไพรไทยไซส์เล็กๆ ที่ให้ประโยชน์ไม่เล็กตาม

รื่องสุขภาพใครว่าไม่สำคัญ นอกจากที่การออกกำลังกายนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง ดูสุขภาพดีแล้ว เรื่องของอาหารการกินก็สำคัญ ไม่ใช่เพียงเนื้อสัตว์ เนื้อปลา หรือผัก แต่สมุนไพรไทยหลายๆ ชนิดก็สามารถนำมาปรุงอาหารให้รสชาติเหมือนผัก แต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย อย่าง ขมิ้นชัน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรไทยที่นิยมเอามาประกอบอาหาร โดยเฉพาะในอาหารใต้ ด้วยสีสันที่เป็นสีเหลืองสดสะดุดตา จึงทำให้อาหารดูมีความน่าทาน แต่ยังคงประโยชน์ไว้ได้อย่างครบถ้วน
🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿

#ขมิ้นชัน จัดอยู่ในประเภทเดียวกับ #ขิง

ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน นั้นจัดว่าเป็นพืชล้มลุกที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ ขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าจะมีสีเหลืองเข้ม ไปจนถึงสีแสดจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถิ่นกำเนิดจะอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อเรียกในแบบอื่นๆ อีกมาก อาทิ ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น เป็นต้น ทั้งนี้ การเรียกก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละภาค แต่ละจังหวัด ส่วนใหญ่ขมิ้นชันจะนิยมนำไปใช้ในการประกอบอาหารเพื่อแต่งสี แต่งกลิ่นอาหารให้มีความน่าทาน อาทิ แกงไตปลา แกงกะหรี่ เป็นต้น

ginger-tumericiStock 🍑🍑🍑

ภายในสีเหลืองเข้มของ ขมิ้นชัน นั้นเต็มไปด้วยประโยชน์

ขมิ้นชัน นั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ , วิตามินบี 1 , วิตามินบี 2 , วิตามินบี 3 , วิตามินซี , วิตามินอี , ธาตุแคลเซียม , ธาตุฟอสฟอรัส , ธาตุเหล็ก , เกลือแร่ต่างๆ รวมไปถึงเส้นใย , คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ในขณะเดียวกัน ขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาอาการและบรรเทาโรคต่างๆ ได้หลากหลายชนิดจากการที่ได้ค้นพบประวัติในการนำมาใช้รักษามากกว่า 5,000 ปี

🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰🌰

บริโภค ขมิ้นชัน นั้นไม่ยาก

สำหรับการเก็บเกี่ยวขมิ้นชันเพื่อนำมาบริโภคนั้นไม่ควรเก็บในระยะที่ขมิ้นเริ่มแตกหน่อ เนื่องจากจะทำให้สารที่ประโยชน์ อย่าง เคอร์คูมิน ที่อยู่ในขมิ้นมีน้อย ส่วนเหง้าขมิ้นชันที่เกี่ยวมาต้องมีอายุอย่างน้อย 9 - 12 เดือน และเมื่อเก็บมาแล้วต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป อีกทั้งต้องเก็บไม่ให้ถูกแสงแดด เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นจะหมดไปเสียก่อน
Advertisement 🐉🐞

เมื่อเก็บได้เหง้าขมิ้นชันมาแล้ว หากต้องการนำไปรับประทานเพื่อใช้ในการรักษาโรค หรืออาการต่างๆ ควรล้างให้สะอาดและไม่ต้องปอกเปลือก จากนั้นให้หั่นเป็นแว่นบางๆ แล้วนำไปตากแดดประมาณ 2 วัน จึงนำกลับมาบดให้ละเอียด นำไปผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ เท่ากับปลายนิ้วก้อย จากนั้นจึงนำมารับประทานวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 2 - 3 เม็ด ช่วงหลังอาหารและก่อนนอน 🐃🐵

อีกวิธีหนึ่ง คือ การนำเหง้าขมิ้นชันแก่มาขูดเอาเปลือกออก แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด นำมาบดให้ละเอียด เติมน้ำแล้วคั้นเอาแต่น้ำขมิ้นมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง แต่หากจะนำขมิ้นชันมาใช้เป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาอาการแพ้ ผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย ให้นำเอาเหง้าขมิ้นชันมาฝนผสมกับน้ำต้มสุก แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง หรือจะนำเอาผงขมิ้นชันมาโรยก็ใช้ได้เช่นกัน 🐏🐥

tumeric-2iStock

ขมิ้นชัน ถึงเป็นสมุนไพร แต่ก็มีผลข้างเคียง

การที่นำเอาขมิ้นชันมาบริโภคเพื่อรักษาอาการ หรือโรคใดก็ตาม หากรับประทานไปเรื่อยๆ จนหายแล้วก็ควรหยุดทาน ถึงแม้ว่าขมิ้นชันนั้นจะมีประโยชน์มาก แต่หากร่างกายได้รับมากจนเกินความต้องการก็อาจกลายเป็นโทษ ทำให้เกิดการแพ้ได้ เช่น ปวดหัว , ท้องเสีย , คลื่นไส้ , นอนไม่หลับ ฉะนั้น หากรับประทานเข้าไปแล้วมีอาการดังกล่าวแนะนำว่าควรหยุดรับประทานและหายาชนิดอื่นมารับประทานแทน อีกทั้ง ในแถบภาคใต้ยังมีความเชื่อในเรื่องโทษและขมิ้นชันของขมิ้นชันกันว่า การรับประทานขมิ้นชันที่มากและถี่เกินไป แทนที่จะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ก็อาจจะกลายเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเสียเอง

🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠🍠

อย่างไรก็ตาม อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการรับประทานขมิ้นชันนั้นแทบไม่ได้มีความแตกต่างจากการข้างเคียงทั่วไป อย่าง ท้องเสีย ปวดท้อง หรือนอนไม่หลับ เราควรหมั่นสังเกตอาการของตัวเองให้ชัด เพราะอาจมีสาเหตุมาจากยาชนิดอื่น หรือภาวะของโรคอื่นที่เป็นอยู่เกิดร่วมด้วยกันเป็นได้ แต่ถ้าการรับประทานยาก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหา เพิ่งจะมาแสดงอาการหลายหลังจากที่รับประทานขมิ้นชันเข้าไปแล้ว ก็ให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นผลข้างเขียงของขมิ้น โดยที่ยังสามารถรับประทานซ้ำได้ แล้วค่อยๆ ปรับขนาดยาจาก 1 เม็ด เป็น 2 เม็ดต่อครั้ง แล้วให้ดื่มน้ำตามมากๆ อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็อาจกลับมาเป็นปกติ 🍀🍂
Photo

Post has attachment
‘5 ฮีโร่กู้ความสาว’ ทานแล้วสาว สวยอ่อนวัย ให้ประโยชน์รัวๆ

1. #น้ำมะพร้าว
หาทานก็ง่าย ประโยชน์ก็เยอะ น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินให้กับผิวพรรณ มีความยืดยุ่น เต่งตึง สดใส ชะลอการเกิดริ้วรอย แถมยังช่วยขับสารพิษดีท็อกซ์ได้ดีเยี่ยม ส่งผลดีต่อกลไกการทำงานของร่างกาย

2. #น้ำเต้าหู้
สำหรับน้ำเต้าหู้ขอบอกเลยว่า อุดมไปด้วยไอโซฟลาโวน ซึ่งเป็นเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายดูดซึมได้ดี สามารถช่วยดูแลผิวพรรณและสุขภาพเราได้ในราคาที่แสนจะประหยัด ที่สำคัญยังมีธาตุเหล็ก โปรตีนสูงเทียบเท่าเนื้อสัตว์ ทานลดความอ้วนกันไปแบบชิลๆ ได้เลย

3. #งา
ทานไว้ มีแต่ได้จริงๆ สำหรับเมล็ดงา ที่มีโฟโตเอสโตรเจนสูง แถมอุดมด้วยไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม ที่ดีต่อผู้หญิง ช่วยลดน้ำหนักก็ได้เมื่อทานเป็นประจำ ให้ประโยชน์เยอะไม่ต่างจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเลยล่ะ

4. #องุ่น
ถ้าเรื่องวิตามินซีสูงคงต้องยกให้องุ่นเลย ที่อุดมไปด้วยสารเรสเวอราทอล ซึ่งมีหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่คอยสร้างความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย และช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง กระชับยิ่งขึ้น แถมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนด้วย

5. #ถั่วชนิดต่างๆ
ถั่วลิสง ถั่วพิตาชิโอ ถั่วแระ ถั่วลันเตา ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือแม้กระทั่งถั่วงอก ฯลฯ ล้วนมากด้วยประโยชน์จาก โฟโตเอสโตรเจน ที่สามารถปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง แถมยังมีโปรตีน และไฟเบอร์สูงอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว ก่อนจะเลือกรับประทานอาหารที่มีเอสโตรเจนทั้งหลาย ก็ควรขอคำปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อประกอบการรับประทานในปริมาณที่พอดี ป้องกันการเสียสมดุลของระดับฮอร์โมน อย่าลืมว่าอะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายนะคะ

ที่มา sanook , kaewsaiidea , kapook
ภาพ Pixabay
Photo

Post has attachment
ดึงสติก่อนกิน! ตามมาดู กินหวานแบบนี้ อันตรายต่อร่างกายมากแค่ไหน?

รู้หรือไม่ว่า…? ใน 1 วัน การบริโภคน้ำตาลของเรา ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา ซึ่งผลสำรวจพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลมากกว่า วันละ 20 ช้อนชาเชียวนะ และแม้หลายคนจะขอส่ายหน้าปฏิเสธว่าตนเองนั้นไม่ทานน้ำตาลมานานแล้วก็ตาม แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอาหารที่คุณทานอยู่นั้นจะไม่มีน้ำตาลซุกซ่อนอยู่จริงๆ วันนี้เราจะมาแชร์ให้ฟังว่า อันตรายของการกินหวาน มันทำร้ายร่างกายมากกว่าที่คุณคิด!

#ติดหวาน 7 สิ่งนี้ในร่างกายถูกทำลายแน่!

1. #สมอง เสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้าถึง 58% เชียวนะ

2. #ผิวหนัง จะเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่นก่อนวัย

3. #ฟัน แน่นอนค่ะว่า จะต้องมีแบคทีเรียเกิดขึ้นในช่องปาก แล้วทำให้ฟันผุชัวร์ๆ

4. #ไต กินเยอะ ไตก็จะต้องทำงานหนัก ส่งผลให้เสี่ยงต่อการทำงานขอไตล้มเหลว

5. #หัวใจ เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย

6. #อวัยวะสืบพันธุ์ ใครไม่รู้จดไว้เลยนะว่าการทานหวานมากๆ จะทำให้เสี่ยงต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

7. #กระดูก เสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อกระดูกอักเสบรุนแรง

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
health.mthai

Photo
Wait while more posts are being loaded