Post has attachment

Post has shared content
ย้อนรอย สาเหตุที่ไทยไม่ผลิตรถยนต์ ใช้น้ำ แทนน้ำมัน !!

เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2551 (ค.ศ.2008) อาจารย์สุมิตร หรือ พ.อ.อ.สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา กลายเป็นที่รู้จักของคนไทย จากการเป็นผู้คิดค้นรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนในประเทศไทยเป็นคนแรก โดยพัฒนาอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำ ทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังงานน้ำแทนน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนได้ สำเร็จ หรือเรียกง่ายๆ ว่า รถใช้น้ำที่ใครหลายคนฝันไว้ ได้เกิดขึ้นได้จริงจากนักวิจัยท่านนี้


รถยนต์พลังงานน้ำของ ดร. สุมิตร ตอนนี้หายไปไหน ท่านใดทราบบ้าง???? http://board.postjung.com/667720.html

สาเหตุที่ ดร.สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ไม่ผลิตรถ ใช้น้ำ แทนน้ำมัน !!
      น่าจะเคยได้ยินข่าวแล้ว ว่า ปัจจุบันนี้ ดร. ท่านหนึ่งชื่อ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้สร้างรถ ใช้น้ำแทนน้ำมันได้ สำเร็จ แต่ก็ เป็นที่เสียดาย เพราะว่า ไม่สามารถนำมาผลิตได้เนื่องจากสาเหตุ จะทำให้ส่งผลกระทบต่อ องค์การ น้ำมันต่างๆ ที่เขาวางแผนใว้เป็น ร้อยๆ ปี ที่เป็นวัฏจักร อาจจะเสียหาย
     เพราะเหตุนี้ รัฐบาล ถึง ไม่ยอมรับ พวกเราเลย ไม่ได้ใช้ รถที่ใช้ น้ำ แทนน้ำมัน ประโยชน์ของมัน ออกจะมีมากมายไม่ต้องไปเปลือง ทรัพยากรณ์ ให้มาก ไม่มี มลพิษ แต่เนื่องด้วย ความโลภของคน จึงไม่สามารถ ช่วยลดภาวะต่างๆของโลกได้น่าเสียดายจริงๆ
 
รถใช้น้ำของ อ. สุมิตร
 
 
 
    เมื่อราวเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2551 (ค.ศ.2008) อาจารย์สุมิตร หรือ พ.อ.อ.สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา กลายเป็นที่รู้จักของคนไทย จากการเป็นผู้คิดค้นรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนในประเทศไทยเป็นคนแรก โดยพัฒนาอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำ ทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังงานน้ำแทนน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนได้ สำเร็จ หรือเรียกง่ายๆ ว่า รถใช้น้ำที่ใครหลายคนฝันไว้ ได้เกิดขึ้นได้จริงจากนักวิจัยท่านนี้

    แต่ น้อยคนนักที่จะรู้ว่านอกจากการเป็นนักวิจัยของไทยที่นับว่ามีความรู้ความ สามารถท่านหนึ่งแล้ว อาจารย์สุมิตรยังทำงานอยู่ในองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซ่า ในสายงานที่อาจเรียกว่าพิเศษก็ไม่ผิดนัก กล่าวคือ ต้องทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก สร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพผู้คนจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ ปี ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันในวงจำกัดเท่านั้น!!!

    อาจารย์สุมิตร บอกเล่าผ่านรายการ The Taxi ทางช่องเอ็นบีที เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติของโลก ว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า โลกจะเกิดหายนะขึ้นจากเหตุอุทกภัย น้ำจะท่วมโลกอย่างแน่นอน ซึ่งคนในองค์การนาซ่าทุกคนต่างทราบเรื่องนี้มานานแล้ว จึงได้พยายามสร้างยานอวกาศเพื่ออพยพผู้คนหนีภัยน้ำท่วมโลก โดยอาจารย์สุมิตร เผยว่า ยานอวกาศดังกล่าวใกล้เสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าสร้างไว้ทั้งหมดกี่ลำ

    พร้อมกันนี้ อาจารย์สุมิตร ยังระบุด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริง และปัจจุบันมีมนุษย์ต่างดาวมาทำงานร่วมกับองค์การนาซ่า โดยใช้วิธีสื่อสารทางโทรจิตในการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยมนุษย์จากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 (พ.ศ.2555) อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ ทางสหรัฐอเมริกา ค่อนข้างปกปิด ทำให้คนส่วนมากในโลกไม่รู้ เนื่องจากอาจมองว่าเรื่องมนุษย์ต่างดาวเป็นเรื่องเหลวไหล

    "โลก มนุษย์เรา ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ในจักรวาลอื่นๆ ก็มีมนุษย์ต่างดาวประมาณ 200 จักรวาล ซึ่งโลกของเราเป็นเพียงจักรวาลเล็กๆ 1 จักรวาล เท่านั้น เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวหรอกนะ"

    เมื่อ รู้เช่นนี้ อาจารย์สุมิตร จึงเสนอต่อกระทรวงวิทยาศาสตร์ของไทย เพื่อให้เร่งสร้างยานอวกาศเตรียมไว้สำหรับอพยพคนไทยจากอุทกภัยน้ำท่วมโลก ค.ศ.2012 แต่กลับไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากอาจเห็นว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักมากพอในเชิงหลักฐาน
 
 
    "อีก 3 ปี ข้างหน้านี้ โลกกำลังจะเกิดหายนะจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 แน่นอน นี่เป็นเรื่องจริง ที่ฝรั่งเค้าตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะในหมู่นักวิทยาศาสตร์อวกาศ แต่คนไทยเกือบทั้งหมด ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ มันเป็นวันหายนะที่ร้ายแรง ไม่งั้นมนุษย์ต่างดาวคงไม่มาทำงานร่วมกับองค์การนาซ่า เพื่อช่วยในการสร้างยานอพยพผู้คนในครั้งนี้เป็นแน่"

    นี่เป็นคำยืนยันจากปากของ พ.อ.อ.สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ไทยจากองค์การนาซ่า ที่หลายคนอาจเชื่อ แต่หลายคนอาจไม่เชื่อ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี นอกจากอาจารย์สุมิตรแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกลายคนที่พยายามจะมาเตือนคนไทยเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วม ล้างโลกก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทำนายกรุงเทพฯ จมใต้น้ำในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) และอีกท่านที่รู้จักกันดี คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ทำนายอนาคตโลกต้องเกิดภัยพิบัติครั้งมโหฬารในปี พ.ศ.2560 (ค.ศ.2017) โดยท่านทำนายไว้เมื่อปี พ.ศ.2548

    ย้อนกลับ ไปดูผลงานรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนของอาจารย์สุมิตร เป็นรถที่ใช้น้ำแทนน้ำมัน วิ่งได้ 56 กิโลเมตร/ลิตร โดยอาศัยหลักการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ทำให้ได้ก๊าซไฮโดรเจน 2 อะตอม และ ออกซิเจน 1 อะตอม โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า "รีแอคเตอร์" เป็นตัวแยก เมื่อนำไปติดตั้งกับรถยนต์จะใช้ไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่รถ 12 โวลต์ เข้ามาทำการแยกโดยขั้วบวกจะมีปฏิกิริยาของออกซิเจน ขั้วลบจะเป็นปฏิกิริยาของไฮโดรเจนในการแยกโมเลกุลน้ำ และได้ไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิง แล้วส่งเข้าไปสันดาปในเครื่องยนต์

    "จุดประสงค์ที่คิดค้นเกิดจากอยากให้โลกรู้ว่า น้ำสามารถเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา นอกจากนี้รีแอคเตอร์ยังเป็นตัวแก้ปัญหามลพิษ สภาวะปัญหาของโลกในปัจจุบันที่เกิดสภาวะโลกร้อน เพราะการใช้น้ำมาเป็นพลังงานเป็นเชื้อเพลิง จะทำให้ลดภาวะโลกร้อนและแก้ปัญหามลพิษไปด้วย ผลงานชิ้นนี้จะไม่ใช่ชิ้นแรกและชิ้นสุดท้าย ขอให้คนไทยเป็นกำลังใจให้ผมและทีมงานทำหน้าที่ต่อไปให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป" พ.อ.อ.สุมิตร กล่าว

    สำหรับ อาจารย์สุมิตร หรือ พ.อ.อ.สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา เดิมเป็นชาว จ.ราชบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนจ่าอากาศ เริ่มต้นรับราชการที่กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา 6 ปี จากนั้นได้ศึกษาต่อในหลายสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทั่งจบการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมอากาศยาน จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี ในบริษัทผู้ผลิตอากาศยานยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น โบอิ้ง หรือแอร์บัส ทำงานในองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา มีผลงานการประดิษฐ์ที่ทำให้ประหลาดใจหลายอย่าง จนเพื่อนร่วมงานขนานนามว่า "พ่อมด" แห่งองค์การนาซ่า
 
 
การศึกษา

• ปริญญาโทสาขาศิลปกรรม ด้านวิศวกรการบิน สหรัฐอเมริกา (19 มีนาคม พ.ศ.2550)
• ปริญญาตรีสาขาศิลปกรรม ด้านวิศวกรการบิน สหรัฐอเมริกา (13 มิถุนายน พ.ศ.2545)
• ประกาศนียบัตรจากบริษัทการบินไทยจำกัด มหาชน ( 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2533 – พ.ศ.2542)
• A -300- B 4/ A- 300-600 Familiarization Course
• B -747-400 Basic course
• B -737-400 ใบอนุญาตวิศวกรท่าอากาศยาน
• ประกาศนียบัตรจากโรงเรียนฝึกช่างเทคนิคการบิน
• จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดราชบุรี

รางวัลที่เคยได้รับ

• รางวัลปฏิบัติการยอดเยี่ยม ปี ค.ศ.1982 (พ.ศ.2525), Wing 23 ฐานการบินอุดร ,การบินไทย
• พนักงานยอดเยี่ยม ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) US Air Force สหรัฐอเมริกา
• รางวัลยอดเยี่ยมของผู้บังคับการกองทัพทหารบก สหรัฐอเมริกา กองทัพอัจฉริยะ ครั้งที่ 204,การสำรวจแผนที่จากอากาศ

โครงการและสิ่งประดิษฐ์

• ระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะ (อยู่ในระหว่างจดสิทธิบัตร)
• น้ำ-ไฮโดรเยน พลังงานเชื้อเพลิงในอนาคต สำหรับโครงการมนุษยชาติในประเทศไทย
• Fuel Cell (พลังงานเชื้อเพลิง)
• รถวิ่งโดยใช้น้ำ
Photo

Post has shared content
ความแตกต่างระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย 
มิใช่อยู่ที่การเลือกตั้ง
 แต่อยู่เสรีภาพและใส่ใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
Photo

Post has shared content
ประชากรเกือบ 36 ล้านคนทั่วโลก ตกอยู่ในสถานะ "ทาสสมัยใหม่" ไทยติดอันดับ 10 ของโลก!
มูลนิธิวอล์กฟรีในประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์รายงานดัชนีความเป็นทาสทั่วโลก ประจำปี 2557 เผยงานวิจัยในการศึกษากว่า 167 ประเทศ พบว่ามีประชาชนกว่า 35.8 ล้านคน เป็นทาสสมัยใหม่
คำนิยาม ‘ทาสยุคสมัยใหม่’ นั้นครอบคลุมถึง ทาสที่ติดหนี้ การบังคับให้แต่งงาน การกดขี่แรงงานเด็ก รวมถึงการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานด้วย “
สำหรับประเทศไทยนั้น ตามรายงานระบุว่า มีประชาชนที่ใช้ชีวิตเยี่ยงทาสในประเทศทั้งหมด 4.8 แสนคน ตามข้อมูลของดัชนีทาสโลก คิดเป็นร้อยละ 0.709 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ และเป็นประเทศที่มีทาสมากที่สุดลำดับ 10 ของโลก และลำดับ 2 ในอาเซียน รองจากประเทศอินโดนีเซีย ที่มีผู้ใช้ชีวิตเยี่ยงทาสมากถึง 7.14 แสนคน แต่คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.286 ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น
Photo

Post has attachment
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...,
Photo

Post has shared content
7 ต.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และนักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2554 ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 ลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัวที่ใช้ username ว่า “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นความโหดร้ายมากเพียงใด พร้อมกับบันทึกเรื่องราวในวันที่ 6 ต.ค.20 หรือ 1 ปีหลังจากวันสังหารหมู่นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บริเวณที่มีการแขวนคอด้วย

ข้อความที่นายวันชัยโพสต์ลงเฟซบุ๊ค          https://www.facebook.com/WanChayTantiWithyaPhithaks

บันทึก 6 ตุลาคม 2519

ก่อนคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ตอนนั้นผู้เขียนอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญชั้น ม.ศ.3 (ม.4 ปัจจุบัน )ทุกเย็นหลังจากเลิกเรียน ผู้เขียนก็มาร่วมชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนรถเมล์เที่ยวสุดท้ายถึงได้กลับบ้าน เรื่อยมาถึงคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 สถานการณ์เลวร้ายลง มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหารจะมีการล้อมปราบปราบนักศึกษาการ์ดทำงานวางแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียดผู้เขียนนั่งอยู่ในสนามฟุตบอลจนใกล้เที่ยงคืน ได้พบพี่สาวคนโต (มด-วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งสมัชชาคนจน)ได้ไล่ให้กลับบ้านเพราะไม่ปลอดภัยผู้เขียนจึงคิดจะกลับไปเปลี่ยนชุดนักเรียนที่บ้านเพื่อจะกลับมาร่วมชุมนุมใหม่ แต่พอกลับเข้าบ้านแล้ว ปรากฏว่าพ่อแม่ไม่ยอมให้ออกจากบ้านเด็ดขาด และเอาเข็มขัดมาเฆี่ยนตีด้วยความเป็นห่วงและลูกสาวคนโตยังไม่กลับบ้าน



ตอนสายข่าวโทรทัศน์ช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) ได้รายงานข่าวเพียงช่องเดียว ทำให้ทราบว่ามีการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดร้ายที่สุดมีข่าวลือมากมายว่านักศึกษาหลายคนที่โดนยิงตายถูกนำร่างไปแทงปอดและทิ้งลงทะเลที่ชลบุรี ตกเย็นพวกผู้นำทหารทำรัฐประหารประกาศเคอร์ฟิวหลังเที่ยงคืนไม่ให้คนออกจากบ้านสิ่งที่ผู้เขียนคิดได้ขณะนั้นคือต้องออกตามหาพี่สาวและเพื่อนหลายคนว่ามีชีวิตอยู่หรือเปล่า

คืนนั้นนอนไม่หลับนอนน้ำตาไหลคิดถึงคนรู้จักว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร วันรุ่งขึ้นผู้เขียนและเพื่อนได้ตระเวนแบ่งกันไปตามโรงพยาบาล เพื่อหาผู้รอดชีวิตหรือไม่ก็ไปดูศพผู้เสียชีวิตว่าจะรู้จักหรือไม่ผู้เขียนนั่งรถเมล์ไปดูเหตุการณ์ที่หน้าธรรมศาสตร์ทหารถือปืนกันไม่ให้คนเข้าไป ผู้เขียนเดินต่อไปที่ท้องสนามหลวงเห็นคนมุงซากไหม้ยางรถยนต์ยังมีควันกรุ่นและเห็นสิ่งของคล้ายกระดูกโผล่ออกมาจึงรู้ว่ามีคนถูกเผานั่งยางตรงนั้นและเย็นนั้นนั่งรถเมล์มาที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน (สโมสรตำรวจในปัจจุบัน)ได้ข่าวว่าผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกจับมาคุมขังไว้ที่นี่พวกเรารอฟังประกาศรายชื่อผู้ต้องหาด้วยความระทึกใจภาวนาให้มีชื่อของคนรู้จัก เพราะอย่างน้อยก็ทราบว่ายังไม่สูญหายหรือเสียชีวิต

เราได้พบชื่อของเพื่อนหลายคนแต่ไม่มีชื่อของพี่วนิดาซึ่งตอนนั้นเป็นแกนนำกรรมกรที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งและเธอก็หนีรอดออกมาได้ ตัดสินใจเข้าป่าในเวลาต่อมา ส่วนผู้เขียนกลับบ้านและคืนนั้นเอาหนังสือฝ่ายซ้ายหลายสิบเล่มมาเผาลงถังสังกะสีไม่ให้เพื่อนบ้านรู้ ทำลายหลักฐานที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และเวลานั้นใครต่อใครสามารถถูกจับกุมขังได้ทันทีข้อหา เป็นภัยต่อสังคม

นั่งเผาหนังสือไป น้ำตาก็นองหน้าด้วยความคับแค้นใจสภาพตอนนั้นเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด คิดถึงคนที่โดนยิงตายหลายคนคิดถึงอีกหลายคนที่ยังตามหาไม่เจอ แต่อัดอั้นตันใจไม่รู้จะทำอะไรได้เพราะทหาร ตำรวจครองเมืองกันหมด ใจหนึ่งก็อยากเข้าป่าเพื่อกลับมาแก้แค้นแต่ก็เป็นห่วงพ่อแม่ ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะลูกสาวคนโตหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้ว

ไปไหว้นักศึกษาที่ถูกแขวนคอ 6 ตุลาคม 2520

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ผมไปเป็นอาสาสมัครกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม(กศส.) ตอนนั้นมีพระไพศาล วิสาโล (ยังไม่บวช) ลัดดาวัลย์ พี่สาวเป็นกำลังสำคัญ หน้าที่ตอนนั้นคือรณรงค์ไปทั่วโลกให้ปล่อยผู้ต้องหา 6 ตุลา และจัดเวรไปเยี่ยมนักศึกษาที่คุกบางขวาง เวลาเดินไปไหนต้องคอยเหลียวหลังว่าจะมีสันติบาลเดินตามหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นนักเรียนนุ่งขาสั้นก็ตาม



ครบ 1 ปีเหตุการณ์สังหารโหด บรรยากาศเวลานั้นเสรีภาพมีเพียงน้อยนิด กิจกรรมนักศึกษายังเป็นสิ่งต้องห้ามในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครกล้าพูดถึงการนองเลือดที่เพิ่งผ่านไป เช้าวันนั้นผมสวมชุด รด. ออกจากบ้านเพราะมีเรียนวิชาทหาร ก่อนไปเรียนแวะมาท่าพระจันทร์ เพราะนัดเพื่อนกลุ่ม กศส. 3-4 คนมาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ จำได้ว่าวันนั้นมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นมาร่วมไว้อาลัย ช่างภาพสื่อมวลชนต่างประเทศจำนวนมากมารอทำข่าวความเคลื่อนไหวภายหลัง เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี แต่ไม่มีนักข่าวไทยหรือคนอื่นเลย มีเพียงพวกเราที่มาทำบุญระลึกคนตาย

พอเราตักบาตรเสร็จ นักข่าวฝรั่งพยายามตามมาสัมภาษณ์ เราไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินไปท้องสนามหลวงพร้อมถือดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เราหยุดใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง ยืนพนมมือสงบนิ่ง ปักธูปและแขวนดอกไม้ไว้บนกิ่งไม้ต้นนั้นที่เมื่อปีก่อนนักศึกษาคนหนึ่งถูก แขวนคออย่างทารุณโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

Post has shared content

Post has shared content

Post has attachment

Post has attachment
Wait while more posts are being loaded