Post is pinned.Post has attachment
"ความน่าจะเป็นในแผนฯและวงจรแห่งการพัฒนา โดยการเปรียบเทียบ(comparative)"กับ
เดินเครือง 10 เรื่องท้าทาย(น.ส.พ.เดลินิวส์)**
●ดันแผนฯพัฒนาชาติ20ปี
●พ้นกับดักคนไทยรายได้ต่ำ
"นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เปิดเผยในการประชุมประจำปี 60 ของ สศช. เรื่องขับเคลื่อนแผน 12 สู่อนาคตประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ มี 10 เรื่องเร่งด่วนที่ท้าทายความสามารถในการผลักดันแผนฯ12(ปี 60 -64)ให้ประสปความสำเร็จตามเป้าหมาย แม้ว่าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา การขับเคลื่อนแผนดังกล่าวจะเริ่มมีความคืบหน้ามาต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไขอย่างเข้มข้นใน เพื่อพาให้ประเทศไทยไปสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ขณะเดียวกันการเดินหน้าแผนดังกล่าว ยังนับเป็นการเริ่มต้นการสร้างรากฐานเพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว20ปีในระยะแรกด้วย
"ตามแผนฯ12นี้ เป็นแผนที่ช่วยการวางรากฐานการเดินยุทธศาสตร์ชาติในช่วง 5 ปีแรกต้องทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่าง
ทั้งการพัฒนาคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องสมบูรณ์ การอำนวยความสดวก เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ต้องเพิ่มขึ้น
ด้านการลงทุนวิจัย พัฒนา และ นวัตกรรมซึ่งเป็นหัวใจของแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยในช่วง 5 ปีต้องเห็นการเคลื่อนใหวของการลงทุนด้านนี้เพิ่มขึ้น ก่อนนำไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ ส่วนด้านความโปร่งไสของไทยก็มุ่งมั่นให้ไทยเป็นอันดับ 2 ของอาเซี่ยนให้ได้"

สำหรับ 10 เรื่องท้าทายเรื่องแรกที่ต้องเร่งทำในช่วง 5 ปี
●ด้านที่ 1 การพัฒนาคนทุกช่วงวัย ถือเป็นงานสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วนให้เห็นผล เป็นรูปธรรม ด้วยการสร้างคนไทยสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาให้มีคุณภาพ เช่น การปรับค่านิยมให้มีจิตสาธารณะ มีวินัย มีคุณธรรม สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความสามารถ
ยกระดับศักยภาพกลุ่มคนยากจนให้มีโอกาสมากขึ้น
●ด้านที่ 2 ต้องลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทายที่สุดที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาอย่าง เร่งด่วน
ทั้งการขยายช่องทางการเข้าถึง บริการทางการเงิน การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร และการบริการทางสังคม
สร้างชุมชนเข้มแข็ง
ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และ
ช่วยเหลือประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
นายปรเมธี กล่าวว่า
●ในด้านที่ 3 การสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ โดยในปี 60 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนฯ 12 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น จากปีก่อนที่ขยายตัวเพียง 3% หลังต้องเจอกับภัยแล้ง และเศรษฐกิจโลกชลอตัว ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพ แต่ก็เชื่อว่า จากนี้ไปเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ เร่งตัวขึ้นมาเกิน 3% ขณะที่รัฐบาลเองก็มีภารกิจใหญ่ที่ต้องช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยให้มี รายได้เพิ่มขึ้น จนพ้นความยากจน และพาประเทศหลุดพ้นประเทศรายได้ปานกลาง
พร้อมกันนี้ในด้านการผลิต ที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับการผลิตด้วย
-...การส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรแปลงใหญ่ เพิ่มรายได้ และลดต้นทุน และยังเห็นการสร้างเกษตรรุ่นใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น
...เช่นเดียวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ หรือเอสเคิฟ ล่าสุดก็พบว่า มีการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี และ
ยังตามมาด้วยอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ด้วย
นอกจากนี้ยังมีด้านอื่นๆที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ
●ด้านที่ 4 การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
●ด้านที่ 5 การส่งเสริมความมั่นคงเพื่อการพัฒนาประเทศ
●ด้านที่ 6 การทำให้รัฐบาล กะทัดรัด โปร่งใส เข้าถึงได้ ต้องปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย โดยในปีหน้าคาดว่า จะเห็นความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายมากขึ้น
●ด้านที่ 7 เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และลดความเหลื่อมล้ำ
●ด้านที่ 8 (อันนี้>เราชาวชมรมสรรค์สร้างนวัตกรรมที่ช้วยกันดูแล ช้วยเป็นหูเป็นตาด้วยครับ)ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ
●ด้านที่ 9 การพัฒนาศักยภาพ เมือง ภาค และเชิงพื้นที่ กระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำ
และด้านสุดท้าย
(●ด้านที่ 10)ใช้จุดเด่นของไทยและการเข้าเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม สศช.ยังได้ประเมินผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนฯ 11 ปี 55-59 พบว่าเศรษฐกิจไทย ได้ค่อยๆฟื้นตัวต่อเนื่อง จาก
ภาคการท่องเที่ยว และ การบริโภคภาคครัวเรือนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และ
เสถียรภาพเศรฐกิจและการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี."
อ้างอิง นสพ.เดลินิวส์(เศรษฐกิจ)วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 ปีระกา หน้า 7(คอลัมน์เต็ม)
*ปรับปรุงเล็กน้อย มิไช่สาระ โดย นาย มงคล ชีกว้าง 7/7/60:23.13น.*
[ศึกษาเพิ่มเติมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ(สศช.)ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์ชาติ (ไทย)]
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>^

"เนื้อที่กับ วงจรแห่งการพัฒนา"
(development of cycle by mongkol chegwang at 8/7/2560)
กล่าวคือ จะกล่าวพรรณาเชิงคณิตศาสตร์

"ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา"
(เชิงคณิตศาสตร์) อาจจะกล่าวคือ
(model's)
147↓741
258↓852
369↓963
1↓1
●→ปัจจัยนำเข้าทางด้าน สถาบัน (ชาติ,ศาสตร์,กษัตริย์)
[Institutional's input of development of cycle model by mongkol chegwang at 8/7/60]

ปัจจัยนำเข้าทางด้านบริหาร(administration input)
ตัวแบบ.... กล่าวคือ...!!!???
หากไม่นับรวมในสมัยประวัติศาสตร์ ยุคโบราณ ยุคกรุงสุโขทัย ยุคกรุงศรีพระอยุธยา ยุคกรุงธนบุรี อาจจะกล่าวได้ว่า อาจจะกล่าวคือ"กรุงรัตนโกสินทร์ นั้นคือ
ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ เสด็จพ่อ(พ่อหลวงของผม)
[ประวัติศาสตร์ สอนใคร ถ้าไม่สอนคุณ.!]
และนั้นคือตัวแบบทีน่าเพียรศึกษามา ตั้งแต่รัชสมัย เสด็จพ่อ ร.๑ ถึง เสด็จพ่อ ร.๙...และศึกษาเพิ่มเติม...!!!???

●สำหรับปัจจัยนำเข้าทางด้านการบริหาร(นายกรัฐมนตรี)ใน วงจรแห่งการพัฒนา นั้น อาจจะเป็นดังนี้



1↓1
21↓12
321↓123
4321↓1234

ทำไม?ถึงเป็นเช่นนี้?
อาจจะตอบได้ว่า นี้คือ ปิรามิทฐานบน

การก่อร่างสร้างตัวในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ของไทยนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า
เริ่มมาตั้งแต่ มีการอภิวัติการเมืองการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขในปี พุทธศักราช 2475(-ปัจจุบัน)นั้น

อาจเป็นดังนี้


1.คือ ฝ่ายบริหาร(คณะรัฐมนตรี)
2.คือ ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)
3.คือ ฝ่ายข้าราชการ(ทั่วไป)
4.คือ ฝ่ายสมาชิกรัฐสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)
อาจจะกล่าวได้ว่า นี้คือ โครงสร้าง และ กระบวนการ ทางฝ่าย บริหาร ก็อาจจะกล่าวได้

(โปรดศึกษาเพิ่มเติมใน หลัก อริยสัจสี่)

แต่อย่างไรเสีย การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขนั้น

มีนิยามไว้ว่า"องค์พระมหากษัตริย์ภายไต้รัฐธรรมนูญกำหนด"

"รบอบการปกครองที่ดีที่สุด คือ การปกครองโดยคนๆเดียว(พระมหากษัตริย์)แต่อาจจะเลวร้ายที่สุดได้เช่นกัน
การปกครองโดยหมู่คณะ หรือ คนหลายคน นั้น อาจจะเลวร้าย แต่ ดีปานกลาง
ระอบการปกครองที่เลวร้ายที่สุด คือ การปกครองโดยคนทุกคน แต่ ก็เลวร้ายน้อยที่สุดเช่นกัน!!!
(ดู อริสโตเติล)

ระบอบการกครองที่ดีที่สุด คือ ระบอบ กษัตริย์ แต่ ต้องมีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ
(ดู โธมัส ฮ้อปส์)

การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ
(ดู มาเคียวเวลลี่)

อำนาจ นั้น ควรแยกออก เป็น สามฝ่าย
(ดู มงเตสกิเออ ,ฌอง โบแดง)

กฎหมายธรรมชาติ(nature laws)
[ดู...โสคราตีส,พลาโต,อริสโตเติล,ซิเซโร!(กิแกโร) ..พุทธองค์...ฯลฯ...เป็นต้น]

อำนาจ(บริหาร)ควรแยกออกเป็นสามฝ่าย แต่ควรมีอิสระต่อกัน[ดู มงเตสกิเออ โบแดง]

อำนาจ นั้น"เป็นเรื่อง ของการจัดแบ่งปันสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่สังคม"
(ดู ปาฐกถา ผู้นำ(เดวิด อีสตัน) สหรัฐฯ)

ภายไต้"สัญญาประชาคม"
(ดู ฌอง ฌ๊าค รุสโซ่) แต่

มนุษย์เกิดขึ้นมา"มีอิสระเสรี"
(ดู จอร์น ล๊อค)

จะทำอะไร?ก็ได้?แต่อยู่ภายไต้ธรรมชาติ?
"กฎหมายไดๆ ย่อมมิอาจประกาศใช้ได้เมื่อขัดหรือแย้งต่อกฎของธรรมชาติ"(Nature)
(ดู ซิเซโร่)
m.c.k. 15/7/60
ตั้งแต่การอภิวัฒน์ การเมืองการปกครอง ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ตัวแบบ อาจจะเป็นดังนี้
147↓741
258↓852
369↓963
1↓1
12↓21
123↓321
1234↓4321
และอาจจะกล่าวได้ว่า นี้เป็นพัฒนาการเชิงอำนาจ กล่าวคือ
●ระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ และองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
●พัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข
โครงสร้างในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ในเชิง คณิตศาสตร์
→●สถาบัน ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์

→●สถาบันระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข
หรือ ระบบบริหาร รัสภา เชิงคณิตศาสตร์ ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา อาจเป็นดังนี้

1↓1
12↓21
123↓321
1234↓4321
อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นปัจจัยนำเข้า ทางฝ่ายบริหาร หรือ ปิรามิทฐานบน แต่ ยังไม่ครบองค์ประกอบ ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข
กล่าวคือ
→สถาบันบริหาร
→รัฐธรรมนูญ→รัสภา→ตุลาการ→
และนี้คือปิรามิทเต็มฐานบน
วงจรแห่งการพัฒนา อาจจะเป็นดังนี้
11
147 1221 741
258 123321 852
369 12344321 963
(ห่างไปช่องหนึ่งดูตัวแบบเอาเด้อท่าน!)
m.k.c.16/7/2560
อาจจะกล่าวได้ว่า มีมุมมองทางด้านประวัติศาสตร์ ประกอบ การอภิปราย กล่าวคือ
●สถาบัน ชาติ,ศาสตร์,กษัตริย์(ดูประวัติศาสตร์ประกอบ)

●สถาบัน บริหาร เท่าที่ศึกษาได้ จะมีพัฒนาการ แบบผสมผสาน อาจจะกล่าว คือ
●อำมาตยาธิปไตย(ข้าราชการทหาร)
●คณาธิปไตย(ข้าราชการพลเรือน หรือ เทคโนแครต)
●ธนาธิปไตย(นักธุรกิจ หรือ นายทุน)
แล้วทีนี้ จะถึงประชาธิปไตยโดยแท้จริงได้อย่างไร มาว่ากันต่อ และ
นั้นคือ โครงสร้าง ฐานบน
ปิรามิทฐานบน คือ ในประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ คุณลักษณะของผู้นำ ที่สืบสานและเป็นตำนาน ต่อๆกันมา(ภูมิปัญญา พื้นถิ่น)
ส่วน จะเรียกสายวิวัฒนาการ(กฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก)ก็หาใช่จะถูกเสียทีเดียว แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า "เกิดพัฒนาการเป็นเยี่ยงนั้น"กล่าวคือ พัฒนาการสยามประเทศมีมาเป็นลำดับ
●ในสมัยก่อร้างสร้างชาติ(สุโขทัย)ก็ยังมีการนำเอาศาตร์และศิลป์ที่ดีเข้ามาปกครองประเทศ(ดู อารยธรรมขอมโบราณ,พุทธศาสตร์ ประกอบ)และเจริญรุ่งเรืองดี
●ในสมัยพัฒนาการ(กรุงศรีพระอยุธยา)ก็มีการนำเอาอารยธรรมของ ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มาเป็นองค์ประกอบ และ ในท้ายๆปลายยุคสมัย ก็ยังนำเอา อารยะธรรมต่างๆ อาทิ โปตุกิต(โปตุเกตุ)อังกฤษ เหล่านี้ ในทุกๆศาสนา จึงเจริญรุ่งเรืองดีใน"ในสยามประเทศ"และผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ องค์พระบาทสมเด็จพระไตรยโลกนาถ พระองค์ ทรงได้ "ปฏิรูป เข้าสู่ระบบ จตุสดมย์
●ในสมัยยุคกรุงรัตนโกสินทร์ มีเรื่องต่างๆให้ศึกษามากมาย กล่าวโดยย่อ อาทิ
องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาล ที่๑ ก็นำเอาศาสตร์และศิลป์ ในทางปกครอง เข้าสู่ระบบ สมบูรณ์ญาสิทธิราชย์...
...องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่๕ ก็ทรงปฏิรูป ทางการเมือง การปกครอง เพื่อ ปูทางเข้าสู่ การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ
...องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่๗ พระองค์ก็ทรงยินยอม ในการเปลี่ยนแปลงทางปกครอง จากระบอบ สมบูรณ์ญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ระบบ หริอ ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางปกครอง ในปี พ.ศ.๒๔๗๕...
...องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ ก็ทรงงาน จนเป็นที่ประจักษ์ แก่ชนทั้งโลกว่า การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข เป็นเช่นได(อันนี้น่าศึกษายิ่ง)

ทีนี้ก็ควรศึกษา และ วิเคราะห์ ในเรื่อง ระบบ การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข นั้น ตลอดระยะเวลา 85 ปี(2475-2560)นั้นเป็นเช่นได
แต่ทุั้งหมดนั้นคือ ปิรามิทฐานบน?

หรือ→สถาบัน↓
บริหาร
รัฐธรรมนูญ●สภาฯ●ตุลาการ→
นั้นเอง
ในการนี้ สถาบัน บริหาร ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข กล่าวคือ จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง อาทิ
สถบันบริหารสัมพันธ์กับ
(ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา กล่าวคือ)
●สถาบัน ชาติ,ศาสตร์,กษัตริย์
●สถาบัน บริหาร
11
1221
123321
●รัฐธรรมนูญ●รัฐสภา●ตุลาการ→นำออก หริอ. 12344321
ทีนี้
ปัจจัยนำเข้าทางด้าน รัฐธรรมนูญ
→147
258
369
กฎข้อแรกของวงจรแห่งการพัฒนา คือ
1.กฎของธรรมชาติ
...
กระบวนการแปรรูปทางรัฐสภา
●ประมุข
●บริหาร
●รัฐธรรมนูญ●รัฐสภา●ตุลาการ→นำออก
และ
→ปัจจัยนำออกในปิรามิทฐานบน คือ ระบบ ตุลาการ→ หรือ→
กฎข้อแรก ใน วงจรแห่งการพัฒนา อาจจะกล่าว คือ
1.ความถูกต้องชอบธรรม
(ขยายธรรมในปัจจัยนำเข้า ผ่านการแปรรูป และ นำออก)
"โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เกิดมาดีและมีความสุข มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่ร่วมกันภายไต้กฎกติกา(กฎหมายธรรมชาติ)เป็นสัตว์การเมีอง มีอิสระและมีเสรีภาพ มีความเสมอภาค ในเจตจำนงค์ในอันที่จะอยู่รวมกัน ภายไต้สันติภาพ ผู้นำ หริอ ผู้บริหาร นั้น จะกระทำการไดๆ ภายไต้ สัญญาประชาคม และ กฎหมายกำหนด และ/หรือ กฎหมายใหม่ เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ การออกกฎหมายไดๆเป็นไปในแนวทางนิติบัญญัติ และ ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎของธรรมชาติ"
(ศึกษา นักปราชญ์ เมธี เพิ่มเติม)น่ะ
m.k.c.17/7/2560
[อาจจะไม่ครอบคลุมน่ะ โปรดศึกษาเพิ่มเติมใน ด้านต่างๆ ครับ]

"บทความย่อ ใน ปิรามิทฐานบน"


โครงสร้าง ฐานล่าง คืออะไร?เกิดขึ้นได้อย่าไร?

โครงสร้างฐานล่าง เชิงคณิตศาสตร์ ใน วงจรแห่งการพัฒนา เป็นดังนี้
→→→→→→→●→→→→→→→
3 6 9 1 2 3 4 ● 4 3 2 1 9 6 3
2 5 8 1 2 3 3 2 1 8 5 2
1 4 7 1 2 2 1 7 4 1
1 1
3 6 9 ● 9 6 3
2 5 8 8 5 2
1 4 7 ↑ 7 4 1
(โปรดดูตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ประกอบ)

กรณีศึกษา เปรียบเทียบ ใน วงจรแห่งการพัฒนา เป็นกรณี ดังต่อไปนี้
●ระบบเศรษฐกิจ●รัฐวิสาหกิจ●กฎหมาย
●ระบบเอกชน
●ระบบสังคม
●ระบบครอบครัว และ
●ปัจเจกชน หรือระบบครอบครัว หริอระบบสังคม
กล่าวคือ นี้คือ ปิรามิทฐานล่าง ในวงจรแห่งการพัฒนา อาจจะกล่าว พอสังเขป กล่าวคือ จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในมิติของ

→เศรษฐกิจ→วิสาหกิจ→ระบบกฎหมาย→

ระบบเอกชน(ธุรกิจ)

ระบบสังคม

ระบบครอบครัว และ

→ปัจเจกชน หรือระบบประชาธิปไตยฯ
ทีนี้ ถ้าจะกล่าว ทุกระบบ ก็อาจจะยืดยาวไป!!! จะขอพรรณาแค่พอสังเขป กล่าวคือ
ไม่ว่าจะศึกษาเรื่องไดๆ ปัจจัยนำออก จะอยู่ในรูปเดียว คือ ระบบกฎหมาย กำหนด ใน ปิรามิทฐานล่าง กล่าวคือ

เศรษฐกิจ→แปรรูป→กฎหมาย→

สังคม หรือ
หากจะกล่าวง่ายๆ ใน ปิรามิทฐานล่างนี้ จะศึกษาเชิง เศรษฐกิจ ,รัฐวิสาหกิจ,ธุรกิจ,และ ระบบสังคม พร้อมทั้ง อารยะธรรมต่างๆ ในสังคม และ ปัจเจกชน ไปพร้อมกัน กล่าวคือ
ในสมัยพัฒนาการ ยุคต้นๆประวัติศาสตร์ ยุคกรุงสุโขทัย ที่มีการปกครองในระบบ พ่อขุนฯ หรือ ระบบพ่อปกครองลูก นั้น ประชาชน จะช่วยรบเคียงบ่าเคียงใหล่ กับผู้นำยามศึกสงคราม แต่ในยามว่างจากการศึก จะเข้าสู่โหมดการพัฒนา มีคำกล่าวหนึ่ง ที่เป็นอิสระคือ(เสรีการค้า)"ใครไคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า"จึงมีอิสระตามสมควร ณ.กาลนั้น ความยุติธรรม หรือ ระบบกฎหมาย ก็มีตามสมควร(แก่กาล)อาทิ ระบบยุติธรรม ใช้ระบบ ตีกลองร้องทุกข์ ใช้ระบบไต่สวนฯลฯ

ในระบบสังคมวัฒนธรรม และในทางเศรษฐกิจ ในปิรามิทฐานล่างนี้ ก็มีวิวัฒนาการ ปรับตัว มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ เคียงคู่มากับ วิวัฒนาการหรือพัฒนาการกับ ตัวแบบ ทางการเมือง ในปิรามิทฐาบบน กล่าวคือ
พอสังเขป อาจจะกล่าว ได้ว่า
●ในยุคกรุงสุโขทัย อาจจะกล่าวอย่างย่อ อาจจะได้ว่า เป็นยุคก่อร่างสร้างชาติ และเจริญรุ่งเรือง จนทำให้เกิดเป็นแนวทางในสามสถาบัน(ชาติ,ศาสตร์,กษัตริย์)ด้วยคุณลักษณะผสมผสาน เป็นปึกแผ่นมั่นคงมากยุคหนึ่ง และสร้างระบบสังคมวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ และ อารยะธรรมต่างๆ ตามแก่กาลสมัย!!!

●ในยุคกรุงศรีพระอยุธยา ระบบสังคมวัฒธรรม และเศรษฐกิจ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ ตามระบบ การเมืองการปกครอง โดยเฉพาะ ในยุคการปฎิรูป เข้าสู่ระบบ จตุสดมย์ (เวียง,วัง,คลัง,นา)ก็มีความสำคัญยิ่ง ต่อพัฒนาการทาง สังคมวัฒนธรรม และรูปแบบ ทางเศรษฐกิจ !!!

●ในยุคกรุงธนบุรี รูปแบบ ทางการพัฒนา ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ดูจะไม่เด่นชัดนัก(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)เพราะ มีเวลาในยุคนี้ เพียงแค่ประมาณ 15 ปี!!!

●ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มีการพัฒนาและปรับตัวมาตาม ระบบการเมืองการปกครองเรื่อยมาเช่นกัน กล่าวคือ
อาจจะเป็นกรณีศึกษา ในสมัยแต่ล่ะรัชกาลได้เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า เป็นกรณีศึกษา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๑ ถึง สมัยรัชกาลปัจจุบัน(รัชกาลที่๑๐)กันเลยทีเดียว ที่มีความสำคัญในแต่ละ รัชสมัย และมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ กล่าวคือ ที่โดดเด่น โดยสังเขป ต่อพัฒนาการทาง สังคมและเศรษฐกิจ ที่น่าศึกษาและทำความเข้าใจ ตั้งแต่
ยุคสมัยก่อร่างสร้างเมือง เรื่อยมาจน ถึงสมัยการปฎิบรูปทางปกครอง และการเลิกทาส จนถึงสมัยอภิวัติการเมืองการปกครอง ๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นพระมุข ซึ่ง...!!!
m.k.c.25/7/2560

ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา จะพรรณา อธิบายตัวแบบ ตั้งแต่ เมื่ออภิวัตณ์การเมืองการปก เมื่อปี2475 ที่เข้าสู่การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ในรูปแบบ ปิรามิทฐานล่าง และจะอ้างอิงตัวแบบ เป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบ อาจจะเป็นดังต่อไปนี้

●เปรียบเทียบ ตัวแบบระบบ(ดู David Eston) กล่าวคือ
>ปัจจัยนำเข้า>กระบวนการแปรรูป>ปัจจัยนำออก> และ
กระบวนการย้อนกลับ<(feedback)

●ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา กรณีศึกษา เปรียบเทียบ ประเทศไทย อาจจะกล่าวได้ว่า คือ

>เศรษฐกิจ>รัฐวิสาหกิจ>กฎหมาย>
^
เอกชน
^
สังคม
^
ครอบครัว
^
ปัจเจกชน
ปัจจัยย้อนกลับ<(feedback)

●●ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา เชิงตัวเลข อาจจะเป็นดังนี้(ดูตัวแบบประกอบ)
→นำเข้า. →แปรรูป →นำออก→
↑ ↑ ↓
ย้อนกลับ. นำเข้า. ย้อนกลับ
↑ ↑ ↓

↑←←←←←←↑←←←←←↓

●●●ในเชิงกลุ่มตัวเลขในปิรามิทฐานล่าง
ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา อาจจะเป็น ดังนี้
→369→12344321→963→
↑ 258→ 123321. →852 ↓
147→ 1221. →741
11
↑ ↑ ↓
369963
258852
147741
↑←←←←←↑←←←←←↓
(feedback)
*หมายเหตุ ในปิรามิทฐาบบน ก็จะอยู่ในรูปเดียวกัน
copyright by mongkol chegwang in development of cycle at 27/7/2560.

อาจจะกล่าว อีกนัยได้ว่า
กรณีศึกษาใน ปิรามิทฐานบน เป็นกรณีศึกษา เกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง ตั้งแต่ สมัย ประวัติศาสตร์ ที่มีพัฒนาการมายาวนาน(ดูปัจจัยนำเข้า วาย(y)เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน(๒๕๖๐)และอยู่ในช้วงของ การพัฒนา ระบบการเมืองการปกครอง(ปฏิรูป)ใน ระบอบ การเมืองการปกครอง ระบบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในอันที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากๆยิ่งขึ้น(พัฒนาการสยามประเทศ)*โปรดศึกษาเพิ่มเติม ใน ปิรามิทฐานบน ใน วงจรแห่งการพัฒนา ที่ได้กล่าวมาบ้างแล้ว ส่วน ในกรณี การพัฒนา ใน ปิรามิทฐานล่าง นั้น แน่นอน จะต้องมีส่วนสัมพันธุ์กับ ปิรามิทฐานบน อย่างไม่อาจหลีกเลียงได้ แต่ใน ปิรามิทฐานล่างนี้ จะขอกล่าวถึง ระบบ การพัฒนา ระบบ
เศรษฐกิจและสังคม เป็นหลัก กล่าวคือ...!!!
แล้วจะกล่าวต่อนะในโลกยุคปัจจุบัน
"พุุทธองค์ถึงขั้น อนาคต
โสคราตีสขอแค่คุณธรรม
พลาโตบันทึกและบรรยาย
อริสโตเติลให้ความหมายและอัจฐาธิบาย
ซิเซโร่ ผู้ออกกฎและอธิบายธรรมชาติ
เซนตฺ์คือผู้อธิบายเรื่องความรัก
ฮ๊อบส์ อธิบายเรื่องอำนาจ
อำนาจ อธิบาย โดย มาเคียวเวลลี่
อำนาจ นั้น อธิบายโดย มงเตสกิเออ และโบแดง
และคาบเกี่ยว ธรรมชาติ ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ
เหล่านั้น ดู ฌอง ฌ้าค รุสโซ
ว่าด้วย สิทธิ เสรีภาพ ความ เสมอภาค
ดู จอร์น ล๊อค

แล้ว
อดัมส์ สมิธ(demand)และ
จอร์น เมนาร์ด (supply)เคส์นล่ะ


"ดังกล่าวคือ ระบบการเมือง(political systems)ที่หลอมรวมเอาระบบหรือศาสตร์หลายๆศาสตร์ มาใว้ด้วยกันภายในรัฐ จนกลายเป็นระบบการเมืองการปกครอง ของภายในแต่ละรัฐ และอาจจะกล่าวได้ว่า ในสยามประเทศนั้น ได้นำเอาหลักทาง"พุทธศาสตร์"มาผสมกลมกลืนกับอารยธรรม"สยาม"จนเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และก่อเกิดสถาบันหลัก(ชาติ,ศาสตร์,กษัตริย์)ของชาติ จากยุคประวัติศาสตร์(ศาสนาอื่นๆก็นำมาผสม)ผสมกลมกลืนกับอีกในหลายๆศาสนา จนมีพัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน(2560)ตามที่กล่าวแล้ว ส่วน
รูปแบบ การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ก็มีวิวัฒนาการ และ พัฒนาการสยามประเทศ เช่นกัน กล่าวคือ

●ในยุคพัฒนาการด้านเครื่องจักรเครื่องกล ในปีศตวรรษที่18(17...)นั้นจนนำมาซึ่งเข้าสู่ยุค"การล่าอาณานิคม"ในยุคขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ ในราชวงศ์จักรี แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้ทรง ปฎิรูปทางปกครอง และมีพระราชดำริ ในการตรากฎหมาย ทรงยกเลิก"ระบบทาส"จนประสปผลสำเร็จได้ในสมัยของพระองค์ และนั้นคือ การปูแนวทางการเข้าสู่รูปแบบการปกครองในแนวทางใหม่ อาจจะกล่าวได้ว่า เพื่อ เข้าสู่รูปแบบ ระบบ การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตามที่กล่าว มาแล้ว...!!!

●ในยุคพัฒนาการด้านการพัฒนาการ ด้านการปกครอง ในรัชสมัยขององค์พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖...ก็ประสบกับผลกระทบ ในมหาสงครามโลกครั้งที่1 จนต้องมีการตัดสินพระราชหฤทัย ในการเข้าร่วมในมหาสงคราม และร่วมกับกลุ่มพันธมิตร จนมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง...ตามที่กล่าว...!!!

●ในยุคอภิวัฒน์ การเมืองการปกครอง ในระบอบ สมบูรณ์ญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ ระอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในรัชสมัยขององค์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ในราชวงค์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระองค์ทรงยินยอมทรงสละอำนาจ สิทธิขาดที่มีอยู่เดิม ให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกคน แต่มิทรงที่จะยินยอมที่จะสละพระราชอำนาจนั้น ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ กลุ่มบุคคลเพียงคณะหนึ่งคณะใด(ดูในพระราชสารน์ เพิ่มเติม)และเสด็จเป็น พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นพระประมุข แห่งรัฐ และทรงใช้พระราชอำนาจนั้น ภายไต้รัฐธรรมนูญกำหนด ผ่านทางอำนาจในสามฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐสภา ฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายตุลาการ อีกทั้งยังทรง พระราชทานรัฐธรรมนูญ ลงมา(๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕)เพื่อเป็นตัวแบบทางปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในปี พ.ศ.2475
ก่อนที่จะสละพระราชสมบัติ และ เสด็จนิวัฒยังต่างแดนในเวลาต่อมา

m.k.c. 4/8/2559

เหล่านี้ โครงสร้าง ทางปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ของสยามประเทศ ใน วงจรแห่งการพัฒนา จึงอาจจะเป็นดังนี้

สถาบันแห่งรัฐ
สถาบันบริหาร
รัฐธรรมนูญ สถาบันรัฐสภา สถาบันตุลาการ

แทนความหมายเชิงเรขาคณิต ใน วงจรแห่งการพัฒนา อาจจะเป็นดังนี้

input(y)
input(-x)○process○output→

แทนความหมายเชิงคณิตศาสตร์ ใน วงจรแห่งการพัฒนา อาจจะเป็นดังนี้


1 1
12 21
123 321
●→ 1234●4321 ●→
(โปรดดูตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ประกอบ)
และนี้คือ ปิรามิทฐานบน ในอันที่จะใช้อำนาจ และ บริหารอำนาจนั้น ที่จะส่งผลกระทบ ใน ปิรามิทฐานล่าง ในเรื่องของ สังคมและเศรษฐกิจ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กล่าวคือ

"การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ และ การใช้อำนาจ(power)[ดูมาเคียวเวลลี]โดยอำนาจนั้นมิอาจแบ่งแยกได้ แต่ควรแยกออกเป็นสามฝ่าย เป็นอิสระต่อกัน เพื่อคานหรือดุลย์อำนาจกัน(สภาฯบริหารฯตุลาการ)[ดู มงเตสกิเออ ,โบแดง, ประกอบ]การใช้อำนาจนั้น(ในระบบตัวแทนหรือระบอบประชาธิปไตยฯ)กระทำไปตามสัญญาประชาคม[ดู ฌอง ฌ้าค รุสโซ]ตามนโยบาย(policy)สาธารณะ เพื่อจัดสรรแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่เจ้าของอำนาจ(ประชาธิปไตยฯ)ที่แท้จริงหรือระบบสังคม[ดู เดวิด อีสตัน]ด้วยความบริสุทธิเที่ยงธรรม(ไม่คอรัปชั่น)มีความชอบธรรมและเป็นธรรม(justice)[ดู โสคราตีส,พลาโต,อริสโตเติล]ภายไต้ธรรมชาติของอำนาจที่แท้จริง(ดู ปราชญ์เมธี ตามที่กล่าว จอร์น ล๊อค และ บุคคลอื่นๆอีก ที่ยังมิได้กล่าว เช่น ชิเซโร ฯลฯ ที่กล่าวถึงความเป็นธรรมชาติฯ)
ภายไต้การปกครองโดยระบบตัวแทน(ประชาธิปไตยฯทางอ้อม)"
พอสังเขปดังกล่าว คือความน่าจะเป็น ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ใน ปิรามิทฐานบน ที่จะส่งผลกระทบ ต่อ ปิรามิทฐานล่าง ที่วงจรแห่งการพัฒนา จะได้กล่าวต่อไป...!!!
m.k.c. 4/8/2560

®●พัฒนาการสยามประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตั้งแต่ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน(2560)ที่ส่งผลกระทบต่อระบบ สังคมและเศรษฐกิจ ใน ปิรามิทฐานล่าง ใน วงจรแห่งการพัฒนา

→ปัจจัยนำเข้า●แปรรูป●ปัจจัยนำออก→

ปัจจัยนำเข้า
↑ ↓
←←←←←ปัจจัยย้อนกลับ←←←←←


→Economy●process●Law's→

Social
↑ ↓
←←←←←Feedback←←←←←←←

เมื่อ กรณีศึกษา ใน ปิรามิทฐานล่าง

→เศรษฐกิจ●รัฐวิสาหกิจ●กฎหมาย→
●เอกชน. ●
●สังคม. ●
↑ ↓
←←←←กระบวนการย้อนกลับ←←←

แสดงความน่าจะเป็น ในกรณีศึกษา ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ในปิรามิทฐาบล่าง(development of cycle model by mongkol chegwang copyright at 8/8/2560)

**********************************
● เมื่อ เดวิด อีสตัน เจ้าของ ทฤษฎีระบบ อัฐถาธิบาย เรื่อง ระบบการเมือง และยังเคยอภิปรายไว้ในทำนองที่ว่า"การเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรค์ แบ่งปัน สิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่สังคม"(พอสังเขปฯ)หรืออีกนัย ในรูปของนโยบายสาธารณะ(policy)!!!?

● เมื่อ ฌอง ฌาครุสโซ อัฐถาธิบาย เรื่อง ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์(พอสังเขปฯ)และในเรื่อง"สัญญาประชาคม"!!!?

●เมื่อ จอร์น ล็อค อัฐถาธิบาย ในเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค(พอสังเขปฯ)และความเป็น ภราดรภาพ!!!?

●อดัม สมิธ นักเศรฐศาสตร์ชาวสก๊อตแลนด์ ผู้สร้างแนวคิด รายได้ประชาชาติ,ภาษี,แรงงาน,กลไก(พอสังเขปฯ)ทุนนิยมเสรีการตลาด,อุปสงค์รวม(demand)"จะมีมือที่มองไม่เห็น(หัตถ์จากพระเจ้า)เข้ามาช่วยแก้ไขจัดการ ในกลไกการตลาด"ฯลฯ!!!?

●จอร์น เมนาร์ด เคนส์ ผู้เสนอให้รัฐเข้าไปช่วยจัดการ ในสภาพสภาวะทางตลาด ซบเซา,ภาวะเงินเฟ้อ,ภาวะเงินตึง,เงินฝืด,การสร้าง(พอสังเขปฯ)ภาวะการจ้างงาน สร้างอุปทาน(supply)รวม ในกลไกทางการตลาดและอื่นๆ ฯลฯ!!!?

●วิภาษวิธีของ คาร์ล มาร์กซ์ ว่าด้วย ประวัติศาสตร์สังคม,เศรษฐกิจ,การต่อสู้ทางชนชั้น,ระบบทุน(กระฎุมพี)แรงงาน,(กรรมาชีพ)พอสังเขปฯ อื่นๆฯลฯ!!!?

●●และอื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้องต่อการพรรณา อาทิ ความคิดความเชื่อในสายปรัชญาสำนักต่างๆ ที่อาจจะกล่าวถึง ต่อการบรรยายเพื่อประกอบ ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ในกรณีศึกษา ต่อไป...อื่นๆฯลฯ!!!?

m.k.c. 8/8/60
***********************************
®ดังกล่าวมีความเข้าใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของประโยชน์ ผลประโยชน์ และ กลุ่มผลประโยชน์ จึงไม่น่าจะถูกต้องนัก® เป็นเพราะ

**การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและการใช้อำนาจ(มาเคียวเวลลี่)อำนาจนั้น ควรแยกออกเป็นสามฝ่ายที่มีอิสระต่อกัน(มงเตสกิเออ,โบแดง)ในอันที่จะได้กระทำตาม สัญญาประชาคม ที่ให้ไว้(ฌอง ฌาครุสโซ)ในรูป แนวนโยบายสาธารณะ(policy)เพื่อจัดสรรค์แบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่สังคม(เดวิด อีสตัน)ภายไต้รัฐบาลตัวแทนที่ทำหน้าที่จัดสรรค์แบ่งปันคืนสู่สังคม(ดู คาร์ล มาร์กช์)หรือเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง(ดู รุสโซ,ล๊อค,ฯ)ด้วยความเป็นธรรม(โสคราตีส,พลาโต,อริสโตเติล,)และบริสุทธิ ยุติด้วยธรรมไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎของธรรมชาติ(ซิเซโร่)สร้างความเป็นธรรม(พุทธองค์)ชอบธรรม(รัฐธรรมนูญ)ตามกำหนดกฎเกณฑ์(กฎหมายหรือจารีตประเพณีอันดีงาม)ด้วยความรู้รักและสามัคคี(ศาสนาต่างๆ)เพื่อสร้างความมั่นคงต่อรัฐ(ต่อโลก)เกิดความมั่งคั่ง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างความพอเพียง(Sufficiency Economy)ในการจัดสรรค์แบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่สังคม ด้วยความพอเพียง(*พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ รัชกาลที่ ๙ ราชอาณาจักรไทย)**

*ธ.ผู้ทรงสถิตในใจไทยตราบนิจนิรันดร์
*m.k.c.8/8/2560

○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○
ทีนี้กรณีศึกษาเพิ่มเติมเชิงเปรียบเทียบ(Cooperative studies)

"คาร์ล มากซ์ เคยกล่าวไว้ว่า สังคมยุคสุดท้าย นั้น จะต้องผ่านยุค ทุนนิยม เสียก่อน และทุนนิยมนั้น จะต้องสามานด์ด้วย"
++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อเป็นดังนี้ เรามาว่า ในระบอบประชาธิปไตยฯ กัน
กล่าวคือ ในระบอบนี้เท่าที่ศึกษาได้ เกิดขึ้น
ในยุค เมโสโปรเตเมีย มีนครรัฐกรีกเป็นตัวแบบ พัฒนา ผ่านยุค
ในยุค โรมันอันเกรียงไกร ผ่านยุค
ในยุค ยุโรปยุคมืด ผ่านยุค
ในยุค ยุโรปยุโรปยุคกลาง ผ่านยุค
ในยุค ยุโรปยุคใหม่ และ ผ่านยุค
ในยุค ยุโรปยุคหลังสมัยใหม่ ผ่านยุค
ในยุค เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศ ความเป็นอิสระภาพ ต่อประเทศเจ้าอาณานิคม หรือ อีกนัยได้ว่า "ยุคปฏิวัตอุตสาหกรรม" และเข้าสู่ยุค"การล่าอาณานิคม"ซึ่ง
ใยยุคนี้เอง ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก(รวมถึง สยามประเทศ ในยุค องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว )ผ่านยุค
ในยุค ในมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในยุคสมัย องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเข้าสู่
ในยุค ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ในรัชสมัย องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ
นั้นคือปฐมบท ในการเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของ สยามประเทศ ทีนี้ก็ควรศึกษา ว่า สมบูรณ์ ใหม

อาจจะกล่าวได้ว่า กรณีศึกษา เป็นเยึ่ยงนี้
(โปรดดูตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ประกอบ) กล่าวคือ
*********************************

๑.ยุคอภิวัฒน์ การเมืองการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕เพื่อเป็นตัวแบบทางปกครอง
กล่าวคือ
จากแนวคิดทางปรัชญา ใน คริสตวรรษ ที่16-17 ได้นำมาซึ่งรูปแบบทางปกครองใหม่ ประเทศอาณานิคมอย่างสหรัฐอเมริกา ประกาศแยกตัวจากประเทศเจ้าอาณานิคม รัฐบริแตนใหญ่ต้องปรับตัวตาม
ใน คริสตวรรษ ที่18 เกิดการพัฒนา ทางด้านเครื่องจักรเครื่องกล หรือ อีกนัยได้ว่า เข้าสู่ยุค ปฏิวัตทางอุตสาหกรรม และส่งผลกระทบไปทั่วโลก และคืบคลานเข้าสู่ยุค การล่าอาณานิคม และก็เกิด ยุค มหาสงครามโลก ครั้งที่1ในท้ายที่สุด ผลกระทบนี้เกิดขึ้นไปทั้วโลก และสยามประเทศก็มิอาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ในผลกระทบนี้ และมีการปรับตัวตามมาเป็นลำดับ แล้วก็มีการ อภิวัฒน์ทางการเมืองการปกครอง ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ดังกล่าว ข้างต้น

กลุ่มคณะผู้อภิวัตณ์ในนาม"กลุ่มคณะราษฎร์"จึงจัดตั้งระบบ รัฐสภา (ประมาณ 70กว่าคน)และคัดเลือกฝ่าย บริหาร ได้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา(ที่มิได้อยู่ร่วมคณะผู้ก่อการฯ)เข้าดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกจาก รัฐสภา เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของสยามประเทศ เป็นคนแรก และวางโครงสร้าง กระบวนการ เข้าสู่รูปแบบ การเมืองการปกครองใหม่ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข(ประเทศอังกฤษเป็นแม่แบบ)แห่งราชอาณาจักรไทย
ตามสัญาประชาคม(ทั้ง6ข้อ)มีรัฐธรรมนูญ(10 ธ.ค.2475)และกฎหมายประกอบกำหนด โครงสร้าง กระบวนการ ทางสภานิติบัญญัติ ทางด้านการบริหาร และ ทางด้านตุลาการ องค์พระประมุขนั้นใช้พระราชอำนาจ ผ่านอำนาจทั้งสามฝ่าย และภายไต้รัฐธรรมนูญกำหนด
[ดูปิรามิทฐานบนประกอบ]

●พัฒนาการในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
อย่างที่กล่าวรูปแบบจะอยู่ในสายพัฒนาการผสมผสานมากกว่า กล่าวคือ จะอยู่ในรูปแบบผสมผสาน มากกว่า สาย วิวัฒนาการ แบบถอนรากถอนโคน เห็นได้จาก การอภิวัตฒ์ พ.ศ.2475 ก็เช่นกัน และการพัฒนาก็จะเป็น แบบบนลงล่าง และล่างขึ้นบน กล่าวคือ
(Y)



(-Y)
หรืออีกนัยหนึ่ง
(Y=ปิรามิทฐานบน)ส่วน
(-Y=ปิรามิทฐานล่าง)นั่นเอง
และการพัฒนา ใน ปิรามิทฐานบน ย่อมส่งผลกระทบต่อ ปิรามิทฐานล่าง เช่นกัน กล่าวคือ

เมื่อมีมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางปกครรอง โดยมีเป้าหมายทางประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ที่วัตถุประสงค์นี้ก็ โดยมากแล้วก็จะทราบกันใน ปิรามิทฐานบน ส่วนใน ปิรามิทฐานล่างนั้น อาจจะรู้ แต่ก็อาจจะรู้น้อยมากหรือ อาจจะกล่าวได้ว่า แทบจะไม่เลยก็มี และกรณีนี้จึง อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นไปตามแนวทางที่"คาร์ล มาร์กช์" เคยกล่าวไว้ การปะทะทางชั้นชน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา ในยุคอภิวัฒน์ การเมืองการปกครอง 2475 ก็มีการขัดกันหลายประการ อาทิ โครงสร้างรูปแบบ แนวทางพัฒนาฯลฯ ดังกล่าว เมื่อพระยามโนปกรณ์ ปฏิเสธ ด้วยปลายปากกา(เซ็นต์รับรองกฎหมาย)จึงเกิดปรากฎการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น(วงจรอุบาทย์)ขึ้น จนได้นายกรัฐมนตรีคนที่สองขึ้นนาม พระยาพหลพลพยุหเสนา...!!!???
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>=
●กรณีศึกษา
ในกรณีศึกษา นี้ เป็นการยากมากว่า จะศึกษาเชิงใดบ้าง เป็น เพราะมีหลากหลายแนวทาง อาทิ
●ศึกทางตามแนวทางขององค์พระประมุข
●ศึกษาตามแนวทาง ของ นายกรัฐมนตรี
●ศึกษาตามแนวทาง ของ รัฐธรรมนูญ
●ศึกษาตามแนวทาง ของ รัฐสภา
●ศึกษาตามแนวทาง ของ เหตุการณ์
●ศึกษาตามแนวทาง ของ ปรากฏการณ์
●ศึกษาตามแนวทาง อื่นๆ
ในที่นี้ วงจรแห่งการพัฒนา (development of cycle) จะขอศึกษา ตามแนวทางศึกษา แห่งยุคก็แล้วกัน โดยพอสังเขป กล่าวคือ จะกล่าวถึง
*ยุค1.0.
*ยุค 2.0. และ
*ยุค 3.0.
โดยลำดับ กล่าวคือ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

● ๒.การพัฒนา ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
●ยุคที่ 1.0.
ดังกล่าว ได้กล่าวแล้ว ในช่วง เปลี่ยนผ่าน ทางการเมืองการปกครอง ปี พ.ศ.2475
ว่า รูปแบบ โครงสร้าง และ กระบวนการ เป็นเช่นไร?
ทีนี้ เรามามาเข้าสู่การ พัฒนา กัน!
"อย่างว่านะแหล่ะ ในเมื่อเราเป็นผู้นำที่อาจจะแย่ที่สุดไม่ได้?แต่เราก็ยังเป็นผู้ตามที่ดีที่สุดได้"
ดังกล่าว นั้นเกิดผลกระทบมาตั้งยุค การล่าอาณานิคม และในมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางปกครอง พ.ศ.2475 และมีพัฒนาการ เข้าสู่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
พัฒนาการนั้นหมุนวนเป็นวงรอบ จนเข้าสู่ยุค"ชาตินิยม"(เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย)เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 3ของสยามประเทศ และคาบเกี่ยวอีกหลายยุคหลาย โดย อาจจะกล่าวได้ว่า เป็น ผู้มีบทบาทสำคัญยุคหนึ่ง ในแง่เชิง อำนาจ และเชิงสังคม ดังที่คาร์ล มาร์กช์ เคยกล่าวไว้ ในทำนองที่ว่า การประทะกันทางชนชั้นจะไม่สิ้นสุด ตราบเท่าที่สังคมไม่เข้าถึงยุคสุดท้าย และ พัฒนาการต่างๆ ทางการเมืองของสยามประเทศ ในกรณีศึกษา ก็อาจจะเช่นกัน กล่าวคือ
เมื่อทางกลุ่มคณะราษฎร์ มีการจัดตั้งเชิงโครงสร้าง โดยมีการจัดตั้งในระบบรัฐสภา มีการคัดสรรค์ในฝ่ายบริหาร จนได้นายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งขึ้น และเดินตามหมานรัฐธรรมนูญกำหนด เป้าหมาย คือ สร้างความสถิตยุติธรรม ในทุกฝ่าย จนได้พระยา มโนปกรณ์นิติธาดา เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่หนึ่งของไทย แต่ ในการที่ พระยาปกรณ์นิติธาดา ได้ใช้อำนาจเซ็นต์รับรอง ในกฎหมาย ไม่ให้มีกลุ่มหรือพรรคการเมือง จึงเกิดปรากฎการณ์(รัฐประหาร)ไม่พึงประสงค์ขึ้น และ ได้พระยาพหลพลพยุหเสนา(4ทหารเสือ)เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่สอง ของสยามประเทศ ต่อมา พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็ได้กล่าว"คืนอำนาจต่อรัฐสภาฯ" แต่ด้วย ทั้งเหตุการณ์และปรากฎการณ์ จึงเกิดเหตุการณ์ไมพึงประสงค์ เกิดขึ้นอีก จนได้ จอมพล ป (แปลก)พิบูลสงคราม เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่สามของไทย และในยุคนี้นี่เอง สยามประเทศ จึงเข้าสู่ยุค "ชาตินิยม" โดยการสร้าง ทั้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ใหม่ๆเกิดขึ้น แต่ จะกล่าวอีกที การเมืองยุคนี้ก็ยุ้งเหยิงพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น
๑.การถ่ายโอนอำนาจ ในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหาทรงเป็นพระประมุข
๒.การจัดวางโครงสร้าง หรือ รูปแบบทางประชาธิปไตยในกลุ่มคณะราษฎร์เอง
๓.วิกฤติในมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงได้
(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)
ในยุคนี้จึงมีความชุนลมุนชุนละเก ตามยุคสมัย แต่คำกล่าวของท่านผู้นำ(จอมพล ป พิบูลสงคราม)ที่ว่า"เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย"จึงเข้าสู่ยุคชาตินิยมดังกล่าว โดยการเน้นไปที่การสร้าง เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ทางสังคมดังที่กล่าวมา แต่อย่างไรเสีย
ด้วยเหตุผลทางด้าน มหาสงครามโลกครั้งที่สอง อันอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นผลกระทบอันเกิดจากภายนอก และ ผลกระทบอันเกิดแต่ภายในเอง ในที่สุด
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตัดสินใจ รัฐประหาร ยึดอำนาจ และเข้าสู่ยุค อำนาจทหารสมบูรณ์แบบ(ไม่มีรัฐสภา)ภายไต้วาทะกรรม"ผมจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"
อย่างไรก็ดีในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นี้ ก็ได้มีแผน ในการทำโครงสร้าง สังคมและเศรษฐกิจ ขึ้นมาโดย นำตัวแบบจากประเทศ สหภาพรุสเซีย ประยุกต์ใช้ แต่ก็ได้มีการนำเอา ผู้เชี่ยวชาญ จากประเทศสหรัฐอเมริกา มาช้วยในการจัดทำแผน ที่เรียกว่า
"แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่๑ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐-๒๕๐๖ มีวาระ๖ปี(ต่อมาปรับเป็น4ปี)
จนในเวลาต่อมา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อนิจยกรรม ปรากฏการณ์ ทางการเมือง จึงเริ่มขยับอีกครั้ง เมื่อ
จอมพลถนอม กิตติฃจร พยายามที่จะสืบทอดอำนาจรัฐบาลทหาร จึงมีกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรั้วมหาลัย(ดู ธีรยุทธ บุญมี)ธรรมศาสตร์ ออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่ จนนำมาสู่เหตุการณ์และปรากฎการณ์ ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และนั้นคือ
ผลพวงของการได้มาชึ่ง รัฐธรรมนูญที่ อาจจะเรียกได้ว่า เป็น ประชาธิปไตยฯ ฉบับหนึ่งของไทย ในปีพุทธศักราช 2517 เลยทีเดียว

...อาจจะกล่าวได้ว่า ในยุคนี้มีความยุ้งเหยิงอยู่พอสมควร ไม่ว้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ องค์พระประมุข(สามพระองค์) ในเรื่องของผู้นำ หรือ นายกรัฐมนตรี(11คน)หรือ ในเรื่องของ การได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ...!!!(ฉบับที่ ๑๐ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗) และรูปแบบทาง สังคมและเศรษฐกิจ ที่มีการเริ่มเปลี่ยนแปลง ถึง แม้ว่าในยุคนี้ ในทางรัฐศาสตร์ จะเรียกว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจ เข้าสู่ยุค"อำมาตยาประชาธิปไตย"ก็ตาม แต่รูปแบบก็เกิดมีขึ้นแล้ว กล่าวคือ

●development of cycle model●*
®*




●→→→→→→ ●→→→→→→●




®*Democracy and King of Thailand Structure 2475-2517 by mongkol chegwang at 29/8/2560 copyright.

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

●ยุค 2.0
การพัฒนา ในยุคหรือขั้นที่สองนี้ กล่าวคือ
ที่กล่าวว่า ยุค 1.0 นั้นเป็นเพราะ มีการจัดวาง โครงสร้าง และ กระบวนการ ทางการเมือง ไว้แล้ว
กรณีศึกษาใน ตัวแบบระบบ ของ วงจรแห่งการพัฒนา อีกทั้ง ในรูปทางสังคมและเศรฐษกิจ ตัวแบบอีกมุมหนึ่ง ใน วงจรแห่งการพัฒนา
●↓●
● ●
→ ● →
● ↑ ●
● ●
(อาจจะไม่ตรงเส้นเท่าใหร่!แต่ประมาณนี้)
ที่กล่าวเยี่ยงนั้น เป็นเพราะ ยุคที่ 1.0 นั้นไม่อาจพัฒนาต่อไปได้ กลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ชุมนุมขับไล่ จนนำไปสู่ เหตุการณ์ ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และการได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2517 และปรากฎการณ์นี้ นำไปสู่เหตุการณ์ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ดังกล่าว จึงต้องมีการพัฒนาใหม่ แต่ต่อเนื่อง การพัฒนา ทางการเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในยุค ที่สองนี้ กล่าวคือ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เมื่อ
พระยาปกรณ์นิติธาดา เกิดข้อพิพาท ในเค้าโครงพัฒนาในทางเศรษฐกิจ(สมุดปดเหลือง:ปรีดี พนมยงค์)จึงเกิดการปฎิวัติเงียบขึ้น อาทิ ปิดสภาฯ งดใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราม เซ็นรับรองกฎหมายบางฉบับ ใช้อำนาจเนรเทศฯลฯ เหล่านี้ จึง เกิดวงจรเล็กๆ ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น ในระหว่างยุค อาทิ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ได้ใช้กำลังยึดอำนาจ รัฐบาล พระยาปกรณ์นิติธาดา ฯ
และวงจรเล็กๆ ในยุค 1.0 นั้นได้เกิดขึ้นอีกหลายรอบ อาทิ
●ยุคปรีดี พนมยงค์ ในเหตุการณ์และปรากฎการณ์ ใน สมเด็จพระปรมินอานันทมหิดล รัชกาลที่8
●พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
●จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ
●คนที่ห้า จอมพลถนอม กิตติฃจร
(อ้างใน บางตอน หนี-ลี้ภัย 8 นายกฯพลัดถิ่น...นสพ.ประชาชาติฯ31สิงหาคม-3กันยายน 2560 หน้า11●)
ดังกล่าวจึงนำมาสู่ การได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี พ.ศ.2517 แต่ก็อยู่ไม่ได้นาน เมื่อเหตุการณ์คาบเกี่ยวกัน จนเกิดปรากฎการณ์เข้าสู่ ยุค 2.0 กล่าวคือ
●จอมพลถนอม กิตติฃจร ต้องหนีภัยการเมือง เพราะ การปราบปรามนักศึกษา ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในวันเดียวกัน ก่อนเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง ลี้ภัยไปที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา พร้อมครอบครัว แต่อยู่ไม่ได้นาน เพราะถูกคนไทยที่นั้นต่อต้าน ก่อนจะมาปักหลักที่ สิงคโปร์ พร้อมบวชเป็นเณรกลับไทย เป็นชนวน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519●อ้างแล้วข้างต้น●
อาจจะกล่าวได้ว่า
ยุคสมัยพัฒนาในการพัฒนา ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ยุคแรกๆ จึงต้องปิดฉากลง ในวันที่14 ตุลาคม2516 และเป็นการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับ ที่อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นฉบับประชาธิปไตยฯ มากฉบับหนึ่งของไทย ในปีพุทธศักราช 2517 และในยุคนี้ ในส่วนขององค์พระประมุขนั้น ก็ได้ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมหาปรเมนทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์ ในรัชกาลที่๙ ต่อเนื่อง ต่อในรัชกาลที่๘ ในความเห็นชอบ ในรัฐสภาฯ และคณะรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ.2517ต้องมีอันต้องสดุดลง เมื่อเหตุการณ์ ในวันที่ 6ตุลาคม2519 และใช้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ. 2519 แทน และ ทางสภานิติบัญญัติ ได้ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ 2521 ในเวลาต่อมา(ฉบับประชาธิปไตยฯครึ่งใบ)

ดังกล่าวมาแล้วว่า การพัฒนาในยุค 1.0 นั้นทำให้เกิดโครงสร้างทั้ง ทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ และเกิดวงจรเล็กๆ อีกหลายวงจร เกิดการย้อนกลับ(feedback)ในหลายๆปัจจัย ทั้งเหตุการณ์และปรากฎการณ์ ต่างๆ อาทิ

ผู้นำ(กลุ่มคณะราษฎร์และนายกรัฐมนตี)

→กฎหมายรัฐธรรมนูญ
○รัฐสภา(สภาผู้แทนราษฎร)
และ
→ระบบยุติธรรม(ศาล)
หรือ ตามตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา คือ

→○→↑
◎ยุคสร้างโครงสร้าง(คณะราษฎร์)
◎ ยุคสร้างสังและเอกลักษณ์(ชาตินิยม:ป.พิบูลสงคราม)
◎ ยุคแบบแผนทางสังคมและเศรษฐกิจ(ถนอม-สฤษดิ์ ธนะรัชต์)
◎ยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ 2.0(ถนอม กิตติฃจร)
ทั้งนี้ยังมีเหตุการณ์และปรากฎการณ์ปลีกย่อยอีก หลากหลาย ในแต่ละยุค (โปรดศึกษาเพิ่มเติม)
อาจจะกล่าวได้ว่า ในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 2.0นี้ เมื่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติฃจร จึงเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกหลายสมัย และปฏิวัติตนเอง เข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง และยกเลิกรัฐธรรมนูญ(2511[2515])และปัญหาอื่นๆ จนนักศึกษาปัญญาชนยุคนั้น(ดู ธีรยุทธ บุญมี และ วงรอบของแต่ล่ะผู้นำ หรือ รัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับ) ออกมาเรียกร้อง และชุมนุมประท้วง จนนำไปสู่ เหตุการณ์ 14ตุลาคม พ.ศ.2516 ดังกล่าวมา

กล่าวคือ ในยุคพัฒนา2.0นี้ ถ้ากล่าวกันจริงๆแล้ว วงจรแห่งการพัฒนา จะมองอยู่สองมุม คือเชิงอำนาจ และ เชิงพัฒนาการ ซึ่งสอดคล้องกัน กล่าวคือ เชิงอำนาจ ก็มีพัฒนาการ และ เชิงพัฒนาการ ก็ดำเนินต่อไป แล้วแต่ว่า จะมองมุมใหน ในเชิงแคบ หรือ เชิงกว้าง เท่านั้น ในที่นี้ จะมองควบคู่กันไป คือ เชิงกว้างและพัฒนาการ แต่อาจจะแคบบ้างและลึก ในบางจุดนั้น ก็จะกล่าวพอสังเขป เพื่อความเข้าใจ แต่ในรายละเอียดแต่ละวงรอบ ก็ควรพิจารณาในการศึกษาเชิงลึกเอานะครับ
กล่าวคือ
เมื่อหากพูดถึงคำกล่าวของ"คาร์ล มาร์กซ์" ที่ว่า"การต่อสู้ทางชนชั้นจะไม่จบสิ้น หากสังคมไม่เข้าสู่สังคมยุคสุดท้ายที่ปราศจากชั้นชน"*(คาร์ล มาร์กช์)ดูจะเข้ากันได้ดีในยุค 2.0 นี้
กล่าวคือ ที่กล่าวแล้วว่า
การพัฒนาในยุค 1.0 คือการวาง โครงสร้าง ทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ และพัฒนาการในระดับหนึ่ง อาทิ แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจ ที่มีความมุ่งหวังเข้าสู่ระบบ สังคมและเศรษฐกิจ (ถนอม-สฤษดิ์)ก็ทำได้ระดับหนึ่ง อาทิ
*การพัฒนาออกสู่หัวเมืองน้อยใหญ่เกิดขึ้นในสมัย ขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในการปฎิรูปด้านต่างๆ และพระราชดำริในการทางรถไฟฯลฯ

*การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ออกสู่ภูมิภาคและชนบท ภายไต้ แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจ ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ และ จอมพลถนอมฯลฯ แต่

การเมือง คือ การเมือง
เมื่อ
เกิดเหตุการณ์ในวันที่ 14ตุลาคม2516 จอมพลถนอม ต้องมีอันต้องลี้ภัยยังต่างแดน และเข้าสู่โหมดพัฒนาอีกครั้ง และ ดูจะเป็นชัยในกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน แล้ว มีการพัฒนาต่อยอดอีกครั้ง เมื่อ
รัฐบาลว่างลง องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีการลงพระปรมาภิทัย ภายไต้ความเห็นชอบในรัฐสภา แต่งตั้ง "สัญญา ธรรมศักดิ์"เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี โดยจุดมุ่งหมายคือ"จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ"จนประสปผลสำเร็จได้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ 2517(อาจจะกล่าวได้ว่า เป็น รัฐธรรมนูญ ที่มี ประชาธิปไตยฯมากทีเดียว)แล้วจึงมีการเลือกตั้งใหม่

ได้รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช (คะแนนเสียงข้างน้อย 18 เสียง)เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ใช้วิธี กระจายความเจริญ(ประชานิยม) นั้นคือ
นโยบาย(policy)ผันเงินออกสู่ชนบท โดยกล่าวคำในสภา ในทำนองที่ว่า"พวกเราในที่นี้(รัฐสภาฯ)โกงกินกันมามากแล้ว ปล่อยให้ชาวบ้านเขาโกงกันเองบ้างเถอะ"
ต่อมา เมื่อ จอมพลถนอม กิตติฃจร ได้บวชเป็นสามเณรเดินทางเข้าสู่ประเทศ ปรากฏการณ์ นี้ จึงนำไปสู่
"เหตุการณ์ ในวันที่ 6ตุลาคม2519" โดย
เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีเหตุในแนวนโยบายเงินผัน จึงต้องลาออก จากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และเป็น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อีกครั้ง แต่ดังได้กล่าวมา จอมพลถนอม กิตติฃจร ได้บวชเป็นสามเณร เข้ามาในประเทศ จนกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ชุมนุมประท้วง จนนำไปสู่ เหตุการณ์ 6ตุลาคม2519 ดังกล่าว จึงทำให้การใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2517มีการใช้เพียงระยะสั้นๆ และ เหตุการณ์ในยุคนี้ ก็คลุมเครือ แยกออกไปตามแนวคิด และกรณีศึกษาในเชิงประจักษ์ ไปตามสำนักต่างๆ

พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ กับคณะจึงทำการ ปฎิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจ รัฐบาลพลเรือน พร้อมทั้งแต่งตั้ง นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ในพระปรมาภิทัย ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รับสนองพระราชโองการ อีกทั้งยังนำ รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ 2519 มาประกาศใช้ ในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งแนวนโยบายหลายด้าน ในการปฎิรูปและด้านการพัฒนา ที่สำคัญคือ การริเริ่มจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แนวนโยบาย ปราบปรามอันผู้เป็นคอมมิวนิสต์(ผ.ก.ค)อย่างเด็ดขาดและรุนแรง ในข้อหาอันเป็นกบฎแผ่นดิน และหมิ่นพระบรมชานุภาพ และมีแนวนโยบาย ปฎิรูป 3ขัันตอนๆละ4ปี(12ปี)
ความยุ้งเหยิงในปรากฎการณ์นี้ ได้นำไปสู่ในหลายเหตุการณ์ จนนักศึกษาปัญญาชนส่วนหนึ่ง ต้องหลบหนีเข้าป่า และร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อต่อสู้และต่อต้านรัฐ ตามป่าเขาและตามตะเข็บชายแดน
ส่วนในส่วนกลางเอง ก็มีการเรียกร้องในการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ในความล้าช้าและการปฏิรูป ที่ยาวนานเกินไป และ
ด้วยเหตุผลต่างๆดังกล่าว พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ จึงเป็นข้ออ้าง ในการปฏิวัติ(ตนเอง)รัฐบาล(หอย)นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง(ต่อมานาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้รับโปรดเกล้าเข้ารับตำแหน่ง องคมนตรี)และแต่งตั้ง พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันทร์ เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เพื่อสานต่อในการจัดทำร่าง รัฐธรรมนูญ และ แนวนโยบายต่างๆ
จนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ที่มีผู้นิยามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2521 นี้ว่า เป็นฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ(แต่อยู่ยาวนานมาก ดังจะกล่าวต่อ)
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันทร์ อาจจะกล่าวได้ว่า เป็น นายกรัฐมนตรี แม่แบบคนหนึ่งของรัฐไทย ก็อาจจะกล่าวได้ กล่าวคือ ในช้วงดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ท่าน ได้เดินทางไปเชื่อมความสัมพันธุ์ กับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน ลาว,เวียดนาม,เขมร,พม่า,(CLMV)และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศสหภาพโซเวียตรุสเซีย อีกทั้งการออกกฎหมาย นิรโทษกรรม แก่กลุ่มนักศึกษาปัญญาชน จึงผ่อนคลายความตรึงเคียดลงได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งยังประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐตรี ในข้อโต้แย้งในเรื่อง การขึ้นราคาน้ำมันตามกลไกการตลาด และมีผู้เดือดร้อน พร้อมทั้งประกาศไม่ยุ้งการเมืองอีก
ดังกล่าวจึงมีการเลือกตั้งใหม่ในเวลาต่อมา(แต่ท่านปูพื้นฐานโลกร้อยเอ็ดให้กับคนอีสานด้วย)

●"ดังกล่าวมาแล้วว่า พัฒนาการ ช้วงนี้จะอยู่ในปิรามิทฐานบนแทบทั้งสิ้น ในแต่ละวงรอบ(cycle)อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่ว่าวงจรเล็กวงจรใหญ่ จะอยู่ในปิรามิทฐานบนแทบจะทั้งหมด ในส่วนของฐานล่าง อาจจะกล่าวได้ว่า มีน้อยมาก...!!!???
แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การปฏิวัติ 2520 และ รัฐธรรมนูญ ปี 2521 มีเสถียรภาพมากพอสมควร(ถึงแม้จะเข้าสู่ยุค ประชาธิปไตยฯ ครึ่งใบก็ตาม )กล่าวคือ
>การมีสามสถาบันหลักของชาติ(สามสถาบัน)ที่มั่นคงแข็งแรง
>การเมืองเริ่มเสถียรภาพ และเดินไปตามโครงสร้างและกระบวนการของอำนาจทั้งสามฝ่าย(ถึงแม้จะไม่เด่นชัดมากก็ตาม)
>โหมดการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อ ปิรามิทฐานล่าง มีมากขึ้น(สังคมและเศรษฐกิจ)และ
>รัฐธรรมนูญ และ กฎหมาย มีการใช้ยาวนาน(แม้ประสิทธิผลจะเบี่ยงแบนไปบ้างก็ตาม)...!!!???
อาจจะกล่าวได้ว่า พัฒนาการยุคนี้ มีวัตถุประสงค์ มุ่งเข้าสู่ยุค 3.0(อุตสาหกรรม)นั้นเอง และ พัฒนาการยุคนี้ ก็ยังคงดำเนินต่อไป?
..."เราไม่อาจสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราสามารถศึกษาเรียนรู้ประวัติศาตร์ได้ เพื่อทำปัจจุบัน ในอันที่จะส่งต่อไปยังอนาคตได้..."
m.k.c. 9/9/2560
ฉันใดก็ฉันนั้น กล่าวคือ

จะว่าไปจริงๆแล้ว เรา(ประเทศไทย)เรายังตามหลังการพัฒนาอยู่
กล่าวคือ ในยุค2.0นี้ เรายังอยู่ในสายของ"วิวัฒนาการ"(ชาร์ล ดาวิล:กฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก)อยู่ในกฎของอำนาจ(Power's:มาเคียวเวลลี)แต่เข้าใกล้ระบบสังคมประชาธิปไตยฯ มากขึ้นเท่านั้น อาจจะดูได้จากข้อกล่าวหาในอุดมการณ์ทางการเมือง ในลัทธิ สังคมนิยม(Socialism)และประชาธิปไตยนิยม(Individuals lism)
ส่วนพัฒนาการในรัฐไทย(Thailand'stats) ต้องการให้มีพัฒนาการ ไปในทิศทางใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(Democracy and King)

การลาออกจากนายกรัฐมนตรี ของ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันทร์ นำไปสู่การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2523 ซึ่งได้ผู้แทนประชาชนเข้าไปทำงานในสภา(ส.ส.)แต่ในห้วงเวลาดังกล่าว กลับ การไม่มีความเหมาะสมในการหาผู้นำ หรือ ส.ส.ที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
ภายไต้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2521 กำหนดว่า ประมาณว่าหากทางสภา ไม่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใด มีความเหมาะสมในตำแหน่ง ไห้คัดสรรค์โดยมติสภา ให้ผู้มีความเหมาะสมในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เป็นคนนอกสภาได้(ครึ่งใบ)
ตามมติของรัฐสภา ในปีพุทธศักราช 2523 มีผู้เข้ารับการคัดเลือกสองคน คือ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ
พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ทางรัฐสภา มีมติเลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในปี 2523
และเมื่อ พลเอก เปรม ติณลสูลานนท์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี จึงมีประกาศของ คณะปกครอง (คปค)ที่66/2523 เรื่อง ให้ผู้หลงผิดที่หนีเข้าป่า กลับเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย โดยไม่ถือว่าเป็นความผิด(นิรโทษกรรม)
ดังกล่าว เหตุการณ์ อันเป็นคอมมิวนิสต์ จึงผ่อนคลายความตรึงเคียดลงได้ และ เบาบาง หายไปในที่สุด
ในยุคนี้ แนวนโยบาย พัฒนา จึงเริ่มเกิดขึ้น อาทิ
การจัดโซนนิ่งแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามขอบเขตบริเวณตามตระเข็บชายแดน
การพัฒนาโครงการ อีสานสีเขียว ในเรื่องแหล่งน้ำและส่งเสริมเกษตรฯลฯ
การส่งเสริมไทย ไทยกินไทยใช้ไทยเจริญ(เมดอินไทยแลนด์:แอ้ด คารบาว)และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วไทย ฯลฯเป็นต้น และ ที่สำคัญ
แนวนโยบาย การเมืองนำการทหาร มาประยุกต์ใช้อย่างชัดเจน
อาจจะกล่าวได้ว่า การเมืองในช้วงระยะเวลามีเสถียรภาพมากตามสมควร(ถึงจะมีผู้ก่อการรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ)การเมืองจึงเข้าสู่โหมดการพัฒนามากกว่า
ในด้านเศรษฐกิจ ก็มุ่งพัฒนาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว อาทิ การพัฒนาเขตอุตสาหกรรม โดยรอบเมือง และเขตภาคตะวันออก(ชลบุรี,ระยองฯ)
การแก้ไขปัญหาความยากจน โครงการต่างๆ อาจจะกล่าวได้ว่า ในช้วงนี้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทในการร่วมพัฒนาเป็นอย่างมาก
ในด้านสังคม ดังที่กล่าว จากแนวคิดเชิงนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาความยากจน และร่วมพัฒนาชาติไทย ในภาคประชาชน จึงได้มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น ในรูปสหกรณ์ กลุ่มอาสาพัฒนาด้านต่างๆ เป็นอาทิฯลฯ
การพัฒนาในช้วงนี้ยาวนาน ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช2523 จนถึง ปีพุทธศักราช 2531 พลเอก เปรม ติลสูลานนท์ จึงประกาศยุติบทบาท ทางการเมืองลง โดยประกาศไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ด้วยคำสั้นๆว่า"ผมพอแล้ว" และ
มีการเลือกตั้งใหม่
ทั้งนี้ พลเอก เปรม ติณลสูลานนท์ ได้รับพระราชทาน พระราชโองการจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯให้เข้าดำรงตำแหน่ง องคมนตรี และประธานองคมนตรี ในเวลาต่อมา
การพัฒนาช้วงนี้ จึงมีพัฒนาการ มุ่งสู่การพัฒนาใน ปิรามิทฐานล่าง มากขึ้น หรือ อีกนัยก็คือ การพัฒนา สังคมและเศรษฐกิจ มากขึ้นนั้นเอง
"หากมองมุมมองในกรณีศึกษา ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา แล้ว จะเห็นได้ว่า แต่ละยุค แต่ละช้วง จะมีพัฒนาการต่อยอดมาเป็นลำดับ มิใช่หักการพัฒนาแบบผิกฝ่ามือ หรือ อีกนัยหนึ่ง เป็นการพัฒนาแบบประนีประนอม (Reform)มากกว่าแบบถอนรากถอนโคน(Revolution) แต่วงจรหนึ่งที่ไม่พึงประสงค์นัก คือ การรัฐประหาร ที่เกิดควบคู่มากับการเมืองไทย แต่ถ้ากล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็อาจจะกล่าวได้ มีความจำเป็นต่อเหตุการณ์ และ ปรากฏการณ์ ในยุคหรือช้วงนั้นๆ พัฒนาการยุคนี้ก็เช่นกัน
>การพยายามยื้ออำนาจ และผูกขาดไม่เป็นประชาธิปไตยฯนำมาสู่เหตุการณ์ 14ตุลาคม2516 การชุมนุมประท้วง อาจจะกล่าวได้ว่า เกินขอบเขต นำไปสู่เหตุการณ์ 6ตุลาคม2519 และหมุนวนเข้าสู่วงจร(อุบาทย์)ไม่พึงประสงค์ แต่ ก็อาจจะกล่าวได้ มีความจำเป็นต่อยุคนั้นๆ
บทเรียนนี้สมควรพิจารณา
>การปฏิวัติ 2519 นำมาสู่แนวทางปฏิรูป แต่การปฏิรูป ก็อาจจะกล่าวได้ ว่า ยาวนานและเนิ่นช้า รูปธรรม จับต้องยาก จึงนำมาสู่รัฐประหารตนเอง 2520 และการได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ2521
>เหตุการณ์ ผ่อนคลายลง เมื่อมีประกาศ นิรโทษกรรม กลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ตามรัฐธรรมนูญ 2521
>ความโกลาหล ผ่อนคลายลง ในประกาศคณะปกครองที่66/23
>โหมดการพัฒนา กำเนิดขึ้น ภายไต้แนวนโยบาย การเมืองนำการทหาร
>และต่อยอดการพัฒนา ดังจะกล่าวต่อไป"
m.k.c. with development of cycle.
11/9/2560

อย่างกรณีผลการเลือกตั้ง ปีพุทธศักราช2531 ก็เช่นกัน
ผลการเลือกตั้ง พรรคชาติพัฒนามาเป็นอันดับหนึ่ง จึงมีการโหวตในสภาในการเลือก นายกรัฐมนตรี จึงได้ พลเอก ชาติชาย ชุณหวรรณ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และ ดำเนินตามนโยบายที่ได้หาเสียงใว้ นั้นคือ
"นโยบาย เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า"(ต่อยอดการเมืองนำการทหาร)
การพัฒนาในช้วงนี้ จึงมุ่งสู่ ปิรามิทฐานล่าง มากขึ้น นั้นคือ การมุ่งเน้นพัฒนาระบบ สังคมและเศรษฐกิจ มากขึ้น นั้นเอง
กล่าวคือ
พณฯท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหวรรณ ดำเนินตามนโยบายที่ได้หาเสียงใว้ "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า" และดำเนินตามทางธุรกิจอย่างเต็มกำลัง อันเกิดผล ทางเศรษฐกิจ มีการขยายตัวเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นประเมินกันว่า ประเทศไทย จะก้าวขึ้นมาเป็น เสือตัวที่ห้าแห่งเอเซีย ต่อจาก เกาหลีใต้,ฮ้องกง,สิงคโปร์และไต้หวัน อีกทั้ง การร่วมมือกับภาคเอกชน ในการริเริ่มสารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ โครงการตามชายฝั่งทะเลภาคไต้ โครงการโทรศัพธ์สาธรณะ3ล้านเลขหมาย โครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ากรุงเทพพระมหานคร ทางด่วนยกระดับ
ในการต่างประเทศ ประสานเปิดเจรจาว่าด้วย เขมรสี่ฝ่าย เป็นอาทิ
แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการพัฒนา ทำให้เกิดข้อกล่าวหา ในคณะรัฐมนตรี ในการแบ่งสรรค์งบประมาณ(แบ่งเค็กกันกิน)ในปรากฎการณ์"บุฟเฟ่คามิเนต"จนยากต่อการตรวจสอบ
จนนำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ในปีพุทธศักราช 2534 และคณะนายทหารที่ปฏิวัติ หรือ คณะรักษาสงบและเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.)นำโดย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจ ได้สำเร็จ และพยายามสีบทอดอำนาจ และแต่งตั้ง พลเอก สุจินดา คราประยูรณ์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี จนมาสู่การชุมนุมประท้วงขับไล่(ม๊อบมือถือ)รัฐบาลทหาร จนนำไปสู่เหตุการณ์ในเดือน พฤษภาคม(พฤษภาทมิฬ)ในปีพุทธศักราช 2535
อองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์พระประมุข จึงมีพระราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คู่ขัดแย้งเข้าเฝ้า คือ พลเอก สุจินดา คราประยูรณ์ ฝ่ายหนึ่ง พลตรี จำลอง ศรีเมือง ฝ่ายหนึ่ง เข้าเฝ้า พร้อมมีพระราชดำรัส เรื่อง คุณทองแดงฯ โดยถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ ออกไปทั่วโลก
ในเวลาต่อมา พลเอก สุจินดา คราประยูรณ์ ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เหตุการณ์ จึงคลีคลายลง
ต่อมาทางสภาฯหรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีมติ แต่งตั้ง นาย อานันท์ ปัญญารชุน เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และจัดตั้งสภาฯชุดหนึ่ง เพื่อยกร่าง รัฐธรรมนูญ จนสำเร็จและประกาศใช้ใน ราชจานุเบกษา ในปีพุทธศักราช 2535 อีกทั้งประกาศยุบสภาฯ เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหม่ ในปีเดียวกัน!!!
และในวงจรแห่งการพัฒนา อาจจะถือได้ว่า สิ้นสุดยุคการพัฒนายุค 2.0ไปด้วย เช่นกัน...!!!
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
บทวิพากษ์ ในวงจรแห่งการพัฒนา
development of cycle by mongkol chegwang at 11/9/2560

*ในการพัฒนา การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยฯอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข นั้น เท่าที่ศึกษาได้ นั้น
มีจุดกำเนิดในยุค การล่าอาณานิคม ในรัชสมัย องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ดู เทียนวรรณ :สมเด็จ โต พรหมรังสี)รัชกาลที่๕ ราชอาณาจักรไทย
พัฒนาต่อยอด ในยุคมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในรัชสมัย องค์พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ราชอาณาจักรไทย
พัฒนา เข้าสู่ยุคแรก(ตามที่กล่าวพอสังเขป)อภิวัฒน์ทางการเมืองการปกครอง จากระบอบสมบูรณาสิทธิราช เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในรัชสมัย องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ราชอาณาจักรไทย และ
เป็นช้วงวุ่นวายเชิงโครงสร้าง กระบวนการทางประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข(ดู ปรีดี พนมยงค์:ป๋วย อึ่งภากรณ์)ผ่านวงรอบการพัฒนาเล็กๆ(ดูประวัตินายกรัฐมนตรีและรัฐธรรมนูญ)อีกทั้งมหากาพฬในมหาสงครามโลกครั้งที่สอง
ในยุคนี้ ผ่านรัชสมัยถึงสามพระองค์ คือ
องค์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗
องค์พระบาทสมเด็จ พระปรเมนอานันทมหิดล รัชกาลที่๘
เข้าสู่ยุค องค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ในราชวงศ์จักรี แห่งราชอาณาจักรไทย

กาลในยุค1.0นี้ในหลายสำนัก เลยถูกวิพากษ์วิจารย์ เป็นยุค"อำมาตยาประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข"
แต่นั้นเป็น พัฒนาการยุคนั้น และไม่อาจหรือยากต่อการ ปฎิเสฐที่เกิดขึ้นในยุคนี้
ดังกล่าว วงจรแห่งการพัฒนา จึงกำหนด ช้วงเวลาแห่งยุค คือ ปีพุทธศักราช 2475 จนถึง ปีพุทธศักราช2516 เป็นกำหนดในยุค 1.0 ส่วน
(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)
m.k.c.2560

ในกรณียุค 2.0 นั้น วงจรแห่งการพัฒนา มองว่า มีจุดกำเนิด ตั้งแต่ เหตุการณ์ ในปีพุทธศักราช 2516 จนได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช2517 และเป็นเหตุผล ของการได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2521 และใช้เวลายาวนาน(2521-2534)ผ่านผู้นำสามท่านคือ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันท์(นายกรัฐมนตรี คนที่15)
พลเอก เปรม ติลสูลานนท์(นายกรัฐมนตรี คนที่ 16)
พลเอก ชาติชาย ชุณหวรรณ(นายกรัฐมนตรี คนที่17)
จนเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ถึงแม้ว่า
การพัฒนา ในยุคนี้ จะยาวนาน มีเสถียรภาพและคุณภาพพอสมควร แต่การวิพากษ์และวิจารณฺ์ ในหลายสำนัก ยังมองว่า"เป็นยุคของข้าราชการ"(ทหารและพลเรือน)ในสายต่างประเทศก็เห็นตรงกันเช่นนั้น หรือ ถ้าเรียกอีกแบบ ในยุคนี้คือยุค"เทคโนแครต"(วิชาการ)แต่มิใช่ ระบอบประชาธิปไตยฯที่สมบูรณ์ไม่ กล่าวคือ
พัฒนาการ ทางการเมือง จากยุคสู่ยุค จะอยู่ในรูปของ Y To -Y
นั้นคือ
Y



-Y
มีวิวาทะทางการเมือง ที่พอจะศึกษาต่อได้ ในยุค 3.0 นั้นคือ วิวาทะ"ผมมีวันนี้เพราะพี่ให้"
m.k.c. 11/9/2560
→→→→→→→→→→→→→→→→
●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●
○ยุค 3.0
ในยุคนี้ ในวงจรแห่งการพัฒนา เริ่มนับตั้งแต่ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ 2535 และมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
ดังได้กล่าวใว้แล้วว่า ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา มีพัฒนาการ จากวายสู่ลบวาย หรือ
●y

●to

●-y
หรือ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัติย์ทรงเป็นพระประมุข
จาก ระอบสมบูรณาสิทธิราช
สู่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัติย์ทรงเป็นพระประมุข
ที่กล่าวแล้วนั้น กล่าวคือ
ในยุคแรก ผ่านคณะกลุ่มบุคคล(คณะราษฎร์)
ยุคต่อมา ผสมผสาน กับกลุ่มเทคโนแครต
และในยุค ที่สามนี้ ก็เช่นกัน มีลักษณะ ผสมผสาน กับกลุ่มใหม่อีก กล่าวคือ
เมื่อ พรรค ประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ 2535 นาย ชวน หลีกภัย เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่20 ภายไต้ การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ของไทย
ที่กล่าวว่า เป็นชนกลุ่มนั้น พณฯท่าน นาย ชวน หลีกภัย เคยถูกกล่าวหาว่า เป็นการคอมมิวนิสต์ ภายหลังจากเหตุการณ์ 6ตุลาคม2519 แต่ ในยุคนี้ปรากฏการณ์นั้นผ่อนคลายลงไปมาก ภายหลัง ในยุคของสงครามเย็น ในสมัย พลเอก เปรม ติลสูลานนท์ และ ต่อยอด อย่างดี ในสมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหวรรณ ก่อนเข้าเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ และการได้มาชึ่ง รัฐธรรมนูญ 2535 และการเลือกตั้งดังกล่าวมา นาย ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จึงได้ดำเนินไปตาม นโยบาย ที่ได้หาเสียงใว้ หลายประการ ในสมัยนี้ ระบบเศรษฐกิจ เฟื่องฟูมาก ว่ากันว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)แตะขึ้นที่ระดับสูงสุง(ร้อยละ10)ในสองปี(2536@2537:ศึกษาเพิ่มเติม) และถดถอยลงเล็กน้อยตามลำดับ แต่
ในความเป็นคนซื่อมือสอาด ของนาย ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี มีเหตุให้ทางสภาฯ เปิดอภิปรายโครงการ แจกที่ดินทำกิน สปก.4-01 ให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย(เนวิน ชิดชอบ)ในสภาฯว่า ว่ามีการเอื้อต่อพวกฟ้องและคนรวย ในเวลาต่อมา นาย ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี จึงประกาศยุบสภาฯ และจัดการเลือกตั้งใหม่
(พอสังเขปโปรดศึกษาเพิ่มเติม)
ภาพลักษณ์ ของพรรคชาติไทย ฉายเด่นมาก ในเปิดอภิปรายในสภา และแนวนโยบาย จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่ ผลการเลือกตั้ง
ใด้นาย บรรหาร ศิลปอาชา เข้าเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่21(ผู้เคยมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ2517:ต้องการอ้างอิง) และแนวนโยบาย รักษาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาถนนหนทางคมนาคมฯลฯ
ต่อมาได้มอบหมายให้ นาย ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการฯ(รองนายกรัฐมนตรี)รับไปดำเนินการ จัดตั้ง สมาชิกสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ(สสร1)และดำเนินไปตามนโยบายที่ได้หาเสียงใว้ แต่ต่อมา
ทางสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดอภิปรายไม่ใว้วางใจ ในหลายเรื่อง อาทิ ความไม่เหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี การมีบริษัทในเครือและแฝง ในด้านเคมีภัณฑ์ และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง รวมทั้งการมุ่งทุ้มงบประมาณ ในการจัดสร้างในเขตฐานเสียงตัวเอง(สุพรรณบุรี)ฯลฯเป็นต้น ต่อมา บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาจัดการเลือกตั้ง ใหม่ ในปีพ.ศ. 2538-2539
(ศึกษาเพิ่มเติม พอสังเขป เพื่ออภิปรายตัวแบบ)

"กล่าวคือ ผู้นำอย่าง ชวน หลีกภัย อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นตัวแทนทางภาคพลเรือน มีผู้ศึกษาใว้ ว่า ชวน หลีกภัย เป็นพลเรือนคนที่สอง ต่อจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่มีโอกาส เข้าตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ส่วน บรรหาร ศิลปอาชา ประดุจดังตัวแทน ทางด้านนักธุระกิจ ประมาณนั้น"
m.k.c. 13/9/2560

ต่อมา เมื่อผลการเลือกตั้งในปลายปี พุทธศักราช 2539 พรรคความหวังใหม่ ได้คะแนนเสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงค์ใจยุทธได้ เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี จึงเร่งทำตามนโยบาย การเดินทาง 200,000กิโลเมตร ในการพัฒนา "ดรีมทีมและสานต่อการจัดทำร่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับ สสร1ต่อ โดยการจัดตั้ง สภานิติบัญญัติจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)) จนมีประกาศใน ราชจานุเบกษา ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2540 ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี2540 ที่ประกาศใช้นี้ ถือได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ฉบับหนึ่งเลยที่เดียว อาทิ ในหลายหมวดหมู่ ในหลายมาตรา ที่แก้ไขและเพิ่มเข้ามาใหม่ อาทิ
เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของปวงชน
เรื่อง การกระจายอำนาจและงบประมาณ บางส่วนลงสู่ท้องถิ่น
เรื่อง อำนาจรัฐบาลส่วนกลาง เป็น อาทิฯลฯ

ส่วนทางด้านเศรษฐกิจ
นั้นถือว่าหนักหนาสาหัสมาก ชุดดรีมทีมต้องทำงานอย่างหนัก ความหวังในการพัฒนาเข้าสู่ยุค 3.0 หรือ ประเทศเกิดใหม่ ทางอุตสาหกรรม เป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย เมื่อเกิดภาวะ"ฟองสบู่แตก"ในด้านการพัฒนา ในวิกฤต"ต้มยำกุ้ง"ในปี2540 และสั่นสะเทือนสร้างผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ
ในวิกฤต"ต้มยำกุ้ง"ในปีพุทธศักราช 2540 เกิดจากการโจมตีค่าเงินบาทของไทย(ดูราเกซ สักเสนา และชุดดรีมทีมเศรษฐกิจ) ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราผันผวน จากเดิมที่อัตราแลกเปลี่ยนที่ ประมาณ 25กว่าบาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ขึ้นไปแต่ะที่ระดับ ประมาณ เกือบ50บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา
อันเป็นผลกระทบต่อการลงทุนและนำเข้าและการส่งออกเป็นอย่างมาก ทำให้สถาบันทางการเงินกว่า 50แห่งต้องปิดกิจการลง และส่งผลกระทบต่อภาคแรงงาน อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
รัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องประกาศ ค่าเงินบาทลอยตัว ไม่ผูกติดต่อตระกล้าเงินดอลล่าสหรัฐ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ต้องขอความช้วยเหลือจากมิตรประเทศ(11ประเทศ)เพื่อเยียวยาวิกฤติการณ์ ทางการเงิน ในที่สุดรัฐบาลยุคนั้น ขอกู้เงินจากธนาคารโลก(ไอเอ็มเอฟ)แต่ต้องยอมอยู่ภายไต้กฎเหล็ก ทั้ง11ข้อ ประกอบการให้กู้จากธนาคารโลก โดยการเบิกจ่าย เป็นระยะเวลา 9งวด
ต่อมาทางรัฐสภา มียัตติเปิดอภิปรายไม่ใว้วางใจ ในข้อกล่าวหาและเชิงเสนอแนะหลายประเด็น ถึงแม้ว่าจะได้มติใว้วางใจ แต่ต่อมา พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทางสภา โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ใหม่
ปรากฏการณ์ กลุ่มงูเห่า(ภาค1)ทางสภาผู้แทนราษฎร จึงมีมติโหวตเลือก นาย ชวน หลีกภัย เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อีกวาระหนึ่ง(สมัยที่2)ในปี พ.ศ.2541
รัฐบาล นาย ชวน หลีกภัย ต้องดำเนินการ ไปตามกฎเหล็กของ ธนาคารโลก(IMF)ไปอย่างเคร่งครัดทั้ง 11 ข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในข้อที่ว่า"นโยบายรัดเข็มขัด" ที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ ว่า ทำให้เสียสิทธิสภาพทางเศรษฐกิจ ด้านงบประมาณในการพัฒนา และ ในทางรัฐสภา ก็ถกเถียงกันในเรื่องนี้ และแนวทางในการพัฒนาอย่างหนักเช่นกัน เงินสำรองค่าเงินในท้องพระคลังหลวง ก็หร่อยหรอ เหลือน้อย
ถึงขั้นที่พระหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี(หนองบัวลำภู)ได้ทำผ้าป่าช่วยชาติ รับบริจาค เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐ และทองคำ ส่งเข้าท้องพระคลังหลวง
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ก็มีพระราชดำรัสถึง ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"หลายครั้ง
สภาพัฒนาแผนพัฒนา สังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ก็น้อมนำแนวพระราชดำริ ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"มาบรรจุใว้ในแผนพัฒนา สังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ (สภาพัฒน์)ฉบับที่๙ต่อเนื่อง ฉบับที่๑๐ และฉบับที่๑๑ ให้รัฐบาลและประชาชนไว้เป็นแนวทาง
ในภาคประชาชน เอง ที่เป็นภาคแรงงาน ส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับสู่ ภูมิลำเนาและลงสู่ภาคการทำการเกษตร น้อมนำ ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"ไปปรับใช้และแบ่งเบา ภาครัฐบาล
นาย ชวน หลีกภัย ผู้นำรัฐบาล หรือ นายกรัฐมนตรี ก็น้อมนำแนวทาง ไปปรับใช้ในภาครัฐ
จนเบิกจ่ายงบประมาณ และกู้ยืมเงิน จากธนาคารโลกมาใช้จ่าย และ ใช้คืนได้ถึง 8งวด และเหลืองวดสุดท้าย งวดที่9 ภาครัฐบาล ไม่พึงประสงค์ จะขอกู้ต่อ เป็นเพราะ ในภาคเศรษฐกิจ เริ่มจะทรงตัว (ฟังอภิปรายในสภาฯปี พ.ศ.2556-2557 และใกล้ถึงวาระรัฐสภา จะหมดลง นายกรัฐมนตรี นาย ชวน หลีกภัย ต้องประกาศยุบสภา และมีการจัดตั้งให้มีการเลือกตั้งใหม...
...อาจจะเรียกใด้ว่า ในทุกองค์คาพยพ ร่วมมือร่วมใจกันมาก ในวิกฤต"ต้มยำกุ้ง"ในครั้งนี้ ถึงแม้จะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาล ชุดนี้ว่า"ทำได้เพียงนำคนไข้ ออกจากห้องไอซียูได้สำเร็จ แต่ก็ออกมานอนพักฟื้นในห้องคนใข้ปกติเท่านั้น ก็ตาม...

ส่วนในฝากรัฐบาลเดิมที่มาเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภาช้วงนี้ ก็ต้องทำนองว่าจำต้องยอมร่วมกัน ในผลของเหตุการณ์ ในวิกฤต"ต้มยำกุ้ง"ในครั้งนี้ เป็นเพราะเกิดขึ้นในรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จนต้องมาเป็นฝ่ายค้านดังกล่าว และ
หนึ่งในนั้นมี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผันตัวจากนักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ(สัมปทาน ดาวเทียมไทยคม)การสื่อสารและคอมพิวเตอร์ เข้าสู่แวดวงทางการเมือง โดยการชักนำของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง จากพรรคพลังธรรม ก่อนที่จะก้าวมาเป็น หัวหน้าพรรคพลังธรรม และร่วมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และภายหลังการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยลาออกจากหัวหน้าพรรค พลังธรรม และ พาสมาชิกเดิมจัดตั้ง "พรรคไทยรักไทย" ในนามหัวหน้าพรรค รวบรวมสมาชิก และควบรวมพรรคการเมืองต่างเข้ามาอยู่ ในพรรคไทยรักไทย ในปีพ.ศ.2541 และชูแนวนโยบาย"คิดใหม่ทำใหม่เพื่อไทยทุกคน"ชูบุคลิกภาพนักธุรกิจผู้ประสบผลสำเร็จ"รวยแล้วไม่โกง" ชูแนวนโยบายต่างที่ซับซ้อนกว่าเดิม อาทิ 30บาทรักษาทุกโรค,ชลอหนี้ปลดหนี้เกษตรกร,กองทุนหมู่บ้านละหนึ่งล้านบาท โครงการปลูกกล้ายางล้านต้น บ้านเอื้ออาทร จัดระเบียบสังคม ปราบปรามยาเสพติด การต่างประเทศ ฯลฯและโครงการเม็กะโปรแจคต่างๆ ทั้งนี้
ใด้ใช้สื่อสารด้านต่างๆ สื่อสิ่งพิมพฺ์ ป้ายโฆษณา สื่อวิทยุและโทรทัศน์ อื่นๆ เริ่มโปรโมทพรรค และแนวนโยบาย เมื่อครั้งตั้งพรรค ไทยรักไทย ใหม่ๆ(2541)จนถึงมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2544 ดังกล่าวจะได้กล่าวต่อไป

@@@@@@@@@@@@@@@@@

บทวิพากษ์ การเมืองการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ยุค 3.0

ดังกล่าวมา ความน่าจะเป็น นั้นทำท่าว่าจะเริ่มจากยุค 3.0 เพื่อมุ่งเข้าสู่ 4.0 แต่กาลกลับไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่า กาลกลับกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหม่ไป กล่าวคือ

ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา(development of cycle by mongkol chegwang at 14/9/2560)
← Feedback ←
↓ ↓ ↑
↓ input. ↑
↓ ↓ ↑
input→→→process→→→output
↑ ↑ ↓
↑ input ↓
↑ ↑ ↓
←Feedback←
Or

1 1
12 21
123 321
●1234 4321●
●1234 4321●
123 321
12 21
1 1

ส่วน กรณีศึกษา รัฐไทย

สถาบันของชาติ
บริหาร

รัฐธรรมนูญ→รัฐสภา→ตุลาการฯ
เศรษฐกิจ→→→→→→กฎหมาย

เอกชน
ระบบสังคม
*m.k.c.14/9/2560
กล่าวคือรัฐไทย ก่อร่างสร้างแนวทางประชาธิปไตยมาตั้งแต่องค์พระมหากษัตริย์ และเป็นพระมุข เมื่อ
●ยุคที่หนึ่ง ยุคก่อร่างสร้างโครงสร้าง และกระบวนการ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เริ่มจาก ปีพุทธศักราช2475-2516
●ยุคที่สอง ยุคอุดมการณ์ และการแก้ใข อุดมการณ์ ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2516-2534
●ยุคที่สาม ยุคริเริ่มพัฒนา ในปิรามิทฐานล่าง(เศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ2534 หรือ 2535 เป็นต้นมา
กล่าวคือ
เมื่อผ่านเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2534และ2535 ตามลำดับ การพัฒนา ด้าน สังคมและเศรษฐกิจ มากขึ้น ในปีพุทธศักราช 2536-2537 ระบบเศรษฐกิจ ปูมเป็นอย่างมาก แต่ ในปี พ.ศ.2538-2539 ระบบสังคม ก็ต้องได้รับการแก้ไขเหมือนกัน เมื่อเกิดปัญหายาเสพติด(ยาม้ายาขยัน)และผู้มีอิทธิพล เรื่องอำนาจ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ ถูกแก้ใขโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540 แต่ดังได้กล่าวมา ระบบเศรษฐกิจ ก็พังพาบลงจึงต้องร่วมมือกันแก้ใข จนได้ระดับหนึ่ง
ดังกล่าวมา น่าจะเข้าสู่ยุค 4.0ได้ แต่ก็มีเหตุผลให้ต้องศึกษาต่อไป เมื่อเข้าสู่ยุค4.0 ยังไม่ได้ เป็นเพราะ ยังมีวงจรเล็กๆ อีกหลายวงจร ให้ศึกษาและ พัฒนา ต่อไป กล่าวคือ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ยุค 3.1
ปฐมบท ของความขัดแย้งครั้งใหม่!!!
ที่วงจรแห่งการพัฒนา กล่าวเช่นนี้ กล่าวคือ

ในยุควิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ใน วิกฤติ"ต้มยำกุ้ง"ในสมัย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ร่วม รัฐบาล ที่นำพารัฐไทย เข้าสู่วิกฤติสูงสูงสุด ในปี2540(2539-2540)ถึงกับมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ และศึกษาใว้ว่า นำพาประเทศ เข้าห้องไอซียูทางเศรษฐกิจ จนถูกอภิปรายทางสภา ถึงแม้จะยังได้รับความใว้วางใจ ด้วยคะแนนโหวตในสภา แต่สุดท้าย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ยอมลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี(มั่นใจในคะแนนเสียง)แต่สุดท้าย ผลโหวตในสภา(กลุ่มงูเห่า)เลือกนายชวน หลีกภัย เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เป็น สมัยที่สอง และเยียวยารักษาเยียวยา ระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทย ที่ป่วยไข้เข้าห้องไอซียู ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จนดีขึ้น และออกมานอนพักฟื้น นอกห้องฉุกเฉิน(ไอซียู)ได้ และรอรัฐบาลต่อไปสานต่อ ในแนวนโยบาย(policy)อันสืบเนื่องมาจาก รัฐสภาฯหมดวาระลง ต้องยุบสภา พร้อมทั้งจัดการเลือกตั้งใหม่ ในปลายปี พ.ศ.2543 และ
ผลการเลือกตั้ง ได้ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในต้นปี2544 โดยประธานสภานำเสนอพระกรุณาโปรดเกล้า และรับรองสนองพระราชปรมาภิทัย ที่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล ทรงโปรดเกล้าลงมา...!!!

ที่วงจรแห่งการพัฒนา กล่าวว่า เป็นปฐมบท หรือ มูลเหตุ ของความขัดแย้งครั้งใหม่ และอยู่ในยุคชนกลุ่มใหม่นั้น(2535-(ปัจจุบัน(2560)) กล่าวพอสังเขปได้ดังนี้

●ประวัติโดยย่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่23ของไทย(ดู ชมรมอัตชีวประวัติ:ฐานข้อมูล สถาบันพระปกเกล้า พึ่งอ้าง)...!!!

●เกิดที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่!!!
●เป็นบุตรนาย บุญเลิศ ชินวัตร อดีต ส.ส.ปี พ.ศ.2512-2519(และเป็นผู้ปลูกฝังแนวคิดทางการเมือง)!!!
●ศึกษา ที่มงฟอร์ด(เชียงใหม่)และฯลฯก่อนได้ทุน ก.พ. ไปศึกษาเล่าเรียนต่อ ทั้งปริญญาโทรและ ปริญญาเอก ประเทศ สหรัฐอเมริกา และกลับมารับราชการ จนได้ชั้นยศสูงสุด คือ พันตำรวจโท...!!!
●ลาออกจากราชการ ไปประกอบธุรกิจ ด้านการสื่อสาร และคอมพิวเตอร์(มีครั้งหนึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า)ในแวดวงราชการ และทำห้างหุ่นส่วน ขยายกิจการ จนประสปความสำเร็จ ทั้งในและต่างประเทศ...!!!
●ได้รับการทาบทาม เข้าสู่แวดวงทางการเมือง โดย พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย(ชวน1)2536-2537))!!!
●เป็น รองนายกรัฐมนตรี ในสมัย รัฐบาล นาย บรรหาร ศิลปอาชา(2538-2539)...!!!
●เป็น รองนายกรัฐมนตรี สมัย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ(2539-2540)...!!!
●เคยเป็นรองหัวหน้าพรรค และเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ก่อนที่จะยุบพรรคพลังธรรม เมื่อคราวเปลี่ยนขั้วการเมือง(2541)ก่อนที่จะยุบพรรคพลังธรรม แล้วนำสมาชิกเก่าใหม่ ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และหลวมพรรคน้อยใหญ่ สร้างนโยบายแห่งพรรค"คิดใหม่ทำใหม่"เพื่อไทยทุกคน สร้างโมเดลพรรค อัตลักษณ์ และ เอกลักษณ์ ประจำพรรค ใช้สื่อสารด้านต่างๆ เพื่อ สื่อสารมวลชน สื่อสิ่งพิมพฺ์ สื่อวิทยุและโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา เริ่มหาเสียงและแนวคิด ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2541 จนถึงวันเลือกตั้ง และ
●ในผลการคัดเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(โรคร้อยเอ็ด ที่ พณฯท่าน พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันท์ เคยทำใว้ก็ระบาดไปทั่ว)พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนเสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล
●พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่23 ในปีพุทธศักราช2544 และเริ่มดำเนินนโยบาย(ประชานิยม)ในหลายโครงการที่ หาเสียงไว้

ดังกล่าวมา ในแนวนโยบาย ประชานิยม ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ก็เคยเป็นแม่แบบทำใว้ เมื่อคราว นโยบายเงินผัน นโยบาย 30บาทรักษาทุกโรค ร.พ.บ้านแพ้วก็เคยเป็นต้นแบบ นโยบาย รับจำนำข้าว และพืชผลในทางการเกษตร ก็ดัดแปลงล้อกับ นโยบายประกันราคาพืชผลตกต่ำ โครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป)ประเทศญี่ปุ่นเป็นแม่แบบ โครงการการหมู่บ้านละ 1ล้าน ก็ล้อกับธนาคารอิสลาม กลุ่มสหกรณ์ และเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน บ้านเอื้ออาทร ก็ล้อกับอาคารธนาคารสงเคราะห์ และอื่นๆอีกหลายโครงการ ล้วนแต่มิใช่เรื่องใหม่จนหมด บางเรื่องเป็นการต่อยอดให้สำเร็จ เช่นการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ การใช้หนี้ธนาคารโลก(ไอเอ็มเอฟ)เป็นต้น
แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่จริงๆก็มี อาทิ การจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ นายกทักษิณคุยกับประชาชน(ถูกมองว่าเป็นการแถลงสร้างภาพและกล่าวร้ายฝ่ายตรงข้าม) การจัด ประชุม ค.ร.ม.สัญจร(ถูกมองว่าไม่สนใจสภา ไม่รับฟังสภาชี้แจง)การขอกู้เงินโดยไม่ผ่านสภา(ห้าแสนล้าน:ต้องการอ้างอิง)การออกกฎหมายโดยเสียงข้างมาก(เผด็จการรัฐสภา)การไม่สนใจการตรวจสอบในระบบรัฐสภา(ญัตติเสียงไม่พอตามกฎหมายกำหนด)ทัวร์นกขมิ้นเหลืองอ่อนตามโซนนิ่งคะแนนเสียงตนเองและการจัดงบประมาณ เป็นต้น ประชานิยมใหม่ๆ ในการ ลด แลก แจก แถม ในหลายๆโครงการ ในการจัด ระเบียบสังคม เช่น หาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซรับจ้าง จัดระเบียบแท๊กซี รถตู้โดยสาร รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ตั๋วเครืองบินราคาถูก รับจำนำพืชผลทางการเกษตร พักชำล่ะหนี้เกษตรกร การเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ส่งเสริมกล้ายางฟรีล้านต้น ฯลฯเป็นต้น
โครงการเมกโปเจค ต่างๆ เหล่านี้
ถูกวิพากษ์วิจารย์ พอสมควร ทัั้งในแง่คัดค้านและสนับสนุน แต่เป็นการตรวจสอบยากมาก ทั้งความหลากหลายของโครงการ ความสับสนวุ่นวายในแต่ละโครงการ และการยื่นญัตติอภิปรายในสภา อันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญกำหนด เหล่านี้ ได้ถูกวิพากษ์วิจารย์ ไปต่างๆนาๆ รวมไปถึง นโยบายปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล(ดู ชูวิทย์ กมลวิศิษย์)อย่างรุนแรง
กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคไต้ กรณีคลื่นยักษ์สึนามิ กรณีเกือแซ๊ะตากใบ กรณีซุกหุ้นปั่นหุ้น กรณีสลายมอ๊บการชุมนุมประท้วงขับไล่ นายก รัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึง การปล่อยกู้และการลงทุนในต่างประเทศ(พม่า ,เขมร...!!!)และขายหุ้นชินไห้กับกลุ่มเทมาเส็ก(สิงคโปร์)
จึงเกิดความสับสน ต่อปรากฎการณ์และเหตุการณ์ จนนำไปสู่ เหตุการณ์ วันที่ 19 กันยายน 2549(9/9/49)คณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร สำเร็จ ตอนไปประชุม ที่สหรัฐอเมริกา
●●●●●●
???????
เพื่อความกระชับ และพรรณาต่อ
วงจรแห่งการพัฒนา จะอภิบายพอสังเขปดังนี้ กล่าวคือ
"หลายคนงุนงงสงสัยต่อปรากฎการณ์และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น หลายคนเข้าใจ(แม้บางส่วน)และจะพยายามแก้ไข? มาดูข้อมูลที่สรุปแล้วบางส่วน เป็นดังนี้"
*
...ว่าด้วยคุณทักษิณ คดีเก่าใหม่สะสมไว้เยอะ ขออนุญาติคัดเฉพาะที่มีหมายจับ รวม6คดี
1.หลบหนีไม่ฟังคำพิพากษาของศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ รัฐเป็นเจ้าของ ภรรยาหัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้ซื้อ
คดีที่ 2 ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกหรือ เอ็กซิมแบงก์ ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท โครงการการพัฒนา ระบบโทรคมนาคม เพื่อนำมาซื้ออุปกรณ์ ของบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ในเครือ ชินคอร์ป
หมายจับ ที่3 ทุจริตโครงการหวยบนดิน ความผิดคือ ออกหวยโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย และ รายได้จากการขายหวย ไม่ส่งคลังแต่ไปเข้าบัญชีคนอื่น อ้างเท่ๆว่าเป็นเงินคืนสู่สังคม
คดีที่4ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กลุ่มกฤษดามหานคร ลูกหนี้ที่ไม่ก่อเกิดรายได้ มีใบสั่งอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งไม่สามารถให้ได้ คุณทักษิณเป็นจำเลยที่ 1ล่องหนหายตัวไป ปล่อยคนแก่ติดคุกกันระนาว
หมายจับที่ 5 แปลงสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมมาเป็น ภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจชินคอร์ป มูลค่าความเสียหายกว่า 66,000 ล้าน และ
หมายเลขจับที่ 6 คดีหมิ่น อันนี้เกิดหลังเหตุการณ์ รัฐประหารปี57 คุณทักษิณให้สัมภาษณ์ อัดกองทัพบกน่ารังเกียรจ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ทำความเสียหายแก่บ้านเมือง...!!!???"
(อ้างอิง*.....!!! นสพ. เดลินิวส์ คอลัมน์ เล่นกับไฟ เรื่อง เช็กบิลชินวัตร เป็นธรรมหรือกลันแกล้ง"ส่วนของคุณยิ่งลักษณ์สดๆร้อนๆพวกเราทราบกันดี แยกแยะออก เป็นธรรมกับกลันแกล้ง(อ้างบางตอน)แมงเม่า พุธที่ 13 กันยายน พ.ศ.2560(หน้า10:บางตอน:mangmoa49@gmail.com)
mongkol chegwang at 16/9/60

********************************
บทวิพากษ์ วิภาษวิธี ในวงจรแห่งการพัฒนา กล่าวคือ

"ดัง คาร์ล มาร์กซ์ เคยกล่าวใว้ว่า"ในสังคมเชิงชนชั้นนั้น จะต่อสู้กันตลอดเวลา จนกว่าระบบสังคมนั้น จะปราศจากชั้นชน แต่นั้นจำเป็นจะต้อง ผ่านยุค"ทุนนิยมเสียก่อน และทุนนิยมนั้น จำเป็นจะต้องต่ำช้าสามานณ์เสียก่อน" นั้นคือเหตุและผลของ การพัฒนา
เหตุผลนี้ เป็นประจักษ์ ตั้งแต่อดีตถึงยุคปจจุบัน กล่าวคือ
"มาเคียวเวลลี"ก็เคยกล่าวไว้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ"และ เคยตัดพ้อใว้ว่า(ในโรงนา)จะมีประโยชน์อันใดเล่า ในเมื่อพวกเขาสนใจแต่ในเรื่องปากท้อง(บทความเรื่องเจ้า)แต่มิได้สนใจการเมืองเลย ข้อความนี้เชิงประจักษ์
ผลสำรวจในโพลของทุกแทบจะสำนัก( 2550-2556)ประมาณว่า ประชานส่วนใหญ่ยอมรับได้ ที่ นักการเมือง โกงได้ แต่ ให้ถึงประชาชนบ้าง อันนี้(จะเป็นการจ้างวาน:หรือเปล่าไม่รู้)เป็นเพราะ ในเชิงของอำนาจนั้น ดัง คาร์ล มาร์กซ์ กล่าว อาจจะเป็น ในสาย วิวัฒนาการ หรือว่า ในเหตุผลทางสาย พัฒนาการ ก็แล้วแต่ ในเหตุผลเชิงประจักษ์ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นดังนี้

●ในสมัย กรุงสุโขทัย แน่นอน ตามศึกษา ในด้านประวัติศาสตร์ นั้น เป็นระบบ การปกครอง ในรูปแบบครอบครัว หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ ระบอบ พ่อขุน หรือ แบบพ่อปกครองลูก และเมื่อ รูปแบบ เปลี่ยนแปลง ไป

● ในยุคสมัยของ กรุงพระศรีอยุทธยา ในรูปแบบ การเมืองการปกครอง ก็มีการเปลี่ยนรูปเช่นกัน ในเมื่อ ครั้งแรก มีการใช้รูปแบบ เป็น ครอบครัว แต่ในเมื่อเปลี่ยนยุค แน่นอน รูปแบบ ก็จำเป็นต้อง เปลี่ยนแปลง ตาม กล่าวคือ
อาทิ
รูปแบบเทวสิทธิ์ โองการแห่งสวรรค์ เป็นต้นฯลฯ แต่ก็จำเป็น มีพัฒนาการ เข้าสู่ยุคต่อไป
●ยุคกรุงธนบุรี(คลุมเครือ)

●ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ อันนี้ องค์พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ยังได้ทรงนำ เอา ศาสตร์และศิลป์ดั้งเดิมเข้ามาประยุกตร์ ในรูปแบบ ใหม่ๆ จนเกิด ระบบ ในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในที่สุด แต่ พัฒนาการ(วิวัฒนาการ)ก็ต้องเดินต่อไป กล่าวคือ...!!!???
พัฒนาการในยุคนี้ ก็มีพัฒนาการ มาเป็นลำดับ ดังที่กล่าว พัฒนาการยุคนี้ มีผลกระทบ จาก อารยธรรมตะวันตกเป็นอย่างมาก ในสมัยรัชกาลต่อๆมา โดยเฉพาะผลกระทบ ในสมัยรัชกาลที่๔ และ๕ ในกระแส การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ
การล่าอาณานิคม หรือเมืองขึ้น จนเกิดการปฏิรูปทางปกครองขึ้น ในสมัยรัชกาลที่๕ และผลกระทบ ในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1
ในรัชสมัยรัชกาลที่๖ และ ท้ายที่สุด
รูปแบบ ทางการเมืองการปกครอง ก็มีการปรับเปลี่ยน หรือ อีกนัยหนึ่ง เป็นลักษณะ การผสมผสาน เข้าสู่ การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในสมัยรัชกาลที่๗
นำโดย กลุ่มคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มคณะราษฎร"
อย่างที่กล่าว พัฒนาการ ในยุค การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ก็มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ ทั้งทางด้านการศึกษา จากสำนักต่างๆ มีความเห็นคล้ายๆกัน และ ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ที่อยู่ในรูป การพัฒนาจากบนสู่ล่าง(Y TO -Y)
และเกิดพัฒนาการ จนเกิดเป็น รูปแบบ ในปิรามิทฐานล่าง และฐานบน ตามที่กล่าวพอสังเขป มานั้น กล่าวคือ
Y

-X→→X

-Y
หรือ ศึกษา ในแง่ของ พัฒนาการ ทางประชาธิปไตยฯ โดยไม่ข้องเกี่ยวกับ องค์พระประมุข หรือ สถาบันของชาติ ซึ่ง เป็น ทั้ง เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ อย่างหนึ่งของชาติ และอยู่เหนือการเมือง แต่การใช้อำนาจ ต่างๆ ผ่าน รูปแบบประชาธิปไตยฯ(อำนาจทั้งสามฝ่าย)

ส่วนในผลของการศึกษา เท่าที่กล่าวมา วงจรแห่งการพัฒนา เริ่มจาก กลุ่มคณะราษฎร ทำการอภิวัฒณ์ ทางการเมืองการปกครอง เข้าสู่ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในปีพุทธศักราช2475 ถึง ปัจจุบัน(mongkol chegwang at 1/10/2560) ที่กล่าวแล้วนั้น
วงจรแห่งการพัฒนา แยก พัฒนาการยุคนี้ อาจจะเป็น ดังนี้

●ในยุค1.0 นั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นยุคริเริ่มใช้ รูปแบบ โครงสร้าง และ กระบวนการทางประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดย กลุ่มคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มคณะราษฎร แต่ด้วยเหตุผล ทางการเมือง ประกอบกับ ผลกระทบอยู่ในรูปของ มหาสงครามโลกครั้งที่สอง (จนสิ้นสุด)และโลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค"สงครามเย็น" อย่างไรเสียในยุคนี้ ถึงแม้จะมีความสับสนอยู่มาก แต่การจัดระบบ รูปแบบ โครงสร้าง และกระบวนการ ทางประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ก็ดำเนินต่อไป และยังมีแนวคิด ในการจัดทำ แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจแห่งชาติ ขึ้น เป็นฉบับแรก(2500-2506)ด้วย อย่างที่กล่าว ในยุคนี้ก็สดุดหยุดลง เมื่อเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ในเหตุการณ์นี้ นำไปสู่ปรากฎการณ์ใหม่ๆในยุคต่อไป อย่างไรก็ตาม ในทางการศึกษา จะขนานนามยุคนี้ ว่าเป็นยุค"อำมาตยาประชาธิปไตย"(ภาษารัฐศาสตร์)...!!!???
[2475-2516]

●ยุค 2.0 ในยุคนี้ เป็นโลกยุคสงครามเย็น หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นความขัดแย้ง ทางด้านอุดมการณ์
จะเห็นได้จาก ในการพัฒนา นั้น มีจุดกำเนิด ในเหตุการณ์นี้ 14ตุลาคม2516 จนนำไปสู่การได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2517 แต่ก็เกิด เหตุการณ์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
เกิดความขัดแย้งทางด้าน อุดมการณ์ ทางการเมือง ระหว่างฝ่าย ประชาธิปไตยฯ กับ ฝ่าย สังคมนิยม(Socialism) [communist] นำไปสู่การได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2521 และ
ถูกแก้ไขโดย ประกาศคณะปกครอง ที่ 66/2523(คปค.66/23)เหตุการณ์ จึงผ่อนคลาย และเข้าสู่โหมด การพัฒนา ทางด้าน ระบบเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น
จะเห็นได้จาก แนวนโยบาย "การเมืองนำการทหาร"และ แนวนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า"เป็นต้น แต่ในยุคนี้ ก็มีอันต้องสดุดอยุดลง ในปี 2534 ต่อเนื่องในเหตุการณ์ พฤษภาคม พ.ศ.2535...!!!???
และ ในวงจรแห่งการพัฒนา อาจจะกล่าวได้ว่า การพัฒนา ในยุคนี้ อาจจะถือได้ว่า เป็นการประทะสังสรรค์ เชิงชั้นชน หรือ การประนีประนอม ระหว่างฝ่าย หรือ ทางผลศึกษาทั่วไป เรียกยุคนี้ว่า "ยุครัฐข้าราชการ" หรือ ยุค เทคโนแครต ที่ปกครองโดย คณะบุคคล หากเรียกกันทั่วไป ในทาง รัฐศาสตร์ อาจจะเรียก ยุคนี้ว่า"ยุค คณาประชาธิปไตยฯ มากกว่า การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่นั้น วงจรแห่งการพัฒนา(development of cycle)อาจถือได้ว่า เป็นการพัฒนา ผสมผสาน ลงมา(Y TO -Y)จากบนลงล่าง และสิ้นสุดยุค ในปี พ.ศ. 2534-2535 ดังกล่าวมา
[2516-2535]
mongkol chegwang at 2/10/2560

● ยุค 3.0 การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีพัฒนาการ ผสมผสาน ต่อเนื่องในเหตุการณ์ ในเหตุการณ์นี้ พฤษภาทมิฬ และ ปรากฏการณ์ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2535 นั้น
ในวงจรแห่งการพัฒนา อาจจะกล่าวได้ว่า ในยุคนี้มีการพัฒนา ในระบบ เศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น พัฒนาความเป็นเมืองมากขึ้น(จีดีพี)มีการขยายกระจาย สาธารณูปโภคพื้นฐาน ออกสู่ภูมิภาค มากขึ้น และการได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2540 ที่เป็นที่กล่าวขานกัน เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ฉบับหนึ่งของไทย ที่เคยมีมา(โปรดศึกษาในหมวดต่างๆ)เช่น เรื่อง สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค(ภราดรภาพ)และ การกระจายอำนาจและงบประมาณ บางส่วน ลงสู่ท้องถิ่น ฯลฯเป็นต้น
แต่
ในปีเดียวกันที่ประกาศใช้(2540)รัฐธรรมนูญ ที่ปัญหาทางสังคม ที่สั่งสมมา เช่น ผู้คนมุ่งสู่เมืองใหญ่(กรุงเทพฯ)มากขึ้น ในการสร้างเมือง(อุตสาหกรรม)และปัญหานานาประการ เช่นชุมชนแออัด ยาเสพติดฯลฯ และ อื่นๆ ทียังไม่ได้กล่าวในที่นี้
แถม
ในปี2540 ก็ยังเกิด วิกฤติทางเศรษฐกิจ(ต้มยำกุ้ง)ครั้งใหญ่ จนสั่นสะเทือนไปทั่วโลก จนต้องมีการจัด กระบวนทัศน์ กันใหม่ ทั้งในด้าน การเมือง สังคมและเศรษฐกิจ เช่นใน แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจแห่งชาติ ระบบเกษตร ช่วยผยุง ทั้งในด้านแรงงาน และระบเศรษฐกิจ เป็นต้น จนถึงขั้นมีความเป็นเสถียรภาพมากขึ้น ในช้วงปี พ.ศ.2543
"ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง ในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช(มหาราช)ได้ถูกนำมาปรับปรุงประยุกต์ใช้ และ ได้ผลเป็นอย่างดี
จนอาจจะกล่าวได้ว่า รัฐไทย หรือ สยามประเทศ พร้อมที่จะเดินหน้า พัฒนา เข้าใกล้ ยุค 4.0 ต่อไป
ยุค 3.1
ในความเป็นจริง สยามประเทศ น่าจะก้าวข้ามยุค 3.0 ไป แต่ ในวงจรแห่งการพัฒนา อาจจะกล่าวได้ดังนี้
ในปี พุทธศักราช 2544
ในยุคนี้ สับสนวุ่นวายไปพอสมควร เหล้าเก่าในขวดใหม่ เหล้าใหม่ในขวดเก่า
คิดเก่าทำเก่า และ
คิดเก่าทำใหม่ หรือ
คิดใหม่ทำใหม่ ดูยุ้งเหยิงไปหมด
กล่าวคือ
เมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยุบพรรคพลังธรรม(ไม่ใหวแล้วพี่ผมจำเป็นต้อง...???)แล้ว
ออกไปตั้งพรรคใหม่(ควบรวมพรรค)จัดตั้งพรรค(บริษัทจำกัด(มหาชน))"ไทยรักไทย"และชูแนวนโยบาย "คิดใหม่ทำใหม่ เพื่อ(ใครสักคน)ไทยทุกคน"ชูตัวผู้นำ"รวยแล้วไม่โกง"(จริงเหรอ)ในแนวนโยบาย ที่หลากหลาย(ประชานิยม)จนถูกใจประชาชน และได้(ซื้อ)คะแนนเสียงอย่างท้วมท้น ได้จัดตั้งรัฐบาล ในปี พ.ศ.2544 และ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร(ผมมีวันนี้เพราะพี่ให้)เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในปีเดียวกัน นั้น
การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในปี พ.ศ.2544 ภายไต้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ทำให้ฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)มีความเข้มแข็งมาก(ตรวจสอบแทบไม่ได้)นั้น
ได้ออกดำเนินตามแนวนโยบาย ที่ได้หาเสียงใว้ กล่าวคือ
ความหลากหลายเชิง แนวนโยบาย วงจรแห่งการพัฒนา ก็อาจจะวิเคราะห์ ได้ โดย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ กล่าวคือ(ตัวตัวแบบ จากล่าง(-Y)ขึ้นบน(To Y) กล่าวคือ
1. ในระดับฐานล่าง(ฐานราก(-Y))
2. ในระดับชั้นกลาง(เมือง)
3. ในระดับเม็กกะโปรเจ็ค(ขนาดใหญ่)และ
4. ในระดับต่างประเทศ(Environment)

ในความน่าจะเป็น ตามโครงสร้างและกระบวนการ ในระบบรัฐสภาฯ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในวงจรแห่งการพัฒนา กำหนด ในปิรามิทฐานบน กล่าวคือ
Y

-X→ ●→X
เมื่อ
-X=รัฐธรรมนูญ เมื่อ
Y = อำนาจฝ่ายบริหาร(คัดกรองโดยสภา) เมื่อ
●(เธตาหน่วย)=รัฐสภาฯหรือ อำนาจตัวแทนประชาชน(คัดกรอง,แต่งตั้ง,สนับสนุน,คัดค้าน,ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และ การเปลี่ยนแปลงหรือออกกฎหมายอื่นๆฯลฯ)
(ปัจจัยนำเข้านี้ เข้าสู่กระบวนการแปรรูปโดย ระบบรัฐสภาฯ) และ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ มีทางออกทางเดียว นั้นคือ
X= ระบบยุติธรรม(Justices)[หรือ ระบบศาล...กล่าวคือ
"สยามประเทศ มีปัจจัยย้อนกลับ(feedback)ในเรื่องนี้บ่อยมาก จะเห็นได้ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายธรรมชาติ(ดู ซิเซโร)ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ตลอดระยะเวลา การพัฒนา ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ที่เริ่มมาตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน(2560)ตลอดระยะเวลา การพัฒนา ประชาธิปไตยฯ ในรอบ85 ปี สยามประเทศ มีรัฐธรรมนูญ ใช้แล้วถึง 20 ฉบับ(อัตราเฉลี่ย 4.25 ปึต่อฉบับ)ทั้งนี้ก็มิได้ผ่านกระบวนการ"ยุติธรรม"แต่อย่างใด?
จะอยู่ที่วังวน การปฏิวัติ (Revolution)การออกกฏหมาย รัฐธรรมนูญ(Nature Laws)และ การปฏิรูป(Reform)มากกว่าแบบถอนรากถอนโคน แต่นั้น ก็เป็นเหตุผล หรือ วัฏจักร(Feedback) หรือ พัฒนาการ ทางการเมือง ของ สยามประเทศ จนยากต่อการปฏิเสฐได้ ลักษณะ การใหลวนนี้ ดังกล่าวมา คือ การพัฒนา ผสมผสาน ระหว่างชั่นชน ที่อยู่ใน ปิรามิทฐานบน ดังกล่าวมา
จะเห็นได้จาก การปฏิวัติรัฐประหาร ในสยามประเทศ ตลอดระยะเวลา 85 ปี การปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ เกิน 10 (18)ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ อย่างที่กล่าว การพัฒนา นี้ เป็นการผสมผสาน ระหว่าง ชั้นชน ดัง คาร์ล มาร์กซ์ กล่าวใว้ข้างต้น นั้นคือ เหตุที่มีการ ปฏิวัติรัฐประหาร พ.ศ.2549 และ การปฏิวัติรัฐประหาร 2557 ก็เป็นเพราะ รัฐไทย(Thailand)ในช้วง ปีพุทธศักราช2544-2549 นั้น หาใช่ ระบอบการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ไม่ แต่เป็น
"ระบอบธนาประชาธิปไตยฯ" ไป
สำหรับ ส่วนผสม หรือ การผสมผสาน เป็นดังนี้
●อำมาตยาประชาธิปไตยฯ ผสม

●คณาประชาธิปไตยฯ ผสมกับ

●ธนาประชาธิปไตยฯ แต่
ก็เข้าใกล้ การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มากแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น "เรามาขยายความต่อกัน...!!!???"
m.k.c. 6/10/2560

*******************************
กล่าวคือ
ในปีพุทธศักราช2544 เกิดมิติใหม่ๆ และกระแสใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น กระแสทางด้าน การเมือง
Y

-X→ ●→X
(ปิรามิทฐานบน ใน วงจรแห่งการพัฒนา)
...ที่จุดกระแสปูมสุดๆยุคหนึ่ง...จะได้กล่าวต่อไป...!!!???

และอีกกระแสหนึ่ง ที่จุดประกาย และสร้างความหวัง อย่างยิ่งยวด นั้นคือ
"ระบบเศรษฐกิจ และ ระบบสังคม"
-X→●→X

-Y
(ปิรามิทฐานล่าง ใน วงจรแห่งการพัฒนา)
[mongkol chegwang at 8/10/2560:02:37 p.m]
เมื่อ
-X =ระบบเศรษฐกิจ(Economy)
เมื่อ
● = การแปรรูปเศรษฐกิจ(ธุรกิจ)
เมื่อ
X = กฎหมาย(Laws)
เมื่อ
-Y =ระบบสังคม(Social systems)
"อาจจะกล่าวได้ว่า ในวงจรแห่งการพัฒนา ปัจจัยนำออก(→X→output...unlimited)ในระบบ สังคมและเศรษฐกิจ มีทางออกทางเดียว เท่านั้นคือ "ระบบกฎหมาย"(Laws System)"
Input→Laws→output→unlimited→and feedback .""...!!!???"
(ดูตัวแบบประกอบ)
กล่าวคือ

ที่วงจรแห่งการพัฒนา กล่าวว่า ยุค3.0 เป็นยุค ธนาประชาธิปไตยฯ นั้น จุดกำเนิด คือ ปีพุทธศักราช2534 ผ่านเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ(ม้อปมือถือ)และเข้า ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้ว ระบบเศรษฐกิจ ก็เฟื่องฟูสุดๆ(2537-2539) แต่แล้ว ระบบเศรษฐกิจ ก็พังพาบลง ในปี2540(ต้มยำกุ้ง) และ ได้รับการแก้ไข โดยได้น้อมนำ "ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง ในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ ใน แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่(8)9-10 ในปี พุทธศักราช 2541-2543 ระบบสังคมและเศรษฐกิจ จึงค่อยๆฟื้นตัว และ เข้าสู่ยุคแห่งความมุ่งหวังอีกครั้ง ทั้งนี้ สรรพกำลังต่างๆ จึงทุ้มเทไปใน รัฐบาล ต่อไป
ในปี พุทธศักราช 2544 จึงเป็นยุคแห่งความหวัง
พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี(ธนาประชาธิปไตยฯ)กล่าวคือ
รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ.2540 ได้วางแนวทางใว้อย่างดียิ่ง แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจแห่งชาติ ก็วางแนวทางไว้อย่างยอดเยี่ยม
แรงขับแรงเคลื่อนในทุกองคาพยพ ทั้งในด้าน ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ ความหวัง ทางด้าน ระบบ เศรษฐกิจและสังคม ถูกทุ้มเทอย่างสุดกำลัง นโยบาย(policy)ใหม่ๆ ถูกเข็นออกมาใช้ แบบมืดฟ้ามัวดิน จับต้นชนปลายแทบไม่ถูก รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ถูกใช้ (ออกกฎหมาย)อย่างเต็มประสิทธิภาพ รัฐสภาฯ แทบไม่น่าห่วง แรงสนับสนุน จากภาคประชาชน อาจจะเรียก ได้ว่า เป็นปรากฎการณ์ใหม่ ในทางการเมืองเลยทีเดียว?

ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ในทาง เศรษฐกิจ(โปรดดูตัวแบบ)
กล่าวคือ
369
258
147
เมื่อ
1.=ทรัพยากรตามธรรมชาติ?
2.=รูปธรรม?
3.=นามปธรรม?
4.=การเคลื่อน?
5.=อุปสงค์?(demand)
6.=การประนีประนอม?
7.=การเปลี่ยนแปลง?
8.=ความเพียงพอ?และ
9.=อุปทาน?(supply)
(ความน่าจะเป็น ใน วงจรแห่งการพัฒนา)m.k.c.
"เดวิด อีสตัน เจ้าของ ทฤษฎีระบบ เคยกล่าวใว้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของ การจัดสรรค์แบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่สังคม"(อ้างแล้ว m.k.c.)

"สิ่งที่จะพูด ใน วงจรแห่งการพัฒนา คือ"
Y
1 1
12 21
123 321
-X1234 4321X(output)
-X1234 4321X(output)
123 321
12 21
1 1
-Y
เมื่อ
Y,
-X, และ
-Y =input แล้วเมื่อ
X =output
นั้นคือ ปิรามิทสองฐาน ดังจะกล่าวต่อไป
กล่าวคือ
(โปรดดูตัวแบบ ประกอบ)

ตามตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ที่กล่าวว่า
1.ยุคสร้างเอกลักษ์และอัตลักษณ์(2475-2516)นััน หรือ ในกรณีศึกษาทาง"รัฐศาสตร์"เรียกตรงกันว่า"เป็นยุค อำมาตยาประชาธิปไตยฯ" แต่ พัฒนาการ ต้องดำเนิน ต่อไป และ เข้าสู่ยุค...!!!???
2.ยุค"นำพาประชาธิปไตย"(2516-2534) ยุคนี้โดยทััวไป วงจรแห่งการพัฒนา เรียกว่า"ยุคคณาประชาธิปไตยฯ"(เทคโนแครต) และ
3."ยุคอาณาประชาธิปไตย"(2534-2549) อันนี้ เอาเข้าจริง ในยุคนี้ ผลออกมา เป็น"ยุคธนาประชาธิปไตยฯ" กล่าวคือ
******************************
m.k.c 12/10/2560

***นั้น...อาจจะกล่าวได้ว่า การพัฒนาทั้งสามยุค เป็นการพัฒนาจากบนลงล่าง (วายสู่ลบวาย)
Y



-Y
ส่วนโครงสร้างและกระบวนการ ทางการเมือง จะอยู่ในรูป ปิรามิทฐานบน กล่าวคือ
Y

-X→●→X(Justice outputs)
ดังกล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะ 2ยุคแรก ที่ผลของการศึกษาจากหลายสำนัก เห็นตรงกันและเรียกตรงกันว่า"รัฐข้าราชการ นั้น นโยบาย และ การพัฒนาจากบนสู่ล่าง เด่นชัดเจน...!!!
ส่วนในยุคที่ 3 นั้น ภาคพลเรือนและพลเมือง(ประชาชน) อาจจะกล่าวได้ว่า มีส่วนผสม ในการพัฒนามากขึ้น(2534-2540) ที่กล่าวเช่นนั้น เป็นเพราะ จุดหักเห บางอย่าง เกิดจาก รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 และ วิกฤติทางเศรษฐกิจ(ต้มยำกุ้ง)ครั้งใหญ่ ในปีเดียวกัน
รัฐธรรมนูญ นั้น ต้องการ การกระจายอำนาจและงบประมาณ บางส่วนลงสู่ท้องถิ่น ในรูปแบบ การพัฒนาจากบนสู่ล่าง และ การพัฒนาจากล่างขึ้นบน จึงเริ่มปรากฎรูปร่าง ในปิรามิทฐานล่าง กล่าวคือ
เมื่อรัฐบาล ในปี2541-2543 ใด้ออกกฎหมายประกอบ(พ.ร.บ)รัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การกระจายอำนาจและงบประมาณ บางส่วนลงสู่ท้องถิ่น จึงเกิด โครงสร้าง และ กระบวนการ ในปิรามิทฐานล่าง อย่างเด่นชัดขึ้น และมีการทดลองใช้ในบางจุด และเพิ่มขยายมากขึ้น ในเป้าหมายจนทั่วประเทศ...
(โครงสร้าง ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา)
-X→●→X(Laws Output)

-Y
เมื่อ
-Y คือ ระบบสังคม เมื่อ
-X→●→X คือ ปัจจัยนำเข้า ,กระบวนการแปรรูป,และ ปัจจัยนำออก (กฎหมาย) ในกระบวนการในระบบเศษฐกิจ และ กระบวนการย้อนกลับ(feedback)ใน ระบบสังคม(-Y)มากขึ้น ดังกล่าวมา จึงเกิดเป็น ปิรามิทฐาณใหญ่(ดูตัวแบบประกอบ)ภายไต้ ปิรามิทสองฐาน...คือ.
Y

-X→●→X

-X → ● ← X
(mongkol chegwang at 14/10/2560 )
หรือ อีกนัยหนึ่ง ก็คือ การมีส่วนร่วมในทางการเมือง ในภาคพลเมือง(ประชาชน)ของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของ"อำนาจอธิปไตย"(ทุกคน)มีมากขึ้น
แต่ อย่างที่กล่าว ในปี2540 ได้เกิด วิกฤติทางเศรษฐกิจ ครั้ง สำคัญ ในทางการเมืองก็สั่นคลอน แต่ได้รับการเยียวยา ในรัฐบาล ปี2541(ชวน)-2543 เช่น
การเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนขั้วทางการเมือง(ชวลิต-ชวน)
การขอกู้เงินธนาคารโลก(ชวลิต)หรือ ไอเอ็มเอฟ ...
การดำเนินนโยบาย(รัดเข็มขัด(ชวน))และดำเนินตามกฎเหล็ก(เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ)อย่างเคร่งครัด หรือ การเสียสิทธิสภาพ ทางเศรษฐกิจ ในปี พุทธศักราช 2540 และ2541-2543

ในปี พุทธศักราช 2541-2543 ในการเสีย สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ(ไม่มีงบลงทุน)จึงจำเป็นต้องเดินตาม"กฎเหล็ก"(11ข้อ)ของ "ไอเอ็มเอฟ" อย่างเคร่งครัด ประมาณว่า ต้องขอกู้เงินเป็น(8ใน9)งวดๆ ทั้งที่การขอกู้มา และ การชำระใช้คืน(การขอกู้ใหม่ ต้องชำระหนี้เก่าก่อน เป็นงวดๆไป)
ในยุคนี้ การแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจ(ต้มยำกุ้ง)จึงต้อง มีการระดมสรรพกำลังในทุกภาคส่วน อาทิ
การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง(ศึกษา กลุ่มงูเห่า)
การมีแนวคิดในทาง "เศรษฐกิจใหม่"(News Economy)
การน้อมนำ"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"(Sufficiency Economy)มาประยุกต์ใช้ ใน แผนพัฒนาสังคมและเศรฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 9.10,11,และ,12
"ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง"(Sufficiency Economy)เดิมที มีการคิดค้นและ ประดิษฐ์สร้าง ในรัชสมัย องค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช(ประมาณ ปี พุทธศักราช ๒๕๐๗:๒๕๑๒ ถึงปัจจุบัน(๒๕๖๐) ใน ในรัชสมัย รัชกาลที่๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ) ในราชวงค์จักรี(ศึกษาราชวงค์ ตามต้นประวัติศาสตร์เรื่อยมาจากกรุง"สุโขทัย")
ทั้งนี้ได้บรรจุใว้ ในแผนการพัฒนา ในระบบ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังที่กล่าวมา
และในยุค รัฐบาล ปีพุทธศักราช 2541-2543 ก็สามารถ แก้ไขวิกฤติในทาง เศรษฐกิจ ได้ดีระดับหนึ่ง

●ยุค3.1 ภายไต้ รัฐบาล ปีพุทธศักราช 2544-2549 กล่าวคือ รัฐบาลยุคนี้ มีจุดกำเนิดในปี พุทธศักราช 2541 กล่าวคือ
ในปี 2541 มหาบุรุษผู้หนึ่งได้ยุบพรรค"พลังธรรม และนำพาสมาชิกพรรค มาก่อตั้ง"พรรค"(บรรษัท)ไทยรักไทย(limited public)มหาชน จำกัด และ ออกประกาศชู นโยบาย(policy)ต่างๆ ผ่านสื่อโฆษณา อาทิ สื่อสิ่งพิมพฺ์(หนังสือพิมพ์)ป้ายโฆษณา(ขนาดใหญ่)สื่อสถาณีวิทยุและโทรทัศน์ ชูนโยบาย"คิดใหม่ทำใหม่เพื่อ(ใคร?)ไทยทุกคน และ แนวทางผู้นำใหม่"รวยแล้วไม่โกง" ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2541-2543 ที่อายุรัฐสภาหมดวาระลง ซึ่ง รัฐบาล ประกาศยุบสภาและประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ
ในปี 2544 พรรคไทยรักไทย ใด้คะแนนเสียงอย่างท้วมท้น ในทางสภาและพรรคร่วมรัฐบาล มีมติ เลือก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร(หัวหน้า พรรคไทยรักไทย)เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และจัดตั้ง คณะรัฐบาล และเริ่มดำเนินนโยบาย ตามที่ประกาศ(สัญญาประชาคม)ไว้
นโยบาย(policy)เชิงสาธารณะรัฐ ของรัฐบาล(2544)ถูกเข็นออกมาใช้ อย่างมากมาย อาทิ นโยบายทางด้าน สังคมและเศรษฐกิจ และ ความหวังอันยิ่งยวด ในทางการเมือง
รัฐบาล ปีพุทธศักราช 2544 ภายไต้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 จึงออกดำเนินการ ตามนโยบายต่างๆเหล่านั้น ภายไต้
รัฐธรรมนูญ ที่เอื้อต่อเสถียรภาพของ รัฐบาล อำนาจของ นายกรัฐมนตรี เสียงสนับสนุน (แทบจะทุกภาคส่วน)ในภาคส่วนต่างๆ ทั้งในภาคประชาชน(ทั่วไป)และ คแนนเสียง ในสภาผู้แทนราษฎร
"คำสั่ง"(กฎหมาย)ของ นายกรัฐมนตรี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ นโยบาย ปราบปรามยาเสพติด และ ผู้มีอิทพล การจัดระเบียบสังคม การจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ นายกทักษิณคุยกับประชาชน เพื่อ เป็นแนวทางในการ สื่อสารมวลชน
ในทางสภาฯ แทบไม่น่าห่วง ทั้งคะแนนเสียงสนับสนุน และ การออกกฏหมาย(พ.ร.บ 2545)การเพิ่มขวัญและแรงจูงใจ ในต้นทาง(ตำรวจ)ในความยุติธรรม แรงจูงใจในประชาชนฐานราก(รากหญ้า)อาทิ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนในเขตเมือง เช่น พักชำล่ะหนี้เกษตรกร บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทได้(บางโรค)ทุกโรค รับจำนำข้าว และพืชผลในทางการเกษตร , วินแท็กซีมอเตอร์ไซด์และรถตู้โดยสาร บ้านเอื้ออาทร และ นโยบายต่างฯลฯ เป็นอาทิ เหล่านี้
ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก ทั้ง นโยบาย ในระดับใหญ่ต่างๆ(เมกะโปรเจ๊ค)อีกหลายโครงการ ฯลฯอื่นๆ แต่
ในการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ปีพ.ศ 2544-2548 ก็มีข้อครหา วิพากษ์วิจารณ์ อย่างมากมาย อาทิ
*กรณีปั้นหุ้น(2545)และซุกหุ้น(ภาคหนึ่งและภาคสอง)...!!!?
*กรณี ในการพัฒนา ในด้านพลังงาน(ป.ต.ท.สผ.:จิ๊ฟฟี่)...!!!?
*กรณี การปราบปรามยาเสพติด และ ผู้มีอิทพล(2,500ศพ)อย่างรุนแรง...!!!?
*กรณี การจัดสรรค์งบประมาณ(จัดตามฐานเสียงก่อน)ที่ไม่มีความเป็นธรรม...!!!?
*กรณี เป็นเผด็จการ(ไม่สนใจสภาฯและไม่มาตอบกระทู้สดในสภาฯ)ในรัฐสภา และการตรวจสอบ(ยื่นอภิปรายในสภา)มิอาจกระทำได้(ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540)...!!!?
* กรณี การขอกู้ใหม่(เพื่อนำเงินมาพัฒนา)โดยไม่ผ่านมติหรือนำเข้ารัฐสภา...!!!?
*กรณี การออกกฏหมาย(เผด็จการรัฐสภา)เอื้อ ในผลประโยชน์และในเชิงธุระกิจ(ผลประโยชน์ซ้อนทับ)และในเชิงนโยบายแห่งรัฐ...!!!?
*กรณี การปล่อกู้(ตัดสินแล้ว;พม่า)ให้กับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน และเอื้อต่อธุกิจของตน(เอไอเอส)...!!!?
*กรณี การสัมทานในระบบดาวเทียม(ไทยคม,ไอพีสตาร์)ในสื่อโทรมนาคมแห่งรัญ...!!!?
* กรณี ของการแทรกแซงสื่อ(ผู้จัดการ,รายการเวทีสัจร)ในมิติต่างๆ...!!!?
* กรณี การทุจริต(ที่ดินรัชดา,ขายหุ้นให้กับ บ.เทมาเส็ก ประเทศ สิงคโปร์)คอรัปชั่นในรูปแบบต่างๆ(ดูงานเขียนเสนาะ เทียนทอง ประกอบ)...!!!?
*กรณี การใช้ความรุนแรง(กรือแซ๊ะ-ตากใบ)ต่อผู้ชุมนุมประท้วง(กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย)ขับไล่ และมีแนวคิดต่างทางการเมือง...!!!?
*กรณี โครงข่ายโทรศัพธ์มือถือ(พีแพจ)แบบเติมเงิน(วันทูคอล:เอไอเอส)ฯลฯอื่นๆ...!!!? และ
*กรณี ในแนวนโยบาย "ประชานิยม"ที่ทำให้เกิดความเสียหายแห่งรัฐ"(ลด,แลก,แจก,แถม)กับการมอมเมาประชาชน ในด้านต่างๆ อาทิ หวยไต้ดินนำมาใว้บนดินอย่างถูกกฎหมาย(ความพยายามในการเปิดบ่อนกาสิโน)แต่ไม่นำเงินส่งเข้าท้องพระคลัง(ใช้เป็นทุน กยศ.)หลวง เป็น อาทิ และ
*กรณีอื่นๆ ที่ยังมิได้กล่าวในที่นี้...!!!?
ดังกล่าวมาข้างต้น เป็นข้อ วิพากษ์วิจารณ์ ในปี 2544-2548 และยิ่งในปี 2549 ที่มีการยุบสภา แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ ยิ่งมีข้อ วิพากษ์วิจารณ์ ในเชิงแนวนโยบาย ประชานิยม อย่างกว้างขวาง และ ปรากฏการณ์ การซื่อสิทธิขายเสียง ก็ปรากฎ เป็นที่ประจักษ์ พบเห็นได้เป็นการทั่วไป(โปรดศึกษา สื่อต่างๆ 2544-2549)
ดังกล่าวนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า จากการวิพากษ์วิจารณ์ ในแนวทางประชานิยม ในรัฐบาล ปีพ.ศ. 2544-2549 ที่เริ่มจะสวนทาง กับแนวทาง"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" แต่ดังที่กล่าวข้างต้น
การพัฒนาในสองยุคแรก ที่กล่าวว่า เป็นยุคของรัฐข้าราชการนั้น และ เป็นการบริหาร จากบนลงล่าง ระบบราชการนั้น มีความใหญ่โต มีระบบระเบียบมาก ขาดความคล่องตัว หรือ อีกนัยหนึ่ง มีความล่าช้าในการบริหารแผน แต่มีความแม่นยำสูง ส่วนประชาชน ก็โดยมากจะขาดการมีส่วนร่วม ทั้งในทางการเมือง และในแนวทางการพัฒนาด้านต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถึงจะมี ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ยังมีส่วนน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ถ้าเปรียบเทียบ ในเรื่องของ ประชากร ในสมัยนั้น กับประชากรในปัจจุบัน(2560) จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันอยู่มาก ในการเพิ่มขึ้นของประชากร(ประชาชน)และนั้นเป็นเหตุ เป็นผลในการพัฒนา ในยุค 1.0 และ 2.0 ตามลำดับ(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)...!!!???

ส่วนในยุค 3.0. นั้น(2534-ปัจจุบัน(2560) การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีพัฒนาการ มากขึ้น จะเห็นได้จาก นโยบาย(policy)ต่างๆที่จับต้องได้ และมุ่งสู่ประชาชนมากขึ้น การมีส่วนร่วม ในทางการเมือง และ ด้านการพัฒนา ก็มีมากขึ้น ตามลำดับ โดย รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ในเรื่องของ การกระจายอำนาจและงบประมาณบางส่วนลงสู่ท้องถิ่น นั้นมีความชัดเจนมาก แต่ อย่างที่กล่าวมา ในปี2540 ได้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ครั้งใหญ่ จึง มีการปรับกระบวนทัศน์กันใหม่ นั้นคือ
การน้อมนำ"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"มาประยุกต์ใช้ ในแผนการพัฒนา สังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 8,9,10 ตามที่กล่าว จนระบบเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว ในช้วง ปีพ.ศ.2541-2543 นั้น ความหวังอันเรืองรอง ในการมุ่งสู่ยุค 4.0 ก็พอมองเห็นลางๆ และ
เข้าสู่ยุค 3.1 ในปี พ.ศ.2544-2549 ตามที่กล่าว ความสับสนชุลมุนชลเก ทั้งในด้านเชิง นโยบาย"คิดใหม่ทำใหม่เพื่อไทยทุกคน"ถูกนำมาประยุกต์ใช้ แบบมืดฟ้ามัวดิน จับต้นชนปลายแทบไม่ถูก การบริหารแบบ บรรษัท ประเทศไทย(มหาชน)จำกัด[เชิงธุรกิจ]ถูกนำมาประยุกต์ใช้ สร้างความหวังกำลังใจ ในแนวประชานิยม (ลดแลกแจกแถม)จนเป็นที่ติดอกติดใจ โดยเฉพาะ ประชาชนฐานราก ที่จับต้องได้ ในเชิงแนวนโยบาย การตัดสินใจ แบบบริษัท(รวดเร็ว)จำกัด ในการทำโครงการต่างๆ ประเดประดังเข้ามา ฝ่ายบริหารตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ นิติบัญญัติ ก็คอยออกกฎหมายตาม แต่ก็เหมือนสภาฯตรายาง ที่ไม่สามารถกลั่นกรองอะไรได้มากนัก โดยเฉพาะ การตรวจสอบ รัฐบาล นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย(เปิดอภิปรายไม่ใว้วางใจและลงมติไม่ได้)ระบบความ"ยุติธรรม" ถูกโยกย้ายและสั่นคลอนเป็นอันมาก และแถมด้วยรางวัลนำจับ ในบุคลากร ความยุติธรรมเบื้องต้น นั้นคือ ข้าราชการตำรวจ ระบบศาล พิพากษาออกมา(ผิดโดยไม่เจตณา 2545)แบบค้านสายตา ประชาชน(มติไม่เป็นเอกฉันท์)
บรรษัท ประเทศไทย(มหาชน)จำกัด จึงถูกใช้ในยุคนี้ โดยเอาเข้าจริง มีการ วิพากษ์วิจารณ์ ว่า
เป็น "ธนะกิจการเมือง" ไป กล่าวคือ
→เศรษฐกิจ→ธนะกิจ→กฎหมาย
↑ ↑↓ ↓→
↑ ธุรกิจ ↓
↑ ↑ ↓
↑←←←←ระบบสังคม←←←←
(ปัจจัยย้อนกลับในปิรามิทฐานล่าง)

(development of cycle model by mongkol chegwang at 17/10/2560.)

ที่กล่าวเช่นนี้ กล่าวคือ อาจจะกล่าวได้ว่า การเมืองในระบอบ"ธนาประชาธิปไตยฯ นั้น หากเปรียบเทียบ ก็เป็นประมาณว่า"เป็นการเมืองของระบอบทุนนิยม"(capitalism)นั่นเอง
กล่าวคือ
กล่าวได้ว่า นี้ คือ สาเหตุหนึ่งในหลายสาเหตุ ที่นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่? ดังจะได้กล่าวต่อไป

"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"(Sufficiency Economy philosophy) ในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ อาจจะกล่าวได้ว่า ถึงแม้จะมิใช่ปรัชญาใหม่เสียทีเดียว แต่ก็กล่าวได้ว่า เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง"สองลัทธิฯ" กล่าวคือ

→●C→●S←So● เมื่อ
●C=Capitalism
●S=Suficiencylism และ
●So=Socialism
กล่าวคือ ความน่าจะเป็น ในตัวแบบของ วงจรแห่งการพัฒนา
อาจเป็นดังนี้
→●C→●S←So●←

(Suficiency Economics Philosophy)
[mongkol chegwang at 21/10/2560.]

ที่กล่าวเช่นนี้ ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา อาจจะกล่าวได้ว่า โดยแท้จริงแล้ว"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" จะเป็นระบบเศรษฐกิจ"แห่งการแบ่งปัน"มากกว่า ในรูปแบบอื่น
●C=การพัฒนาในทาง นวัดกรรม วิทยาการจัดการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มากกว่า ส่วน
●So=การพัฒนาในทาง ความน่าจะเป็น ในทางวิทยาศาสตร์ "ทางสังคม"มากกว่า ในส่วนของ
●S=อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการพัฒนา ทั้งสองระบบ"เข้าด้วยกัน" และเป็น"นวัตกรรมใหม่"ก็อาจจะกล่าวได้ กล่าวคือ

ในปีพุทธศักราชราว2545(5/12/2545) องค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้มีกระแสพระราชดำรัส เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ในทำนองที่ว่า(โปรดศึกษาฉบับเต็ม)
"เราก็พูดเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง มาบ่อยแล้ว ก็ดูเหมือนว่าทุกท่านในมหาสมาคมในที่นี้ จะฟังไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง นี้ อาจจะมีหลายส่วน อาจจะมีถึงสี่ส่วน ทีนี้ก็มิใช่เรื่องใหม่ แต่ว่าเราต้องทำให้พอ เราอาจจะเริ่มทำ เพียงบางส่วน ยังไม่ต้องทำจนครบ ทั้ง 4 ส่วน เราอาจจะทำ เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่(1/4)ก่อน และทำให้พอ แล้วค่อยขยายเพิ่มขึ้นไปยังส่วน ในส่วนต่างๆ จนครบทั้งสี่ส่วน ค่อยๆทำ และทำจนครบ ถือว่าพอเพียง"เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง"
(ข้อมูลอาศัยความจำ โปรดศึกษา พระราชดำรัส ฉบับเต็ม)

สอดคล้องกับ ในเวลาต่อมา เจ้าสัว นายธนินทร์ เจียรวรานนทร์ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ได้เขียนบทความ (นำเสนอฯ) ในบทความในการพัฒนาประเทศ นั้นคือ"ทฤษฎีสองสูง" กล่าวคือ
สูงแรก คือ ยกระดับรายได้ภาคแรงงานและรายได้เกษตรกรให้สูงขึ้น
สูงที่สอง คือ ยกระดับรายได้ภาคข้าราชการ ให้มีระดับสมเหตุสมผล ต่อระดับหน้าที่การงาน และความมีเกียรติยศชื่อเสียง
(โปรดศึกษา ฉบับเต็ม)
และ
ในเชิงเศรษฐกิจ หรือ ในเชิงเศรษฐศาสตร์(จีดีพี)ชาตินั้น
จากผลการศึกษา ที่เป็นประจักษ์ในกรณีทั่วไป จะได้ว่า
เมื่อ
Y
1 1=20%
12 21=30%
123 321=30% และ
→-X 1234●4321=20%→Xนั้น
-Y
จะเห็นได้ว่า
ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา คือ

Y=(สถาบัน)
1 1=20%
12 21=10%
123 321=10%
→-X1234 4321=10%X→

→-X1234 4321=10%X→
123 321=10%
12 21=10%
1 1 =20%
-Y(สังคม)
จะได้ว่า
Y=20%
-X=60% และ
-Y=20%
(mongkol chegwang at 22/10/60)
จากผลการศึกษา สำรวจรายได้ประชากร หรือรายได้สหประชาติ ที่ประเทศไทย มีรายได้ของสหประชาชาติ ต่ำกว่ารายได้ประชากรในหลายประเทศในกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน อาทิ เป็นรอง ประเทศสิงคโปร หรือ ประเทศมาเลเซีย อื่นๆ และเป็นรองมิตรประเทศเพื่อนบ้าน อย่างญี่ปุ่น เกาะฮ้องกง เป็นต้น นั้น จากผลการศึกษา และสำรวจในหลายสำนัก เห็นตรงกันว่า
1.รายได้ต่อหัวสำหรับประชากร ที่มีส่วนน้อยที่สุด กลับมีรายได้มากที่สุด และมั่งคั่งที่สุด ในประเทศประมาณ 20%(และอ้างว่าเสียภาษีต่อรัฐสูงสุดเช่นกัน)...!!!?

2.รายใด้ต่อหัวสำหรับประชากร ที่มีจำนวนมากสุด และลดหลั่นกันลงไป อาทิ
2.1 รายได้ต่อหัวสำหรับประชากร ในชนชั้นกลางไปหาสูง...!!!
2.2 รายได้ต่อหัวสำหรับประชากร ในชนชั้นกลางไปหาต่ำ แต่โดยสรุปแล้ว

3.รายได้ต่อหัวสำหรับประชากร ที่อยู่ชั้นล่างสุด(ฐานราก)ที่รวมกันแล้ว จะมีประชากรมากสุด โดยเฉพาะในภาคกสิกรรม กลับมีรายได้ต่ำสุด,น้อยสุด,หรือระดับปานกลางมากกว่า รวมถึงภาคแรงงาน และวิชาชีพเฉพาะอื่นๆ ชึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ...!!!
ดังนี้ เมื่อนำค่าเฉลี่ยสูงสุด หารด้วยค่าเฉลี่ยต่ำสุด จึงเป็นค่าเฉลี่ยกลางๆ ที่ยังต่ำอยู่เสมอ...!!!
เหล่านี้ จึงเป็นหลักทางเศรษฐศาสตร์หลัก ที่เป็นดัชนีชี้วัด ในความมั่งคั่งของรายได้ของสหประชาชาติ(วัดความเจริญ และ/หรือ ด้อยการพัฒนา)ซึ่งสอดคล้องกับ เศรษฐศาสตร์ทางสังคม กล่าวคือ ก็คือการลดความห่าง ระหว่างคนรวยที่สุด กับคนจนที่สุด มาให้ใกล้กันที่สุด หรือ อย่างสมเหตุสมผลที่สุด ในการอยู่ร่วมกันอย่าง"ศานติสุข"และ/ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้มากที่สุด นั้นเอง

"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"เป็นปรัชญาแห่งความแบ่งปัน"
ในความหมายนี้ วงจรแห่งการพัฒนา มองว่า
ดังคำกล่าวของ"เดวิด อีสตัน"ที่กล่าวว่า"การเมืองเป็นเรื่องของ การจัดสรรค์แบ่งปัน สิ่งที่มีคุณค่าคืนสู่สังคม"
ดังพระราชดำรัสของ "องค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ"(รัชกาลที่๙)"ในปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง นั้นอาจจะมีหลายส่วน อาจจะมีถึง4ส่วน ค่อยๆทำทีละส่วน จนครบทั้ง4ส่วน ก็ถือว่า"พอเพียง"

สอดคล้องกับ แนวคิด ทฤษฎีสองสูง ของธนินทร์ เจียรวรานนทร์ ในการยกระดับ รายได้เกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อย และข้าราชการชั้นผู้น้อย อย่างสมเหตุสมผลที่สุด...!!!

พระราชดำรัสเชิงปรัญชา ในองค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง(บางตอน:โปรดศึกษาเพิ่มเติม)ความว่า
"ประเทศไทย ยังเป็นประเทศยากจน เมื่อเราจนเราก็ทำแบบยากจนไปก่อน จะไปทำอย่างประเทศร่ำรวย มีแต่จะจนไปอีก เมื่อจนไปอีกเราก็แก้ไขอะไรไม่ใด้"(ศึกษาฉบับเต็มอีกครั้ง) กับพระราชดำรัสบางตอนที่ว่า"ประเทศไทยเป็นเมืองกสิกรรม เมื่อชาวบ้านเขาอยากกินปลา เราสมควรไห้เบ็ด(เทคโนโลยีฯ)แก่เขา แต่ไม่สมควรให้ปลาแก่เขา เป็นเพราะเมื่อเขากินปลาหมด ชาวบ้านก็จะมาขอปลาอีก แต่เมื่อเราให้เบ็ด(เครื่องมือ)แก่เขา ชาวบ้านก็จะหากินได้เอง และหาได้ตลอดไป...(ประยุกต์ความบางตอน โปรดศึกษาพระราชดำรัสฉบับเต็ม)

ในปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง นี้ มีผู้ศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้มากมาย ในทุกภาคส่วน แต่จากการศึกษาวิเคราะห์(ดู สุเมษ ตันติเวชกุล)มีความเห็นตรงกันว่า
อยู่ภายไต้ สามห่วงสองเงื่อนไข กล่าวคือ
●ห่วงแรก คือ ความพอเพียง กล่าวคือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท และ ทำอะไรก็ได้? ภายไต้ความเพียงพอ เช่น พอมี,พอกิน,พอใช้,พอเก็บ,และพอจำหน่ายจ่าย หรือ แจก ฯลฯอื่นๆ เป็นต้น...!!!?
●ห่วงที่สอง คือ "ความมีเหตุและผล"ทั้งทางด้านวิชาการ(ภาคทฤษฎี)และภาคการปฎิบัติ(ภูมิปัญญาฯ)ในเชิงประจักษ์...!!!?
●ห่วงที่สาม คือ "เกิดภูมิคุ้มกัน(ภูมิปัญญา)ในตัวเอง"
และ
ในสามห่วงนั้น มีบทสรุปย่อ ออกมาเป็นสองประการ คือ"การมีความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม"
กล่าวคือ
1.การมีแต่ความรู้หรือใช้แต่องค์ความรู้(ฉลาด)และนำไปใช้โดยไร้คุณธรรม(สิทธิเสรีภาพ และความของมนุษยชน)สิ่งนี้ไร้ค่า หรือ มีราคาน้อย...!!!?
2.การไร้คุณธรรม(ใช้แต่ความรู้)ตามข้อ 1 นั้น อาจจะแบ่งแยกคำว่า"คุณธรรม"ออกไปอย่างน้อย สองประการ กล่าวคือ
*ประการแรก คุณธรรมทาง"โลกุตละ" คุณธรรมในข้อนี้ มีความละเอียดและลึกซึ่ง ในแง่"ธรรมชาติ"(ธรรมะ)เป็น"ธรรมดา"ที่สามัญชนหรือบุคคลธรรมดาจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ(แต่เข้าถึงได้)ซึ่ง ในโลกโลกุตละ นี้ นักปราชญ์ ราชเมธี ผู้รู้(Guru)ในสายต่างๆรู้ดี เช่น ในสายพุทธศาสนา มีพระมหาศาสดา(พระมหาพุทธมโคดม)หรือ พระพุทธเจ้า ที่ทรงบำเบ็ญเพียร(543)ก่อน คริสตกาล และรวมเป็นคำสั่งสอน(พระไตรฎิดก) ก่อตั้ง(พระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์)มาแล้วกว่า 2560 ปี และสำนักต่างๆ อีก ที่ยังมิได้กล่าวในที่นี้ เช่น ซิกส์,พราห์ม,ฮินดู,คริสต์,อิสลาม,ขงจื่อ,เต๋า,และอื่นๆฯลฯเป็นต้น...!!!???
*ประการต่อมา เป็น คุณธรรม "ทางโลกีร์ยะ" อันนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นธรรม"ทางโลก" เช่น ความเชื่อ,ความศรัทธา,ความรัก,ความเอื่ออาทรธ์,ต่อกันและกัน,หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การสมานฉันท์(สามัคคี)แบ่งปัน ซึ่งกันและกัน ในอันที่สิ่งพึงมีพึงได้ และอื่นๆฯลฯเป็นต้น...!!!?
แต่ ในทั้งสองข้อคือ
*ประการต่อมา คือ กฎ,ระเบียบ, หรือกฎหมาย(Laws) ที่จะต้องออกกฎระเรียบ ตามกฎทั้งสองข้อข้างต้น กล่าวคือ
●ในข้อความประการแรก ก็คือ กฎหมาย"ธรรมชาติ"(ดู ซิเซโร) หรือ"กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ส่วน
●ในข้อความประการที่สอง ก็คือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ. , พ.ร.ก. ,กฎกระทรวง,กฎระเบียบ ต่างๆ ฯลฯอื่นๆ เป็นต้น...!!!? ดังนี้
"คำว่า คุณธรรม" จึงมีความหมายกว้างใกลมาก พอๆกับองค์ความรู้ที่พึงประจักษ์ใด้(บางส่วน)ในปัจจุบัน เหล่านี้
คือ"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"(สังเขป โปรดศึกษาเพิ่มเติม)
m.k.c. 23/10/2560
→→→→→→→→→→→→→↓

...บทสรุปย่อในการ...
วิพากษ์ และ/หรือ
วิจารณ์(ใครไม่รู้แหล่ะ) นั้น อาจจะเป็นดังนี้(เอาไงดี...!!!?กล่าวคือ

******************************
วิพากษ์ วิจารณ์ และ วิเคราะห์...!!!?
m.k.c. 25/10/2560(แล้วสรุปนร้อ)
บทวิพากษ์
ประเทศไทย มี
๑. บทวิพากษ์ กล่าวคือ
"ประเทศไทย เป็นแดนดินและมีถิ่น อัน อุดมสมบูรณ์ แห่งหนึ่งของโลก แต่ทำไมประเทศไทยยังไม่เจริญ...!!!???
ในบทวิภาษวิธี ที่กล่าวเชิงชั้นชนนั้น ประเทศไทย มีพัฒนาการ มาเป็นลำดับ ในการปกครองในเชิง คนๆเดียว หรือ ระบอบกษัตริย์ นั้น มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคกรุง สุโขทัย พัฒนาผ่านยุคผ่านสมัย กรุงพระศรีอยุธยา ผ่านกรุงธนบุรี และเข้าสู่ยุค กรุงรัตนโกสินทร์ มีกรุงเทพพระมหานคร เป็นราชธานี ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักร ถึงแม้จะเสียเอกราช ถึงสองครั้งสองครา แต่ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็สามารถกอบกู้เอกราช เองได้ทั้งสองครั้ง
ครั้งแรก กอบกู้โดย องค์พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ครั้งที่สอง กอบกู้โดย สมเด็จเจ้าพระยาตากสินมหาราช และต่อมา
มีการเปลี่ยนบ้านแปลงเมืองใหม่ โดย
องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(เจ้าพระยาจักรี)ทหาร ทรงย้ายราชธานี จากกรุงธนบุรี(ฝั่งตะวันตก)มาอยู่อีกฝั่งหนึ่ง(ฝั่งตะวันออก)ของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อตั้ง กรุงเทพพระมหานครฯ ขึ้นเป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองหลวงใหญ่ แห่งราชอาณาจักร กรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมทั้งทรง ปราบดาภิเษก ขึ้นเป็น(โปรดศึกษา ในตารางเชื้อพระวงศ์อีกครั้ง)ปฐมกษัตริย์ พระนาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่๑ ในราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ในรัชสมัย รัชกาลที่๑ นั้นยังมีปัญหาหลายด้าน ทั้งจากในอดีต โดยเฉพาะในช้วง ก่อบ้านแปลงเมือง ทั้งนี้ องค์พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่ทรงฟันผ่าปัญหาอุปสรรค ต่างๆ ก่อตั้ง กรุงรัตนโกสินทร์ จนประสปผลสำเร็จ และนำ ศิลปประยุค รูปแบบทางปกครอง จากทั้งในอดีต(กว่า 500ปี)ผสมผสานกับปัจุบัน(ในขณะนั้น) และทรงปกครอง ในระบอบ สมบูรณาสิทธิราชย์ มาแต่กาลนั้น...!!!
ดังกล่าวมาข้างต้น รูปแบบทางปกครอง ในกรุง รัตนโกสินทร์ จึงเริ่มปรากฎรูปร่าง ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา
กล่าวคือ
→●สถาบันชาติ,ศาสตร์,กษัตริย์
Y

→●ระบบข้าราชการ
พลเมืองแห่งรัฐ
m.k.c.28/10/2560...

ต่อมาด้วยมูลเหตุ ในผลกระทบอันเกิดจากภายนอก(อารยธรรมตะวันตก) อันมีผลกระทบ ในรัชกาลต่อๆมา และหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัชสมัย รัชกาลที่๕ องค์พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริ ในหลายแนวทาง เพื่อวางพื้นฐานปูทางเข้าสู่รูปแบบใหม่ อาทิ
*การกระจายการปกครองออกสู่ส่วน ภูมิภาค แยกเป็น ส่วนภูมิภาค จังหวัด อำเภอ เทศาภิบาล ตำบลและหมู่บ้าน ตามลำดับ โดยส่งผู้ปกครอง(ข้าราชการ)เข้าไปปกครองในแต่ละส่วน แต่ในระดับ ตำบลและหมู่บ้าน นั้น ให้ทดสอบเลือกผู้นำกันเอง เช่นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน และขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ฯลฯเป็นต้น
*พลเมืองแห่งรัฐ องค์พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริในการตรากฎหมาย"ว่าด้วยการเลิกทาส"จนประสปผลสัมฤทธ์ ในสมัยรัชกาลของพระองค์ และคืนความเป็น"พลเมือง"(ประชาชน)แห่งรัฐสยาม ทุกคน ฯลฯอื่นๆ
*ฯลฯอื่นๆ ที่ยังมิได้กล่าว และ
พัฒนาต่อยอดต่อมา ในรัชสมัย รัชกาลที่๖ แล้ว มาถึง รัฐสมัย รัชกาลที่๗ องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความพยายาม จะพระราชทาน"รัฐธรรมนูญ"ลงมา แต่ก็ถูกทัดทานใว้ จนในที่สุด มีกลุ่มคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า"กลุ่มคณะราษฎร์"(ดู พระยา พหลพล พยุหเสนา:ปรีดี พนมยงค์ฯลฯ)ทำการ อภิวัฒน์การเมืองการปกครอง จาก
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ เข้าสู่ ระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข และ องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงยินยอม ที่จะสละพระราชอำนาจในพระองค์ นั้นให้กับปวงชนแห่งรัฐทุกคน แต่มิทรงยินยอมที่จะสละพระราชอำนาจนั้น ให้กับบุคคลหรือคณะบุคคลเพียงคณะหนึ่งคณะใด แล้วทรงเสด็จขึ้น ดำรงตำแหน่งพระประมุขแห่งรัฐ ในระบบการเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ทรงใช้พระราชอำนาจนั้น ผ่านทาง บริหาร รัฐสภาฯ ตุลาการ และภายไต้รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึง มิต้องทรงต้องรับผิดชอบ ในกิจการการบริหารบ้านเมืองอีกต่อไป นั้น
ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา จะเป็นดังนี้
Y
●สถาบันฯ
●บริหาร

●ระบบข้าราชการ

●รัฐธรรมนูญ●รัฐสภาฯ●ตุลาการ→
m.k.c.28/10/2560

แต่ด้วยเหตุผลทางการเมือง ที่องค์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ที่ได้ทรงสละพระราชอำนาจ ดังที่กล่าวมา ต่อมาพระองค์ ยังได้สละพระราชสมบัติอีก แล้วเสด็จนิวัฒน์ยังต่างแดน จนสิ้นสมัยของพระองค์
ทางรัฐสภาฯ เมื่อองค์พระประมุขว่างลง จึงกราบบังคมทูลเชิญ องค์พระบาทสมเด็จ พระปรเมนอานันทมหิดล สืบราชสันติวงศ์ ในพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๘ และดำรงตำแหน่งพระประมุข พร้อมกับตำแหน่งจอมทัพไทยฯ
แต่ด้วยในกาลต่อมา องค์พระบาทสมเด็จ พระปรเมนอานันทมหิดล มีผู้กล่าวว่า ต้องพระแสงปืนจนเสด็จสวรรณคต องค์พระประมุขฯจึงว่างลงอีกครั้ง
ทางรัฐสภาฯ จึงกราบบังคมทูลเชิญ องค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช สืบราชสันติวงศ์ เป็นพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๙ ในราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในตำแหน่งองค์พระประมุขแห่งรัฐ และ จอมทัพไทยฯ

ส่วนในทาง การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ก็เช่นกัน มีการพัฒนามาเป็นลำดับ เช่นกัน กล่าวคือ
Y

-X→●→X→(outputs)

-Y(outputs)
จะเห็นได้ว่า เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ใน การพัฒนาในทาง ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข นั้น ในเบื้องแรก มีทางออกสองทาง กล่าวคือ
ทางแรก คือ ระบบยุติธรรม!!!
อีกทาง คือ ระบบประชาธิปไตยฯ
ทั้งนี้ อันอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นผลกระทบอันเกิดจากภายนอก(Environment●)เป็นหลัก กล่าวคือ
เมื่ออริสโตเติล ทำการศึกษาเปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญ กว่า 50 ฉบับ ในสมัยกรีกโปราณ และแยกการปกครอง ออกเป็น 6 รูปแบบทางปกครอง แต่ ย่อยมาเป็น 3รูปแบบ หลัก ทางปกครอง คือ
●รูปแบบทางปกครอง โดยคนๆเดียว
●รูปแบบทางปกครอง โดย กลุ่มบุคคล และ
●รูปแบบทางปกครอง โดยคนทุกคน
โดยสรุปแนวคิดว่า(กรุงเอเธน นครรัฐกรีกโบราณ)การปกครองโดยคนทุกคนนั้น มีความดีน้อยกว่า สองรูปแบบแรก แต่ในทางกลับกัน รูปแบบนี้ ก็มีความเลวร้ายน้อยที่สุดเช่นกัน นั้นคือ รูปแบบทางปกครอง แบบ"ประชาธิปไตยฯ" แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ
ทางตรง(ทุกคน)และ
ทางอ้อม(ตัวแทน)โดย
ผลกระทบอันนี้ เกิดจาก อารยธรรมตะวันตก กล่าวคือ เมื่อ
รัฐบริแตนใหญ่(อังกฤษ)มีการพัฒนาในทางเครื่องจักรเครื่องกล โลกก็ขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค 3.0 คือ"การปฏิวัติอุตสาหกรรม"ในคริสตวรรษที่17 ต่อมาจึงส่งนักสำรวจ ออกสำรวจ ในอันที่จะนำทรัพยากร กลับมาพัฒนารัฐ จนสำรวจมาพบ ทวีป"อเมริกา" ต่อมาจึงส่งผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย(ถิ่นอินเดียแดง)และพัฒนาดินแดนแห่งนี้ และนำทรัพยากรกลับไปพัฒนารัฐ
โลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคม และขจรขจายออกไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั้งรัฐสยาม ดังจะได้กล่าวต่อไป?
ในยุโรปเอง รัฐหรือประเทศอาณานิคม อย่ารัฐบริแตนใหญ่ ต้องงัดง้างหรือแสดงศักยภาพ กับรัฐฝรั่งเศส และรัฐเยอรมัน ในการขยายอาณานิคม ต่อมาในประเทศอาณานิคม ได้เกิดปรากฎการณ์ในมหาสงครามฝิ่น ประเทศ"สหรัฐ"จึงประกาศในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียม(ดู จอห์น ล๊อค)ประกาศอิสระภาพ จากรัฐประเทศเจ้าอาณานิคม และนำ ระบอบประชาธิปไตยฯ (ดู โบแดง,รุสโซฯลฯ)หลอมรวมมลรัฐต่างๆ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลายลักษณ์อักษร(ฉบับแรกของโลก)และออกประกาศใช้ ในระบอบ ประชาธิปไตยฯมีประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และปรมุขแห่งรัฐ ในส่วนกลาง จนต่อมารัฐเจ้าอาณานิคม ต้องปรับตัวตาม เข้าสู่ระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข(ในยุคการล่าอาณานิคมนี้ ส่งผลกระทบต่อรัฐสยาม ในยุครัชกาลที่๕)
ต่อมาในการปกครองแบบเผด็จการ และกองกำลังทหารนาซี ของ อด๊อบ ฮิตเลอร์ ในเยอรมันนี ใด้นำไปสู่ มหาสงครามโลกครั้งที่1 แต่ก็สิ้นสุดลง เมื่อ เยอรมนี พ่ายแพ้สงคราม ต่อกลุ่มพันธมิตร (ยุคนี้มีผลกระทบต่อรัฐสยาม ในยุคของรัชกาล ที่๖)และความเป็น ประชาธิไตยฯ ขจรกระจายไปทั่วโลก และในรัฐสยาม ก็นำระบอบนี้มาใช้
ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ในการอภิวัฒน์ การเมืองการปกครอง เข้าสู่ระบอบ ประชาธปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ในรัชสมัย รัชกาลที่๗
1.0 ยุคก่อร่างสร้าง ประชาธิปไตยฯ ในยุคนนี้ ก็มีความซับซ้อนอยู่มาก ทั้งในด้านโครงสร้าง กระบวนการ และรูปแบบที่ควรจะเป็น ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข กล่าวคือ ในความเป็นองค์พระประมุข นั้น หากกำหนดยุคเป็นดังกล่าว(24 มิถุนายน 2475 -14 ตุลาคม 2516)นั้น จะมีองค์พระประมุข ถึงสามพระองค์ คือ รัชกาลที่๗ ,รัชกาลที่๘ และ รัชกาลที่๙ ตามลำดับ!
ในแง่เชิงโครงสร้าง นั้น อาจจะกล่าวได้ว่า ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ในยุคนนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า อยู่ในโครงสร้างส่วนบนมากกว่า
จากที่ วงจรแห่งการพัฒนา(ดูตัวแบบประกอบ)วิภาษณ์เช่นนี้ กล่าวคือ จากการที่องค์พระมหากษัตริย์ พระราชทาน"อำนาจลงมาแก่ปวงชนชาวไทยทุกคน"แต่ด้านการพัฒนา ประชาธิปไตยฯ กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า กล่าวคือ"อำนาจ"นั้นจะอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจนำมากกว่า หรือ อีกนัยหนึ่ง จะอยู่ในมือของ กลุ่มคณะผู้อภิวัฒณ์(2475)ผสมกลุ่มชนชั้นสูง และกลุ่มคณะนาย ทหาร(สามเหล่าทัพ)มากกว่าจะเป็น ประชาธิปไตยจริงๆ จึงมีผู้ศึกษาใว้ก่อน และขนานนามในยุคนี้ว่าเป็นยุค"อำมาตยาประชาธิปไตยฯ แต่อย่างไรก็ตามในเชิงโครงสร้าง ก็อาจจะกล่าวได้ มีความสมบูรณ์ ในแง่ของการแยก"อำนาจ"ต่างๆใว้ เพียงแต่ต้องรอพัฒนาการต่อไปฯลฯ
ในแง่เชิงกระบวนการ เรื่องนี้ก็มีความซับซ้อน กล่าวคือ
ในแง่เชิงอำนาจ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ องค์พระประมุข พระราชทานลงมา จึงต้องมีการแยกอำนาจ ออกเป็น3ฝ่าย(ดู มงเตสกิเออ,โบแดง)เพื่อคานและดุลอำนาจกัน รวมทั้งในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค(จอห์น ล๊อค)รวมไปถึง"สัญญาประชาคม"(รุสโซ)ที่ให้ใว้ ในการอภิวัฒน์ การเมืองการปกครอง และออกเป็น นโยบายสาธารณะ(เดวิด อีสตัน) ทีปวงชนควรได้ หรือ พึงมีพึงได้ ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข แต่ผลกระทบอีกด้านหนึ่ง คือ"จากมหาสงครามโลกครั้งที่สอง" อันเป็นกระทบอันเกิดจากภายนอก แต่ก็อยู่ใกล้ตัว เมื่อประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มอักษะ(อิตาลี,เยอรมันนี)ประกาศสงครามกับฝ่าย สัมพันธมิตร และประเทศญี่ปุ่น ขอยกพลขึ้นบกทางฝั่งรัฐสยาม หรือ ประเทศไทย แนวความคิด จึงแยกออกเป็นสองฝ่าย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย(แต่ก็อยู่ในระดับนำ)กระบวนการทางประชาธิปไตยฯ จึงแกว่งไปแกว่งมา และเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้นหลายครั้ง และกลุ่มสัมพันธมิตรชนะสงคราม จึงมีการถกเถียงกัน รหว่างฝ่าย ต่อมา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติยึดอำนาจ และเป็นอำนาจทางการทหารแบบ"เบร็ดเสร็จ และเริ่มปูทางแนวทางพัฒนา ในแผนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ(ฉบับภาษาอังกฤษ)ฉบับที่1 ในการมุ่งสู่การพัฒนาเข้าสู่โลกยุค3.0 นั้นคือ การพัฒนาในเมืองใหญ่ มุ่งสู่เมืองอุตสาหกรรม และพัฒนาสาธารณูประโภคพื้นฐานออก สู่ภูมิภาค และการตลาดแบบ เสรีทุนนิยม และกลิ่นอายของ สงครามในเวียดนาม ในทฤษฎีโดมิโน(เสรีนิยม กับ สังคมนิยม)โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐาน กระบวนการนี้ ใด้รับการต่อยอดโดยรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร แต่ก็ถูกนักศึกษาปัญญาชน ชุมนุมประท้วงขับไล่ และนำไปสู่ เหตุการณ์ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516
จนนายกรัฐมนตรี ต้องลาออกและขอลี้ภัยยังต่างแดน นั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ้นยุค 1.0 และ มีแนวคิดการพัฒนา ทางการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ ต่อไป...!!!?
ยุค 2.0 (2516-2534) ในยุคนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า มีพัฒนาการ ยาวนาน(18)เกือบสองทศวรรษ แต่ก็กล่าวได้ว่า"ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนี้ มีความเสถียรอยู่มาก"(จะกล่าวพอสังเขป)
ในวงจรแห่งการพัฒนานั้น วงรอบของการพัฒนา ยุค1.0 สิ้นสุดลงเมื่อกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนได้รับชัยชนะ เมื่อผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และนำมาสู่การได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2517(ประชาธิปไตยฯมากฉบับหนี่ง)เพื่อจะพัฒนาต่อไป แต่ก็เกิดปรากฎการณ์ และเหตุการณ์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนต้องมีการปฏิวัติรัฐประหาร(และข้อกล่าวหาอันเป็นคอมมิวนิสต์)และปฏิวัติซ้ำอีก จนได้รัฐบาล พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันทร์ และนำมาสู่ การได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาธิปไตยฯครึ่งใบ ฉบับปี พ.ศ.2521นั้นคือ การได้มาซึ่ง นายกรัฐมนตรี จากคนนอก เมื่อ พลเอก เปรม ติลสูลานนท์ ได้รับการทาบทาม ให้เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และดำรงตำแหน่งจนครบ สองสมัย คือ8ปีเต็ม จนต้องประกาศ(ผมพอแล้ว!)ไม่ขอรับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อีกต่อไป พร้อมทั้งปล่อย ให้เป็นไปตามครรลองทางประชาธิปไตย จนได้ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวันณ์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ต่อไป กล่าวคือ
ในยุคนี้มีเรื่องให้ศึกษามากมาย
เช่นประกาศ คปค.ที่66/23 การแก้ใขปัญหาความยากจน ตามตะเข็บชายแดน(โซนนิ่ง)การส่งเสริมไทย การพัฒนารัฐร่วมเอกชน การต่างประเทศ และด้านอื่นๆฯลฯ
ทั้งนี้ ก็สืบเนื่องมาจากภาครัฐบาล หรือภาคการเมืองมีเสถียรภาพ นั้นเอง
การใด้มาซึ่งรัฐบาลภายไต้การเลือกตั่ง พลเอก ชาติชาย ชุณหะวันณ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจ เฟื่องฟูเป็นอันมาก จนถึงขั้นมองไปถึง การเป็นเสือตัวที่ห้า ทางเศรษฐกิจ แห่งเอเซีย ในแนวนโยบาย"เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"
แต่จากข้อกล่าวหา ในปรากฎการณ์ การทุจริตคอรับชั่น ในกลุ่มคณะรัฐมนตรีด้วยกันเอง "บุฟเฟ่ต์คามิเน็ต" จนนำไปสู่ การปฏิวัติรัฐประหาร ในปี พ.ศ.2534 และยังกระหน่ำซ้ำเติม ในเหตการณ์ พฤษภาทมิฬ(ม้อปมือถือ)ในปี 2535 จนต้องตั้งไข่กันใหม่ และมีผู้ศึกษาใว้ว่า ยุคนี้โดยทััวไป แล้ว จะเรียกว่า"ยุคเทคโนแครต" หรือ รัฐในระบบราชการนั้นเอง...!!!?
ยุค 3.0
ในยุคนี้ มีจุดเริ่มต้น เมื่อมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2535 และมีการเลือกตั้งใหม่
ในยุคนนี้ ในวงจรแห่งการพัฒนานั้น
อาจจะกล่าวได้ว่า ในเชิงนโยบายสาธารณะ สามารถจับต้องได้พอสมควร และการมุ่งเน้น ไปทางด้านเศรษฐกิจ มากขึ้น จะเห็นได้ว่า ค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)แตะที่ระดับสูงสุด ถึงร้อยละสิบ(100:10)ถึงสองปีซ้อน(ประมาณ 2536 -2538)ก่อนที่จะต่ำลงมา...!!!?
●นโยบาย แจกที่ดินทำกิน(สปก.4-01)ให้กับเกษตรกรผู้ยากจน(คนรวย)ไร้ที่ทำกิน
โครงการ ประกันราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
โครงการ คนจนรักษาฟรี และ อื่นๆ ในรัฐบาล(ชวน1)ชวน หลีกภัย...!!!
●นโยบาย
เพื่อสิ่งแวดล้อม(ปิโตรเคมี)การพัฒนาเมือง(สุพรรณ)การสร้างงาน(ยาม้า) และแนวคิดจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.1)ฯลฯอื่นๆ ในรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา...!!!?
●นโยบาย
สานต่อนโยบาย(สสร.)ความหวังใหม่ จนมีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 และระบบเศรษฐกิจ(ความหวังหมด(ตูด))ในการโจมตีค่าเงินบาท ใน"วิกฤติต้มยำกุ้ง"จนต้องประกาศ ค่าเงินบาทลอยตัว และการขอกู้เงิน จากธนาคารโลก(ไอเอ็มเอฟ)ภายไต้ กฎเหล็ก ต่างๆ(11ข้อ)รรและสละยานตน์ ในรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงค์ใจยุทธ
● นโยบาย
รัดเข็มขัด(เสียสิทธิสภาพทางเศรษฐกิจ)เดินตามกฎเหล็กไอเอ็มเอฟ(11ข้อ)น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ และระดมสรรพกำลัง นำคนป่วย(ทางเศรษฐกิจ)ออกมานอนพัก นอกห้องไอซียู(ฉุกเฉิน) ในรัฐบาล(ชวน2) ชวน(2541-2543)หลีกภัย...!!!?
●นโยบาย
พรรคไทยรักไทย(ใครรักใคร(ว่ะ)?)
คิดใหม่ทำใหม่เพื่อไทยทุกคน(คิดเก่าทำใหม่เพื่อ(อะไร?)ใครสักคน?)
สี่ปีซ่อม(ซ่อมอารัยยยย!)
สี่ปีสร้าง(สร้างมาจะสองทศวรรษ(2549-2560)เนี้ยน่ะ[ฉิบหายแล้วตู])
ตาดูดาว(เออ[ทะเยอทะยาน]อันนี้เชื้อโดยสดุดี...มีเหตุผล...!!!???)
เท้าติดดิน!(จริงเหร้อ(อย่าล้อกับชาวบ้านน่ะ)แต่แสดงได้ดี...เอ้าเชื่อครับเชื่อ)[ทัวว์นกขมิ้นเหลืองอ่อน])
รวยแล้วไม่โกง?(อันนี้!?(โคตรเชื่อผุดๆ)ผู้มีวิจารณญาณ ดูเองนะครับ...!!!?
"ดังกล่าวนั้น คือ บทวิพากษ์ ขอทำความเข้าใจนิดหนึ่ง กล่าวคือ
บทวิพากษ์ ก็ตามที่เห็นมา จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ แต่ก็หาข้อมูลมายืนยันกันนะครับ อาทิ
การตั้งพรรค จากพรรค"พลังธรรม"มาเป็น
"พรรคไทยรักไทย"จริงๆหรือ?มาเป็น
"พรรคพลังประชาชน"แค่ใหน?และ
"พรรคเพื่อไทย" เพื่ออย่างไร"
ครับ! อันนี้เป็นเพียงบท วิพากษ์ และตามแนวทาง บทวิภาษวิธี และ อาจจะกล่าว ถึงชั้นชนนิดหนึ่ง กล่าวคือ
●ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา
*สถาบันชาติ ศาสตร์ กษัตริย์
●อัตตาประชาธิประไตย(คนเดียว)
●อำมาตยาประชาธิปไตย(กลุ่ม)
●คณาประชาธิปไตย(กลุ่ม)
●ธนาประชาธิปไตย(กลุ่ม)และจุดมุ่งหมายคือ
●ระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข หรือ ประชาธิปไตยฯ ของทุกคน(ประชาชน)
ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา
●→อัตตาฯ

●→อำมาตย์ฯ

●→คณาฯ

●→ธนาฯ

●→ประชาธิปไตย(ปวงชน)อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข
"นี้คือลำดับการพัฒนา ใน วงจรแห่งการพัฒนา"
m.k.c.(วิภาษณ์วิธี)developments of cycle at 2/11/2560 in Thailand.
*******************************
●●●●●●●●●●●○●●●●●●●●●●●
→→→→→→→→→→→→→↓
๒●บทวิจารณ์ ใน วงจรแห่งการพัฒนา กล่าวคือ
"ในเมื่อ องค์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ในราชวงศ์จักรี ได้ทรงพระกรุณนาพระราชทาน"อำนาจ"ลงมา และมีพระราชดำรัสชัดเจน ประมาณ ว่า พระองค์นั้น สละพระราชอำนาจในพระองค์นั้น เพื่อมอบให้แก่ ปวงชนชาวไทยทุกคน และ พระองค์นั้น มิทรงที่จะยินยอม มอบพระราชอำนาจนั้น ให้กับบุคคลคนใดคนหนึ่ง หรือ กลุ่มบุคคล ใดๆทั้งสิ้น เพื่อเข้าสู่ ระบอบ การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข และต่อมา ยังทรงสละพระราชสมบัติทั้งหมด พร้อมทั้งทรงเสด็จนิวัฒน์ยังต่างแดน เพื่อให้สยามประเทศ ได้พัฒนา ไปตามครรลองนั้น แล้วพวกคุณทำอะไรอยู่ ก็แน่นอนล่ะ ในผลการศึกษา และลำดับการพัฒนา ใน วงจรแห่งการพัฒนา เป็นเยี่ยงนั้น ก็คงไม่อาจที่จะ ปฎิเสฐ(ประจักษ์)ได้ แต่ลำดับการพัฒนา ที่อืดเป็นเต่าคลาน จากรุ่นสู่รุ่น จากปี พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน 2560 กีปีแล้ว ก็เข้าใจนะว่า ขึ้นต่อ สถาณการณ์ และ และ เหตุการณ์ แต่มันน้อยไปใหม (2475-2560=85ปี)มันน้อยไปเหรอ?ปฎิวัติกี่ครั้ง?ปฏิรูปกี่หน? มีรัฐธรรมนูญ กี่ฉบับ? จะทแบบนี้ตลอดไปเหรอ? จะปฏิวัติทำอะไร?
ก็เข้าใจน่ะ ลำดับการพัฒนาเป็นเยี่ยงนั้น คือ การประนีประนอม(เกี้ยเซี้ย)ระหว่าง ชั้นชน(วิภาษณ์วิธี) อาทิ
● ชั้นเจ้า
●ชั้นสูง
●ชั้นกลางสูง
●ชั้นกลาง
●ชั้นกลางล่าง
●ชั้นล่าง
จะแบ่งทำอะไร?ในเมื่อการเมืองเป็นของทุกคน?
มีเรื่องดีก็ควรพัฒนาต่อไป?
มีเรื่องใหม่ อาจจะดีหรือไม่ดี ก็ควรปรึกษากันไป?
สภาผู้แทนมีใว้เพื่ออะไร?(เอาไว้กราบใว้เหรอ?)
เขามีไว้เพื่อแก้ปัญหา มิใช่เหรอ?
(พูดมากไปอาจไม่ดี แต่การวิจารณ์คือวิจารณ์:คงต้องไม่ชมกัน:ติเพื่อก่อประมาณนั้น)
พูดแล้วมันส์ ขอวิจารณ์ต่อ นิดนร้า
"สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เป็นของทุกคน รัฐมีหน้าที่จัดสรรแบ่งปันสิ่งเหล่านั้น แก่คนทุกคน"(เดวิด อีสตัน:จอห์น ล๊อค)
กฎการปฎิวัติ"Revolution"(ของ ชาร์ล ดาวิล) คือกฎ"ปลาใหญ่กินปลาเล็ก"(ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นจึงจะอยู่รอด)ตามห่วงโซ่อาหาร...!!!?[ตาต่อตาฟันต่อฟัน]
กฎของการปฎิรูป"Reforms"(ของพุทธองค์)คือกฎ ของการพัฒนา ทำสิ่งใหม่ไห้ดียิ่งๆขึ้นไป(development of cycle)
กฎของ วงจรแห่งการพัฒนา คือ นำทั้งสองสิ่ง(ข้อ)ข้างต้นมารวมกัน แล้ววิเคราะห์(จะได้กล่าวต่อไป!?)

...กฎของคริสจักร คือ ความรัก...
...กฎของอิสลาม คือ วิถีแห่งจริง...
...กฎของเต๋า คือ ธรรมชาติ...
...กฎของธรรมชาติ คือ ธรรมดา...
นั้น ทุกคนมีธรรมชาติ เป็น ธรรมดา
อ้าวว! ลืมไปเราอยู่ในบท"วิจารณ์" นี้

ดังกล่าวข้างต้น พัฒนาการเป็นมาอย่างนั้น กล่าวคือ
เมื่อพัฒนาการในยุคแรกๆ หรือ 1.0 มีการวาง โครงสร้างและกระบวนการ ทางประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข นั้น การพัฒนาก็ลุ่มๆดอนๆ จะด้วยผลกระทบจากภายนอก(มหาสงครามโลกครั้งที่2)ก็ดี หรือ ผลกระทบจากภายใน(โครงสร้างอำนาจ)ก็ตาม แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มีพัฒนาการ มาตามลำดับ จากยุค
1.0 ยุคอำมาตยาประชาธิปไตยฯ
2.0 ยุคคณาประชาธิปไตยฯ
3.0 ธนาประชาธิปไตยฯ
อันมีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข เหล่านั้น
มีการวิพากษ์วิจารณ์ พอสมควร กล่าวคือ
ในยุค อำมาตยาประชาธิปไตยฯ นั้น อาจจะกล่าวได้ว่า ใช้กองกำลัง(ทหาร)และอาวุธ เป็นอำนาจนำ ในส่วนของ
ยุค คณาประชาธิปไตย นั้น มีการผสมผสาน ทางด้าน องค์ความรู้มากขึ้น และ ผสมผสาน กับข้าราชการพลเรือน(ตำรวจ)มากขึ้น จึงอาจจะเรียกยุคนี้อีกมุม คือ"ยุคเทคโนแครต" และยุครัฐข้าราชการ ก็คงไม่ผิดนัก ส่วน
ยุค 3.0 คือยุค ธนาธิปไตย เบ่งบาน กล่าวคือ ยุคนี้ นายทุน เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น จากที่เคยอยู่เบื้องหลังมานาน และระบบสังคม ก็เน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
จากบทเรียนของ มหาสงครามโลกครั้งที่1และ2 ที่สร้างความเสียหาย ต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันมาก และส่งผลกระทบต่อจิตใจไปด้วย โลกจึงปรับตัว ในการพัฒนาทางด้าน สังคมและเศรษฐกิจ เป็นตัวนำ แม้ว่าในยุคอุดมการณ์พัฒนาทั้งสองขั้วอำนาจ หรือ ยุคสงครามเย็น ก็ใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นตัวเชื่อม
สยามประเทศก็เช่นกัน แนวความคิด ริเริ่มในการพัฒนาด้านนี้ ถูกบรรจุแนวทางการพัฒา เริ่มจาก แผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่1 (2500 -2506)เป็นต้นมา และปรับใช้มาในทุกๆ4ปี จนถึงปัจจุบัน(แผนฯ12) แต่ในแผนที่ 8-9 ระบบเศรษฐกิจก็พังพาบลง ในวิกฤติทางเศรษฐกิจ"ต้มยำกุ้ง" ในปีพ.ศ 2540 ดังกล่าว จึงได้น้อมนำปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ มาประยุกต์ใช้ ในแผนฯที่9 จนทำให้ระบบเศรษฐกิจ ค่อยๆฟื้นตัว ในปี พ.ศ.2541-2543 และทางสำนักแผนพัฒนาฯ จึงบรรจุ แผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ต่อเนื่อง เป็น 3 ระยะ ในแผนฯ ที่9-10 และแผนที่ 11...!?
ในรัฐบาล 2544-2548(2549)ก็อยู่ในระยะเวลาดังกล่าว และเป็นยุคความหวังจากหลายฝ่าย จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในรัฐบาลชุดนี้มีความที่สุดหลายประการ การเป็นรัฐบาลที่ได้รับคะแนนเสียง สนับสนุนอย่างท้วมท้นจนเกือบจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ได้สำเร็จ และเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่อยู่ครบเทรอม 4ปี(นายกรัฐมนตรี)คนแรกในสมัยแรก และจัดตั้งเป็นพรรคเดียวก็ได้(เสียงมากพอ)ในสมัยที่2(2548-2549) และอื่นๆฯลฯ...!!!
แต่ในรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะ ตัวนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างหนักหลายด้านเช่นกัน อาทิ ด้านการเมือง ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ด้านการประเทศ และ ด้านการบริหารจัดการ และอื่นๆ(จะได้กล่าวรวมๆไป)แม้กระทั้งด้านนโยบายแห่งรัฐ จนเกิดเป็นความขัดแย้งครั้งใหม่ เกิดขึ้นในสังคมไทย และกินเวลายาวนาน พร้อมทั้งเกิดปรากฎการณ์ไม่พึงประสงค์(ปฎิวัติรัฐประหาร(2ครั้ง))หลายประการ ในรอบเกือบจะสองทศวรรษ(2544-(2560)ปัจจุบัน ) และเกิดวงจรเล็กๆอีกหลายวงจร กล่าวคือ
นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล"2544-(2548)2549"(ผู้เขียน)ผู้พิมพ์"m.k.c. "เริ่มเขารับการศึกษา ในปี พ.ศ.2548 ช้วงรัฐบาลชุดนี้กำลังชุลมุนชุลเก ผู้ศึกษาเป็นบุคคลหนึ่งที่เลือกรัฐบาลชุดนี้ โดยหวังว่าจะได้เห็นการต่อยอด ในแนวทาง"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"ขององค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๙ และจิตรใจที่มุ่งภาคการเกษตร โดยเฉพาะ การทำการเกษตรแบบผสมผสาน หรือ แนวทางการทำการเกษตร "ทฤษฎีใหม่" ในปี พ.ศ.2548 นั้นมีความสับสนวุ่นวายมากในทางการเมือง ยิ่งในวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการปฎิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งทำให้มึนไปกันใหญ่ ช้วงนั้นกำลังอยู่ปีสอง(มสธ.) จึงเริ่มศึกษา แนวความจริงเชิงประจักษ์ประกอบหลักสูตร"รัฐศาสตร์"โดยเขียนใว้ต่างหาก จนจบหลักสูตร ในปี 2552(สี่ปีครึ่ง)ช้วงจบการศึกษา เกิดความวุ่นวายขึ้นตลอด โดยเฉพาะ ในปี2553 เหล่านั้น ผู้เขียนจึงเริ่มศึกษาอย่างจริงๆจังๆ และเริ่มเขียนและหาคำอธิบาย(อภิปราย) เป็นตัวแบบ"วงจรแห่งการพัฒนา"นี้ และอภิปรายเปรียบ กับ ตัวแบบทฤษฎีระบบ(System Theory of David Eston)ของ เดวิด อีสตัน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน(2560) จึงได้ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ตามที่ประจักษ์นี้

◎กรณีศึกษานั้นผสมผสานกับหลักสูตร และอภิปรายออกมาเป็นช้วงๆ กล่าวคือ
รัฐบาล ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ปีพ.ศ.2544-2548(2549)นั้น จะขออภิปรายช้วง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม เมื่อคราว พลตรี จำลอง ศรีเมือง ลาออกจาก หัวหน้าพรรค เพราะชะนะการเลือกตั้ง และเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ในขณะนั้นในรัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงค์ใจยุทธ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี พรรคพลังธรรมเข้าร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่รัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงค์ใจยุทธ ต้องเจอกับวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ จนต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อ รับผิดชอบ และรัฐสภาเลือก นายชวน(ชวน2)เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี การเมืองจึงเปลี่ยนขั้วอำนาจ...ในปี พ.ศ.2541
ในปีเดียวกันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน ต่อมาจึงประกาศยุบพรรค"พลังธรรม"พาสมาชิกทั้งเก่าและใหม่ มาก่อตั้ง"พรรคไทยรักไทย" ชูสโลแกน คิดใหม่ทำใหม่เพื่อไทยทุกคน และ สี่ปีซ่อม สี่ปีสร้าง,รวยแล้วไม่โกงฯลฯเป็นต้น และเริ่มขยายผล ออกตามสื่อสารต่างๆ ตามป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพฺ์(หนังสือพิมพ์)ป้ายโฆษณา สถาณีวิทยุและโทรทัศน์ จนถึง วันเลือกตั้งเมื่อสภาสิ้นสุดลง ต่างๆเหล่านี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการหาเสียงล้วงหน้าและเอาเปรียบคู่แข่งทางการเมือง หรือไม่?
ในปลายปี 2543 ที่สภาฯหมดวาระลง จึงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายไต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 และพรรคไทยรักไทย ได้คะแนนเสียงท่วมท้น ได้จัดตั้งรัฐบาลเสียงส่วนใหญ่ พรรคประชาธิปัติย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว และไม่มีเสียงมากพอในการตรวจสอบ เปิดอภิปรายไม่วางใจไม่ได้ ทำได้เพียงตั้งกระทู้ถามสดตามรัฐธรรณูญกำหนด โดยในช้วงตั้งรัฐบาลใหม่ๆ ใด้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการใช้เงิน ในการดึง ส.ส.การควบรวมพรรคการเมือง มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง(เห็นอยู่เป็นการทั่วไป...!)เข้าสู่อำนาจอันมิชอบ!
และเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และออกทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงใว้ และการออกกฎหมายต่างๆ เช่นการเปิดสถาณีวิทยุชุมชน และการจัดรายการทางสถาณีวิทยุและสถาณีโทรทัศน์ รายการนายกทักษิณคุยกับประชาชน เป็นการสือสารมวลชนไปทั่วประเทศ และแถลงผลงานของรัฐบาล ดังกล่าวนี้ ถูกมองว่าเป็นการสือสารทางเดียว ใช้เป็นกระบอกเสียงและบางครั้งโจมตีคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มมากขึ้นเป็นระยะ ตามนโยบายต่างๆเหล่านั้น และโครงการต่างๆ อาทิ โครงการรับจำนำข้าวและพืชผลทางการเกษตร,อ้อย,มันสัมปหลัง,ลำใย,ยางพารา,ฯลฯโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3ปีโครงการหวยบนดิน โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง หมู่บ้านละ1ล้านบาท บ้านเอื้ออาทร จัดระเบียบรถตู้ แท๊กซี วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถไฟฟรี รถเมล์ฟรีฯลฯ เหล่านี้ถูกมองว่า เป็นแนวนโยบายประชานิยม(หาเสียงซื้อเสียง)มอมเมาประชาชน บิดเบือนกลไกการตลาด และทำให้รัฐเกิดความเสียหาย(ศึกษา ประเทศ อาเจนติน่า,บราซิล เพิ่มเติม) แต่ โครงการบัตรทองบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค,กองทุนเพื่อการศึกษา และ โครงการเรียนฟรี เหล่านี้ได้รับการชื่นชมมากกว่า การวิพากษ์วิจารณ์ โครงการต่างๆหลั่งใหลออกมาจนแทบจะจับต้นชนปลายแทบไม่ถูก ทั้งโครงที่สำเร็จและยังไม่สำเร็จ ทั้งในระดับฐานราก โครงการระดับกลาง เช่น โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป)และโครงการต่างๆ ในระดับเมกะโปรเจ็ค เช่นการเร่งสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และย้ายสนามบินจากดอนเมือง โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ทั้งบนดินและไต้ดิน ถนนวงแหวนสายต่างๆ และถนนสายหลักฯลฯ อันนี้ในแง่ของโครงการต่างๆ
ในแง่ทางสังคม การจัดระเบียบสังคมและชุมชนเมือง การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล(2,500 คดี(ศพ)กรือแซ่ะ-ตากใบ และ กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคไต้ ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ในเรื่องของความเหมาะสม และด้านความยุติธรรม
ในด้านการเมืองและการบริหาร
อันนี้ยิ่งสับสนปนเปหนักเข้าไปใหญ่
การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ งวดสุดท้ายก่อนกำหนด แล้วทำการขอกู้ใหม่โดยไม่ผ่านมติเห็นชอบในสภาฯ ถูกมองว่าผิดต่อระเบียบที่เคยปฏิบัติมาก่อน การไม่สนใจสภา ไม่ยอมแม้จะสนใจมาตอบกระทู้(นับครั้งได้)สดในสภาโดยอ้างว่าต้องการทำงาน ออกตระเวนทัวร์นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำใหนนอนนั้นพบปะประชาชน และการประชุมคณะรัฐมนตรี ตาม ครม.สัญจร ถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการเชิงธนะ(ธุรกิจ)กิจการเมือง มากกว่า ระบอบประชาธิปไตยฯในระบบรัฐสภาฯ การออกนโยบายหรือโครงการและการออกกฎหมายต่างๆ ถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ซ้อนทับและทับซ้อน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องของ ผลประโยชน์ซ้อนทับ ระหว่างรัฐกับธุรกิจส่วนตัว เช่น สัมปทานดาวเทียมไทยคม,ไอพีสตาร์ การพัฒนาในโทรศัพธ์มือถือแบบเติมเงินและไร้สาย(พีเพด)ธุรกิจสัมปทานพลังงานและสิ่งแวดล้อม(ปตท.สผ.จิ๊ฟฟี่)
การออกกฎหมายด้านต่างๆ ทั้งการลงทุนการให้การช้วยเหลือและการปล่อยกู้(กฤษดามหานคร(กรุงไทย)เขมร และพม่า)
การออกกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตร กรณีภาษีหุ้น จนเกิดกรณีการซุกหุ้นถึงสองครั้งสองครา จนสุดท้ายต้องขายหุ้น(ขายชาติ)ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร
กรณีปล่อยกู้ให้กับประเทศพม่า เพื่อเอื้อต่อธุรกิจ(ตัดสินแล้ว)กรณีขายสมบัติชาติ(ผัวเซ็นเมียขาย)ในที่ดินรัชดา(ตัดสินแล้ว)
กรณีทุบหุ้น(ทีพีไอโพลีน)ปั้นหุ้น(รอพิสูจน์) และอื่นๆ ที่ยังมิได้กล่าว ทางการเมือง อาทิ
การแทรกแซงสื่อ(ผู้จัดการ,เครือเนชั่น,รอพิสูจน์)
พอสังเขปดังกล่าว ในทางการเมือง นำไปสู่
"ท้ากษิณ ออกไป"
เป็นเสียงของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"(ดู สนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่ม พธม.)
โอล่ะพ่อ! การเมืองหรือความขัดแย้งครั้งใหม่จึงเริ่มปะทุขึ้น ในปี พ.ศ.2547-2549
บางคนงุนงงสงสัย(เกาหัวแกรกๆ)
บางคนอยากหัวเราะ(ไห้งอหงาย)
บางคนอยากร้องไห้(กับสิ่งที่เกิด)
บางคนเตลิดเปิดเปิง(กูรับม้ายด้าย)
แต่นั้นคือสิ่งที่เกิดระหว่างยุคนี้
กล่าวคือ
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ ออกมาขับไล่ พันตำรวจโท ด๊อกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี(2544-2548และ2549)
ในเวทีสัญจร และปราศรัยโจมตี นายกรัฐมนตรี ไปตาม คณะรัฐมนตรีสันจร(ครม.สันจร)หนักๆเข้าเลยเปิดเวทีถาวร ที่สวนลุมพินี ในการทำงานของคณะรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี
งานเมืองเริ่มขเม่งเกลียว อาจเป็นเพราะทางรัฐสภา!ไม่อาจเปิดอภิปรายไม่ใว้วางใจได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 กำหนด ดังกล่าว ระบบการเมือง จึงออกมาชุมนุมประท้วงตามที่สาธารณะ และในเมื่อผู้คนที่มาชุมนุม มีมากเข้าผู้คน จึงกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น บนท้องถนน และเป็นการยากต่อการควบคุมฝูงชนจำนวนมาก เป็นเพราะ ประท้วงรัฐบาลนี้(ต้องดูแลกันเอง)
ทางฝั่งรัฐบาล ก็พยายามสื่อความหมายในฝ่ายตนใหัมากที่สุด ดังนี้
ชุดข้อมูลและข่าวสาร จึงมีความแตกต่างกัน และการป้อนข้อมูลของแต่ละฝ่าย
อาทิ ติต่างว่า...(สมมุติฐาน)
●รัฐบาลอ้างว่า โครงการรับจำนำข้าวและพืชผลทางการเกษตร ก็เพื่อพยุงราคา และโครงการต่างๆ ในการพักชำระหนี้ ก็เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาพักหายใจและฟื้นฟูตัวเอง! แล้วมาว่ากันใหม่เรื่องการส่งออก จะอยู่ในรูปใหนก็ได้เชิงเศรษฐกิจ ทั้งในรูปธุรกิจ(เอกชน)หรือในรูป โกเวอร์เมนต์(จีทูจี)รัฐต่อรัฐ...!!?
●ทีนี้มาฟังฝ่ายต้าน...ที่บอกว่ารับจำนำข้าว แต่ทำไมราคามันถึงสูงกว่าท้องตลาด อย่างนี้ไม่เรียกว่า รับจำนำ แต่เป็นว่ารัฐบาลเป็นผู้ซื้อและชาวไร่ชาวนาเป็นผู้ขาย มันไม่มีทางหรอกในทางการตลาด ที่คุณจะจำนำเกินท้องตลาด แล้วให้เขามาไถ่ถอน เพราะแรงจูงใจมันไม่มี คุณจำนำเขาใว้ 10 บาท แล้วให้เขามาไถ่ถอน ราคา 10 บาทแล้วเอาไปขายราคาท้องตลาด 7 บาท แล้วใครที่ใหนจะไถ่ถอน ขายขาดไปเลยไม่ดีกว่ารึ(จำนำ)
●เห็นใหมล่ะ! ลำพังแค่แนวคิดก็ต่างกันแล้ว จะไม่ขัดแย้งได้อย่างไร?
เดี่ยวมาว่ากันต่อนร้อ อีกนิดหนึ่งจ่ะ "โอ๊ะ"ครับผ้ม...แฮ่!!!

การชุมนุมประท้วงขับไล่ในครั้งนี้ ดูๆไปก็ไม่น่าแปลกประการใด เป็นเพราะการทำงานของรัฐบาล ที่ดูแลคนทั้งประเทศ และต้องมีการสัมพันธ์ กับมิตร(ต่างประเทศ)ประเทศด้วย...!!!? แต่
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ"แกนนำกลุ่ม"ที่มาชุมนุมและประท้วงขับไล่ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เคยสนับสนุนแทบทั้งสิ้น อาทิ นาย สนธิ ลิ้มทองกุล(เจ้าของและบรรณาธิการ ในเครือ นสพ.ผู้จัดการ)ก๊เคยสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง
พลตรี จำลอง ศรีเมือง ผู้เคยมีประวัติ ชุมนุมประท้วง ขับไล่รัฐบาลทหาร ของพลเอก สุจินดา คราประยูร ในปี2535และเดือนพฤษภาทมิฬ และ เป็นผู้ดึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่แวดวงการเมือง และช้วยผลักดันจนได้เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมาร่วมเป็นแกนนำ ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ร่วมกับแกนนำอื่นๆ อย่าง พิภพ ธงชัย,สุริยะไส กะตะศิลา ฯลฯ ในการนี้ คนเดือนตุลาฯและเป็นนักวิชาการ ในมหาลัยธรรมศาสตร์ อย่าง ธีรยุทธ บุญมี ก็ออกโรงมาเตือนรัฐบาลหลายครั้ง
รวมทั้งสำนักวิชาการ และสถาบันอื่นๆ เช่น นิด้า,สถาบันพระปกเกล้า,รวมทั้งบุคลากรของมหาวิทยลัยอื่นๆ เช่น มหิดล,ฯลฯ เหล่านี้ ก็เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ในการทำนโยบายและการทำงาน ในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร
การสื่อสารสื่อสิ่งพิมพ์ รายการทางสถาณีวิทยุและโทรทัศน์ ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในด้านที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย รวมถึงกลุ่มศิลปิน(คาราบาว 2549)ค่ายต่างๆ
พลเอก เปรม ติลสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยซ้อน และบุคลากรอาวุโสด้านต่างๆ ก็ออกปาฐกถา ในเรื่องของความดี เงินตรา และการทุจริตคอรัปชั่นประพฤติมิชอบหลายครั้ง
รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเอง เช่น บรรหาร ศิลปอาชา,เสนาะ เทียนทอง ก็เตือนหลายหน โดยเฉพาะ เสนาะ เทียนทอง ยังได้เขียนบทความออกมาให้ได้อ่านกัน และ(พอสังเขป)อื่นๆ
กาลในครั้งนั้นในปี พ.ศ.2547-2549 ดูยุ้งเหยิงสับสนวุ่นวายไปหมด และข้อเท็จจริง จากฝ่ายแรงสนับสนุนและแรงต้าน
ในปลายปี พ.ศ.2548 รัฐสภาหมดวาระลง จึงมีการจัดเลือกตั้งกันใหม่ ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น คือการรณรงค์ไม่เลือกใคร หรือ โหวตโน(No Vote)ผลคือ พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนเสียงส่วนมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล(พรรคเดียวเสียงเกินครึ่ง) แต่คะแนนโหวตโน ก็มากจนเป็นที่น่ากังขา อีกทั้งจำนวน ส.ส.ที่ได้ก็ไม่ครบทุกเขต จึงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมก่อน ในที่สุดรัฐบาล 2549 ตัดสินใจประกาศยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่คราวนี้พรรคฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ไม่ยอมส่งผู้สมัคร ลงแข่งเลือกตั้ง หรือบอยคอตการเลือกตั้ง
ในยุคปี พ.ศ. 2547-2549 รัฐไทย(สยาม)ดูสับสนวุ่นวายนัก
กลุ่มต้าน(กลุ่มผู้ชุมนุม)ก็โหมกระพรือข้อมูลหลั่งใหลออกมา บางครั้งเจอความรุนแรง(ระเบิด)เป็นช้วงๆ การชุมนุมก็อยู่ในขั้นผวา แต่ก็ยืนหยัดชุมนุมต่อไป
ในฝั่งภาครัฐ ก็มีชุดข้อมูลอีกชุดหนึ่ง เอาไว้อธิบายข้อมูลกับประชาชน(รายการสถานีวิทยุและโทรทัศน์(นายกทักษิณคุยกับประชาชน)อัถฐาธิบาย(กล่อมกลาว)ในชุดความจริงนั้นๆ
"กูไม่กลัวมึง"
ในการชุมนุมประท้วงก็เหนื่อยล้า(ระอา)ต่อการชุมนุม และถูกความรุนแรงเป็นระยะ แต่ตามชุมนุมประท้วงขับไล่ไปในที่ต่างๆ
แต่ในฝั่งรัฐบาล ก็มีการจัดสรรค์กำลังคน(ดู เนวิน ชิดชอบ)เพื่อมาคาน หรือ ค้านในส่วนของ กำลังประชาชน(สยามพาราก้อน)
ดังกล่าว จึงเกิดปรากฎการณ์"ม๊อบชนม๊อบ"เกิดขึ้นในยุคนั้น
(ต้องไม่ลืมว่า ในยุค พฤษภาทมิฬ(ม้อปมือถือ)ในปี 2535)
ทั้งเหตุการณ์และปรากฎการณ์ จึงยุ้งอีรุงตุงนัง
ฝ่ายต้านเอง ก็พยายามสื่อความหมาย ให้รู้ถึงสิ่งที่เป็นไป
ในฝ่ายรัฐบาลเองก็พยายามสื่อ ความหมาย ต่อการกระทำ
และ ในรบบการเมืองก็ถึง"ทางตัน"เดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ ไม่มีใครยอมใคร...!!!?
19 กันยายน(9/9/49)2549 จึงมีประกาศคณะปฏิวัติ เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ประกาศ ยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะไปประชุมร่วม ในประเทศสหรัฐอเมริกาฯ(ว่าด้วย...)และ
จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ(มาตรา7)
ได้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ (องค์มนตรี)เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่24 ของไทย และจัดทำร่าง รัฐธรรมนูญ ใหม่ ประกาศใช้ ในปี พ.ศ.2550
ในกาลครั้งนั้น ใด้เกิด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปข.)แห่งชาติเกิดขึ้น ในการตรวจสอบ(กรณีเขายายเที่ยง)รัฐบาล เกิดขึ้นในยุคนั้น และการสนับสนุนของประชาชนกับแนวร่วม กาลดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า ครั้งนั้น ในทางสังคม ได้แยกประชาชนออกเป็น (สามฝ่าย)ทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่อยู่กลาง(นิ่งเฉย)กลาง แต่อย่างไรก็ตามในเชิงโครงสร้าง เมื่อคณะปฏิวัติ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จ และประกาศยุบสภา พร้อมทั้งมีการประกาศยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่
ในปี 2551
3.1.รัฐบาลตัวแทน(Nominis)
กล่าวคือ จากผลของคณะตัวแทน ที่ประกาศตัวเป็นผู้แทน และทางในแนวทาง นโยบาย ประชานิยม ก็ยังคงได้รับคะแนนเสียงท้วมท้น ได้จัดตั้งรัฐบาล(ประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีผู้ถูกปฏิวัติจะกลับมามีอำนาจอีก) นาย สมัคร สุนทรเวศ ผู้ประกาสตัว(หัวหน้าพรรค)เป็นตัวแทน(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)อย่างสุดกำลัง ได้รับเลือกจากประขาชน ให้ได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล(ตัวแทน) แต่ ก็ดำรงตำแหน่งได้ระยะหนึ่ง ด้วยเหตุผลทาง รัฐธรรมนูญ ที่กำหนด มาตรการหลายอย่างเพิ่มเติมอาทิ คณะกรรมการว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน(คตส) ศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบกรณีการประพฤติมิชอบและการทุจริตคอรัปชั่น(โกง)ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(ศาลสูงสุดและศาลเดียว)
กฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองได้ ว่าด้วยผู้นำพรรคหรือกรณีกรรมการผู้บริหารพรรคการเมือง มีการทุจริตคอรัปชั่น(ซื่อสิทธิ์และขายเสียง)ในการเลือกตั้ง ทั้งนี้ผู้ที่ขายเสียง(ผู้เลือกตั้ง)เมื่อมีความผิดหรือยินยอมขายสิทธิ ขายเสียง จะมีความผิดด้วย รวมทั้งการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค(109 และ111)ได้ด้วย ต่างๆเหล่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร ในยุคนั้น รวมไปถึงความต้องการ ในรัฐบาลิแห่งชาติ(มาตรา7)ฯลฯอีกด้วย และ มีผลในเวลา(2551)ต่อมา
กล่าวคือ
เมื่อรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวศ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศตัวอย่างชัดเจน ในการเป็นรัฐบาลตัวแทน และดำเนินแนวนโยบาย ไปตามแนวทาง ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร(แนวทางประชานิยม:ดู ประเทศอาเจนตินา ประเทศบราซิล) นั้น แรงต้านเดิมจึงมีต่อไป กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ(พธม.)จึงปักหลักชุมนุมต่อไป และประกาศชุมนุมแบบยืดเยื้อ รัฐบาล(ขนาดผู้เขียน(พิมพ์)ยังเชื่อแบบนั้น แล้วประชาชนตาดำๆ จะไม่เชื่อ(ลวงโลก)แบบผมเหรอ?) กล่าวคือ
รัฐบาลตัวแทน (Nominee)ก็ดำเนินงานต่อไป ภายไต้แนวนโยบายหลัก(ของชาติ)ที่รัฐบาลเดิมทำไว้ "แน่นอน รัฐบาลสมัคร สุนทรเวศ ประกาศ จะแก้ไขปัญหาจราจร และ ชุมชนคับคั่ง จึงประกาศแนวนโยบาย ขยายแนวทางเดิน(รถ)ชุมชนรถ ที่ไม่ต้องการให้ชุมชนชาวกรุงเทพฯต้องเผชิญ(ปัญหาจราจรแออัด)อยู่ฝ่ายเดียว นั้นคือ การสร้างงาน สร้างแนวนโยบาย"ถนนวงแหวนรอบนอก" ทั้งนี้ ในแนวนโยบาย ย้ายการขนส่ง(นิ่มซี่เส็ง)ออกสู่ภายนอกและเส้นรอบเมือง อีกด้วย
นั้นคือแนวนโยบายในรัฐบาลยุคนั้น
แต่อย่างไรก็ตามในเชิงโครงสร้าง
"มีคำกล่าวหนึ่งที่ผู้เขียน(ผู้พิมพ์)ชอบมากๆนั้นคือ "ในเมื่อคุณตั้งจิตรอยู่ในธรรมหรือมีคุณธรรมถามว่า กฎหมายจำเป็นใหม"
ความยุ้งเหยิงในยุคนี้คือ"มึงผิดแต่กูไม่ผิด"(แล้วถ้ากูไม่ผิดแล้วจะขอพระราชทานโทษทำไม...!!!?)โต้กันไปโต้กันมา ในความหมายนี้ ถ้าคนไม่ผิดแล้วจะขอพระราชทานโทษทำไม?)ในเมื่อมึงไม่ผิด?
ในเมื่อในเชิงกฎหมายบอกว่า
ไห้ กับ
ไม่ไห้ แต่
ในเชิงศีลธรรมบอกว่า
ควร?หรือ
ไม่ควร? นั้น
(เด็กๆเขาดูออก?)
ในประมวลความพิจารณาความอาญา(ป.วิ.อ.)บอกใว้ชัดเจน กล่าวคือ
"ในเมื่อคุณมีความผิด ต่อกฎหมายบ้านเมือง จะด้วยเจตนาหรือไม่ เจตนาก็ตาม คุณมีสิทธิโต้แย้งใด้ แต่ เมื่อศาลตัดสิน(คุณต้องกระทำตามนั้น?)
ระบบศาลคือ"ระบบยุติธรรม"(คือยุติตรงนััน)ในเมื่อไม่มีความยุติ(ด้วยธรรม)ก็ต้องเรียกร้องกันไป!?
รัฐบาลตัวแทน นายสมัคร สุนทรเวศ เข้ามาทำงาน ด้วยจุดประสงค์หลายอย่าง แต่อนุมัติชัดเจน คือเรื่องปัญหาจราจร(วงแหวนรอบนอก)แต่ในทางการเมือง ก็"ชิมไปบ่นไป"จนได้เรื่อง
รัฐบาลสมัคร ก็มีเหตุต้องยุติตัวเอง ด้วยเหตุผลทาง กฎหมาย แล้ว ต่อยอด ด้วยรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์)น้องเขย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาฯเข้าดำรงตำแหน่งฯ(10กัววันมั้ง)นายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าทำเนียบ(รัฐบาล)ได้นั้งเก้าอี้นายก กล่าวคือ
รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่มีภาระกิจ ต้องไปทำหน้าที่ยังต่างแดน ครั้นจะกลับเข้ามาภายในประเทศ กลุ่มผู้ชุมนุม ในนาม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ ได้ปักหลักชุมนุม อย่างเหนื่อวแน่น และไม่ยอมให้ นายกรัฐมนตรี ใช้บริการสนามบินเด็ดขาด
นายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงจำเป็นต้องเบี่ยงแบน สายการบินไปยังภาคเหนือ(เชียงใหม่)แทน
เหตุการณ์ ในครั้งนั้น ชุลมลวุ่นวายตามสมควร
รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อาจจะกล่าวได้ว่า แทบจะถูกปลดกลางอากาศ ในเมื่อสัมผัสลงพื้น(ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงค์ตำแหน่งทางการเมือง)ประกาศยุบพรรค"พลังประชาชน)[ยุบพรรคไทยรักไทยมาก่อนแล้ว]นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงสิ้นสภาพการเป็น นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนั้น
ทางรัฐสภาฯ มีมติ เลือก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่27 ของไทยในปี พ.ศ. 2551-2554 และในรูปของการพัฒนา อาจจะกล่าวได้ว่า แทบจะเรียกได้ว่า"เป็นกงกรรมกงเกวียนในทางการเมือง" ที่กล่าวมีสังเกตุ พอสังเขป หลายประการ ที่จะนำมาพิจารณา ณ.ที่นี้ กล่าวคือ
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในปี2551 มีลักษณะ คล้ายๆ กับรัฐบาล นายชวน หลีกภัย อย่างน้อย สองประการ หลัก กล่าวคือ
ประการแรก: ในกรณีเข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมติของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีกลุ่มบุคคลแปรพัก และให้การสนับสนุน(กลุ่มงูเห่าภาค2)ในสภาฯ โดยมีคำกล่าวสั้นๆว่า"มันจบแล้วครับนาย"(เนวิน ชิดชอบ)ในปี2551 ซึ่งทางประวัติศาสตร์ จะมีลักษณะ(กลุ่มงูเห่าภาคแรก)ในรัฐบาล ชวน2 ในปี พ.ศ.2541...!?
ประการต่อมา: รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเข้ามา ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่27 ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เป็นเพราะ กล่าวคือ ในปี2551 ได้เกิดปรากฎการณ์ในมหาวิกฤติ ทางเศรษฐกิจโลก โดยมีกลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศมหาอำนาจ(สหรัฐฯ)เป็นตัวนำ ดังกล่าวจึงมีการดำเนินการแบบรัดกุม และพยายามกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็น ช้วงๆ ซึ่งลักษณะดังกล่าว จะคล้ายๆกับ รัฐบาล นายชวน หลีกภัย ในปี พ.ศ.2541"ในวิกฤติทางเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง"ที่ประเทศไทยเป็นตัวนำ ในรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงค์ใจยุทธ(ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี) พ.ศ.2540 และการเมืองก็เปลี่ยนขั้วเช่นกัน(กลุ่มงูเห่าภาค1-2) แต่
สิ่งที่ไมเหมือน ก็มีและเกิดขึ้นในยุคนี้ กล่าวคือ
อีกประการ:การปฏิวัติรัฐประหาร(2549) กล่าวคือ ในทางประวัติศาสตร์นั้น "เมื่อผู้ถูก ปฏิวัติยึดอำนาจ"แล้วนั้น เมื่อถูก ปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จแล้วนั้น จะมิได้มีอำนาจนำ(เต็ม)อีกครั้ง...!!!?แต่ในกรณี การปฏิวัติรัฐประหาร ปีพ.ศ.2549 กลับมีลักษณะแปรเปลี่ยน หรือ เปลี่ยนรูปไปบ้าง ในผลของการพัฒนา และควรศึกษายิ่งทางการเมืองการปกครอง กล่าวคือ
ในเหตุการณ์และปรากฎการณ์ ในปี พ.ศ.2547-2549 นั้นได้เกิดปรากฎการณ์ และเหตุการณ์ ในกลุ่มม๊อบที่ชุมนุมและขับไล่รัฐบาล แบบยืดเหยื้อและยาวนาน และเกิดเหตุการณ์(รุนแรง)เป็นช้วงๆ แต่สิ่งที่เกิดใหม่ในยุคนั้นคือ "กรณีม๊อบชนม๊อบ" หรือ อีกนัย การระดมหรือสร้างกลุ่มสนับสนุน(รัฐบาล)ออกมาต้าน หรือคานกับกลุ่มต้านรัฐบาลเป็นระยะ(ถึงแม้จะยังไม่เป็นรูปธรรมมากก็ตาม)และปรากฎการณ์นั้นก็มีให้เห็นเรื่อยๆในยุคนั้น และทวีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และ อาจจะกล่าวได้ว่า มูลเหตุของความขัดแย้ง ที่กระจายการพัฒนาที่แต่เดิม อยู่แต่ในกลุ่มนักการเมือง หรือ กลุ่มที่ต้องการและมีอำนาจ ก็เริ่มกระจายหรือแซกซึมเข้าสู่ภาคพลเมือง หรือ ประชาชนมากขึ้น จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม?ปรากฏการณ์ นี้ขยายผลมากขึ้นเรื่อยๆ และ
ปรากฏการณ์ นี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อ(พี่จะปฏิวติผมเหรอ...!?)เมื่อเกิดการ ปฏิวัติยึดอำนาจ ในปี พ.ศ.2549 ประชาชน ถูกแยกออกเป็นอย่างน้อย สามฝ่าย กล่าวคือ
●ฝ่ายต้าน?
●ฝ่ายสนับสนุน?และ
●ฝ่ายที่ยัง งงๆอยู่กับการเมือง?
รูปธรรมนี้ชัดเจนเมื่อ ผู้ถูกปฏิวัติ ก็เริ่มทยอยตัวออกมาอย่าชัดเจนและเด่นชัดมากขึ้น !ในการทำงานของรัฐบาลแห่งชาติ(พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์)เช่นกรณีเขายายเที่ยง...กรณีสนามบินหรือกองบัญชาการ ในจังหวัดขอนแก่น(ค่ายเปรม)และอื่นๆฯลฯ
และปรากฏการณ์นี้ย่อมขยายผล ออกไปสู่ภาคการเมืองปกติ อย่างไม่น่าสงสัย กล่าวคือ เมื่อคณะผู้ปฏิวัติ(คมช.)จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จและมีประกาศการเลือกตั้งทั่วไป ในปี พ.ศ.2551ผลคือ รัฐบาลตัวแทน ของ(นอมินี)ของผู้ถูกปฏิวัติยังได้รับคะแนนเสียง(ประชานิยม)กลับมาเป็นรัฐบาลอีก(ปฏิวัติยึดอำนาจเสียของ)นายสมัคร สุนทรเวศ ได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลและต่อยอด ไปสู่รัฐบาล(น้องเขย)นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดังที่กล่าวมา ดังนี้ กลุ่มต้านจึงมีภาระกิจ ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ต่อไป(กรณีสนาบินสุวรรณภูมิ)และ ผลของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ก็ได้แสดงศักยภาพ (โดยเฉพาะระบบศาลยุติธรรม)ในการตัดสินอรรถคดีและคดีความต่างๆ ทั้งในทางอาญา(ป.วิ.อ)ในทางแพ่ง(ป.วิ.พ.)โดยเฉพาะ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงค์ตำแหน่งทางการเมือง อาทิ
●กรณี คดี ที่ดินรัชดา(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)
●กรณี การรับจ้างเอกชนออกรายการ"ชิมไปบ่นไป(สมัคร สุนทรเวศ)
●กรณี ความผิดของพรรคการเมือง(บรรหาร ศิลปอาชา , สมชาย วงศ์สวัสดิ์ฯ)และยุบพรรคการเมือง(ท.ร.ท.,ช.ท. และพ.ป.ชฯ)
และทางสภามีมติ เลือก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่27 ดังที่กล่าวมา นั้น
ในทางการเมือง ในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ของไทย ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มีพัฒนาการลงมาสู่ภาคสังคมพลเมือง(ประชาชน)ของรัฐมากขึ้น

ที่วงจรแห่งการพัฒนาต้องกล่าวเช่นนั้น กล่าวคือ ก็คือลำดับของการพัฒนา (วิภาษณ์วิธี)มาเป็นลำดับนั้นเอง!
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเจอกับมรสุมนี้เช่นกัน กล่าวคือ
การปิดล้อมรัฐสภาฯและทำเนียบรัฐบาล และการมุ่งหมายในการใช้กำลัง(ทำร้าย)ในกลุ่มของผู้ชุมนุม(ซึ่งในช้วงปี พ.ศ.2551 การชุมนุมของประชาชน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม(เหลือง-แดง)ชัดเจน ในเป้าประสงค์ ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และสนับสนุนรัฐบาล) และการชุมนุมประท้วงในการประชุมสุดยอดผู้นำ จากประเทศต่างๆ ที่พัทยา จ.ชลบุรี(อริสมัน พงษ์เรืองรอง) ทำให้เป็นข่าวคึกโครมในขณะนั้น ที่สำคัญที่สุด ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมองค์คณะ นัดพิจารณาในฐานความผิดทางแพ่ง ในคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี(2544-2549) ในฐานความผิดต่างๆ(5-6คดี)และมีมติจากที่ประชุม ในการยึดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ บางส่วน(46,000ล้าน)ในจำนวนกว่า เจ็ดพันล้าน เพื่อกลับมาเป็นของรัฐ ในคดีทุจริตคอร์รับชั่นต่างๆ...!?
ดังกล่าว ในช้วงระยะเวลานี้ ได้เกิดวาทะกรรม และวิวาทะ ทางการเมือง เกิดขึ้นมากมาย อาทิ การสัญญาจะหยุดยุ้งเกี่ยวทางการเมือง ...แต่เมื่อผลตัดสินออกมาเหล่า นั้น จึงเกิดแรงโหมกระพรือหนักหน่วงและรุนแรงเพิ่มขึ้น ในยุค"การเมืองกูไม่กลัวมึง" แรงบีบแรงเค้นต่างๆประเดประดังออกมา วาทะกรรมวิวาทะต่างๆประเดประดังออกมา กลุ่มชนที่อยู่เบื้องหลังทยอยแสดงตัวตนออกมา...!!! และนั้นคือการนัดชุมนุมใหญ่ในปี พ.ศ.2553 ดังที่กล่าวมา(พอสังเขป)แล้ว การประกาศเชิญชวนประชาชนจากทุกภูมิภาค เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ชุมนุมใหญ่ประท้วงขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในเดือนมีนาคมในปีเดียวกัน และ กินเวลายาวนานหลายเดือน ภายไต้เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ในปรากฎการณ์ในขณะนั้น
กิจกรรมและการคลื้อนพลเกิดมากมาย ออกไปทั้วกรุงเทพฯ เหตุการณ์ ก็เกิดขึ้นทุกวัน และกินเวลาหลายเดือน ทั้งการลอบวางระเบิด ยิงระเบิด การจุดไฟเผาฯลฯ สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นระยะๆ มีการนัดเจรจา ประนีประนอม เป็นระยะๆ แต่ก็หาผลสรุปไม่ได้ การประทะกันระหว่างฝ่ายสร้างความ สับสนวุ่นวายมากขึ้น ทั้งกองกำลัง(ชายชุดดำ)ไม่ทราบฝ่าย ทั้งกองกำลังทราบฝ่าย สับสนวุ่นวายมากขึ้น และขยายการชุมนุมไปในหลายจุด และบางจุดเกิดการประทะกัน บาดเจ็บล้มตายในการ บุกประท้วงชุมนุมฯและการขอพื้นที่คืน บางจุดของฝ่ายรัฐบาลฯ
ในที่สุดรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจประกาศ กระชับพื้นที่และขอพื้นที่บางส่วน คืนจากผู้ชุมนุมเพื่อใช้ประโยชน์ ในเชิงสาธารณะ และบีบผู้ชุมนุมเข้าไปอยู่ในจุดที่จะดูแลได้ง่ายขึ้น รัฐบาลก็พยายามที่จะนัดเจรจาประนีประนอม แต่ก็ไม่เป็นผล ในฝั่งผู้ชุมนุมก็ถึงขั้น อยากให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ชวลิต ยงค์ใจยุทธ ผู้กล่าว) เสด็จลงมาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย(แต่ทรงเสด็จลงมาไม่ได้ เป็นเพราะพระประมุขทรงอยู่เหนือการเมือง และใช้พระราชอำนาจผ่านอำนาจทั้งสามฝ่าย ภายไต้รัฐธรรมนูญกำหนด)
เหตุการณ์ในบริเวณสี่แยกคอกวัว ทำให้ พลเอก ร่มเกล้า ยุวธรรม ต้องเสียชีวิตลง และ
ในการกระชับพื้นที่ จนกลุ่มผู้ชุมนุมต้องมารวมตัว ที่สวนลุมพินี และตั้งป้อมค่ายปิดทางเข้าออกหลายสาย ที่จะผ่านเข้าไปตามถนนสายต่างๆ อาทิ ถ.สาทร ถ.พระรามสี่ฯลฯ แต่ที่จุดที่สวนลุมพินี ได้ทำให้ พลตรี ขัตติยะ(เสธแดง)สาลีผล ต้องเสียชีวิตลง ปรากฏการณ์ ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศกระชับพื้นที่สลายการชุมนุม และบีบเข้าใกล้เวทีใหญ่ในการชุมนุม ในที่สุดกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุม ประกาศยกเลิกและสลายการชุมนุม
เหตุการณ์จึงเริ่มผ่อนคลายลง ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2553...!!!?
"สงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนับศพทหาร"คำกล่าวของปราชญ์...!
"เหมือนกงกรรมกงเกวียน"เมื่อ
●→→→●←←←●

ซ้าย→กลาง←ขวา

กล่าวคือ
ความสับสนวุ่นวายในยุคนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า เกิดขึ้นในเกือบจะทุกมิติ กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นงานทางด้าน"วิชาการ"(กลุ่มซ้ายจัด กลุ่มขวาจัด และกลุ่มที่อยู่ตรงกลาง)ผสมผสานกับกลุ่มนักการเมือง (ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล) ที่สำคัญ ในยุคนี้ได้ดึงเอามวลชน(ประชาชน)กลุ่มต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ของฝ่ายตนอย่างไม่เคยมีปรากฎการณ์ นี้มาก่อนในทางการเมืองไทย จนทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบ"สังคมและเศรษฐกิจ"ในทุกภาคส่วน เช่น ระบบเศรษฐกิจโลก ที่ซบเซาอยู่แล้ว ถึงแม้ประเทศไทยจะถูกผลกระทบน้อย
จากการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูภูมิพลอดุลยเดช มาปรับในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(แผนฯ8-9) และประคับประคองทางเศรษฐกิจ ที่เกิดวิกฤษติ ในปี พ.ศ.2540(ต้มยำกุ้ง) และวิกฤติทางเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากทางฝั่งกลุ่มประเทศยุโรป ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องพิมพ์ธนบัตรเงินสกุลดอลล่าร์ เข้าสู่ระบอบ หลายครั้ง ส่วนในประเทศไทย ก็เกิดวิกฤติทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อ ระบบสังคมและเศรษกิจ ตามที่กล่าวมา เกี่ยวกับการบริหารจัดการ แบบประชานิยม จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในรูปแบบต่างๆ เช่น"ธนะกิจการเมือง ผลประโยชน์ซ้อนทับระหว่าง นโยบาย(รัฐ)กับผลประโยชน์ส่วนตน(ธุรกิจ)การมอมเมาประชาชน การทุจริตคอรับชั่น เชิงนโยบาย และทำให้รัฐเกิดความเสียหาย ในการบริหารจัดการ ในรัฐบาลชุดปี พ.ศ. 2544-2548 และนำไปสู่ปรากฎการณ์ และเหตุการณ์ ในปี พ.ศ.2549 จนยากที่จะหาทางออกได้ง่ายๆ ทั้งทางการเมือง ทางสังคมและเศรษฐกิจ จึงเกิดวันที่19 ก.ย.2549 ขึ้น
กล่าวคือ...
★★★★★★★★
®...
●ถอดบทเรียนอดีตสร้าอนาคตชาติ
...(อีเมล:politic@dailynews.co.th)
...ก้าวข้าม11ปีเต็มสำหรับเหตุการณ์รัฐประหารเมืองไทย วันที่ 19 ก.ย.2549 ตลอดห้วงเวลากว่า4,000วันได้สะท้อนให้เห็นภาพเส้นทางประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ไม่เคยด้วยกลีบกุหลาบ...
...ทบทวนความทรงจำเพื่อเป็นบทเรียนสอนใจในอนาคต
ย้อนกลับไปในช้วงปี2549 บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ระส่ำระสายอย่างหนัก จากสารพัดเหตุปัจจัย มีการชุมนุมของกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ
ค่ำคืนวันที่19 ก.ย.2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ)ในขณะนั้น ได้ตัดสินใจนำขุนพลทหารตบเท้า เข้ายึดอำนาจบริหารประเทศ จาก นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่23 ระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร ปฎิบัติภารกิจที่สหรัฐอเมริกา
ต่อมา พล.อ.สนธิได้เชิญ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่24 พร้อมตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี2550 และนำไปสู่การเลือกตั้ง
ผลปรากฎ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พลังประชาชน ได้ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่25 ก่อนถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า นายสมัคร กระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องคุณสมบัติ นายกรัฐมนตรี ประเด็นจัดรายการโทรทัศน์"ชิมไปบ่นไป"และ"ยกโขยง 6โมงเช้า"
จากนั้นเดือน ก.ย.2551ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่26 ระหว่างนั้นเกิดเหตุสลายการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ต่อมาในช้วงปลายปี2551ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆจากกรณีทุจริตการเลือกตั้ง เป็นเหตุให้นายสมชายพ้นจาตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
เมื่อมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผลปรากฎ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คะแนนเสียงในสภามากกว่า จึงได้เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่27
จากนั่นไม่นาน เกิดการชุมนุมของกลุ่ม นปข.กระทั้งนำไปสู่เหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี2553 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมากอีกเช่นกัน
ต่อมาในปี2554 มีการยุบสภา ภายหลังปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้ง
ผลปรากฎพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีคนที่28
อาจกล่าวได้ว่า ในระหว่างปี2556-2557 หน้าบันทึกประวัติศาสตร์ การเมืองไทยหมุนวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ระส่ำระสายอย่างหนักจากสารพัดเหตุปัจจัย มีการชุมนุมของกลุ่มการเมืองต่างๆ
กระทั้งวันที่ 22พ.ค.2557 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)ภายไต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นตัดสินใจเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่29 และนั่งบริหารประเทศต่อเนื่องนานกว่า 3 ปี
พล.อ.ประยุทธ์ ฉายภาพฝันให้คนไทยเห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ตีธงเดินหน้าสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองของคนในชาติ
ประกาศนำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตยฯสากล มีความเจริญรุ่งเรือง ภายไต้แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี
ทั้งหมดทั้งมวลคือภาพเส้นทางประชาธิปไตยฯแบบไทยๆที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องถอดบทเรียนสิ่งผิดพลาดในอดีต เพื่อเดินไปสู่อนาคตที่สดไส
วางรากฐานให้ลูกหลานไทยไม่ต้องเดินย่ำซ้ำรอยเดิมเหมือนที่ผ่านมา!!..●
(อ้างใน●นสพ.เดลินิวส์(การเมือง)วันพฤหัสดีที่ 21 กันยายน พ.ศ.2560(พึ่งอ้าง)หน้า3 คอลัมน์ "สถาณการณ์ร้อน:โปรดศึกษาฯเพิ่มเติม)

[m.k.c.22/11/2560)
●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●★★★★★★★★★★★★★★
"บทวิเคราะห์และสรุป(ย่อ)ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา"
ในช้วงระยะเวลานี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการพัฒนากันบ้างอยู่พอสมควร!...แต่ก็มีหลายภาคส่วนเสนอแนวทางการพัฒนา หรือ ในแนวทางการปฏิรูป(Reforms)ในครั้งนี้ เพื่อส่งผลต่อการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อยังผลต่อ
"การพัฒนาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข"ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งๆขึ้นไป...!!!? ในหลายๆภาคส่วน
อาทิ กลุ่มผู้ปฏิรูปต่างๆ และรัฐบาล(คมช.)นักคิดนักเขียน นักวิชาการในหลายภาคส่วน และภาคพลเมืองประชาชนในทุกภาคส่วน อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ ของคณะกรรมการรักษาความสงบและความเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)และแม่น้ำ 5สาย ในการปฏิรูปประเทศ(สนช.,สปช.ฯลฯ)สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ที่เร่งออกแบบและการพัฒนาประเทศ(ดูแผนพัฒนาที่หัวโพสต์ข้างต้น)ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่12
คณะรัฐบาล(ครม.)ที่ เร่งทำโครงการต่างๆอาทิ ทางด้านคมนาคมรถไฟรางคู่,รฟ.ความเร็วสูง(เส้นทางสายใหม)ระเบียงเศรษฐกิจ(ภาคตะวันออก)เกษตรแปลงใหญ่,การบริหารจัดการน้ำ และอื่นๆฯลฯ ทั้งนี้ในด้านความร่วมมือ ในทุกภาคส่วน ในแนวโครงการ"ประชารัฐ"ร่วมใจ อาทิ เน็ตประชารัฐรวมใจ(อินเทอร์เน็ตทุกหมู่บ้าน)การเป็นศูนย์กลางทางการสื่อสาร(ฮับ)แห่งภูมิภาค(อาเซี่ยน) และอื่นๆอีกที่ยังมิได้กล่าวฯลฯอื่นๆ
ทั้งนี้ในภาพรวมใหญ่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ออกมากล่าวผ่านสื่อ(คอลัมน์หนังสือพิมพ์)หลายครั้งว่า
"การพัฒนาประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ของไทยนั้น จำเป็นต้องเร่งแก้"ไตรยประชาธิปไตรย" นั้นคือ
○ประชาธิปไตยฯทางการเมือง
○ประชาธิปไตยฯ ทางเศรษฐกิจ และ
○ประชาธิปไตยฯ ทางสังคม นั้นคือ
การสร้างประชาธิปไตยฯ เพื่อความชอบธรรมและความเป็นธรรม ให้กับทุกภาคส่วน"
(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)
ดังนี้
วงจรแห่งการพัฒนา จะขอบรรยายสรุปย่อในตัวแบบ เป็นดังนี้ กล่าวคือ
เมื่อ
y(input)




-x(input)●→ ●→ ●x(output)
-x(input)●→ ●→ ●x(output)




-y(input)
●(copyright development of cycle by mongkol chegwang at 23/11/2560(2017))...!
[โปรดดูตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ประกอบ]
กล่าวคือ
y(input)


=พัฒนาการ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระปรมุข(ของไทย)
y(input)

●→: ประเทศไทยนั้นมีจุดกำเนิดมา ในทางประวัติศาสตร์ในหลายสำนัก กล่าวตรงกันว่า เกิดในยุคกรุงสุโขทัย เมื่ออำนาจเขมร(ขอม)เสื่อมอำนาจลง "พ่อขุนศรีนาวนัมถุง"จึงทรงสถาปนา"แว้น(กรุง)แคว้น สุโขทัยขึ้น และต่อมา เมื่อพระองค์สิ้นพระชนย์ลง จึงมีความอ่อนแอ ขอมสมาตโขนลำพง จึงเข้าชิงเมืองได้สำเร็จ แต่ต่อมา พ่อขุนผาเมือง และ พ่อขุนบางกลางหาว (ลูกชายและพระสหาย)ได้รวบรวมไพร่พล กลับไปชิงเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ และแต่งตั้ง พ่อขุนบางกลางหาว ขึ้นเป็นพ่อขุนอินทราทิตย์ ขึ้นเป็นผู้ปกครอง หรือ ปฐมกษัตริย์ และสถาปนา "กรุงสุโขทัย" ในปีพุทธศตวรรษ(ราว ปีพ.ศ.1762 หรือ 1792(ต้องการอ้างอิง))ที่ 18 และมีพ่อขุนปกครอง ต่อมาอีก 9พระองค์ โดยเฉพาะ ในยุคพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นั้นดูจะสมบูรณ์ครบ(ในแง่การค้นพบประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์ ในภูมิภาคแถบนี้ นักมานุษย์ศาสตร์พบหลักฐาน มนุษย์ในภูมิภาคนี้ มีมากว่าแสนปี และเผ่าพันธุ์(กลุ่มชาติพันธุ์)มีมาหลายพันปี รวมถึงอาณาจักรต่างๆ อาทิ ล้านนา,ล้านช้าง(อีสาน)ทวารารวดีฯลฯ) อาทิ
●การมีอาณาเขตที่เด่นชัดฯล(รัฐ)
●การมีผู้ปกครองที่ชัดเจนฯล(พ่อขุน:กษัตริย์)
●การมีศิลปในทางปกครองฯล(พุทธศาสนา:อารยธรรมอินเดีย)และ
●การมีภาษาพูดและภาษาเขียน(สยาม(เสียม)[ไทย]เป็นของตนเอง(หลักศิลาจารึก!) และ
สิ่งประดิษฐสร้างศิลปวัฒนธรรม ในยุคนี้ชัดเจนมาก ทั้งวัดวาอาราม ต่างๆ ถ้วยชามสังคโลก(พบเห็นได้ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ)และอื่นๆฯลฯ...!?
แต่พอสิ้นยุคของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในยุคกรุงสุโขทัย ที่อยู่ภาคกลางตอนบนและต่อยอดการปกครองพ่อขุน(ปิตุลา...!)มาอีกหลายพระองค์(ทั้งสิ้น9พระองค์)ก็เริ่มมีความอ่อนแอลงมาก และ
กรุงศรีพระอยุธยาที่อยู่ภาคกลางตอนล่างโดยพระเจ้าอู่ทอง ได้มายึดครองในกลุ่มอารยธรรมเดิมและสถาปนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่1 เป็นปฐมกษัตริย์ พระองค์แรกในยุคกรุงศรีพระอยุธยา สร้างความยิ่งใหญ่เกรียงใกล ออกไปทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงกรุงสุโขทัยด้วย จนกรุงสุโขทัยต้องผนวกรวม(ไม่เด่นชัด:ต้องการอ้างอิง)กับกรุงพระศรีอยุทธยา ในเวลาต่อมา(โปรดศึกษา ความสัมพันธไมตรี)ในการเป็นเมืองหลวงในราชอาณาจักรไทยในเวลาต่อมา โดยกรุงสุโขทัย ในยุคนั้น ปกครองตนเองอยู่ราวๆ(เกือบ)200ปี
ในส่วนยุคกรุงศรีพระอยุธยา เมื่อเป็นเมืองศูนย์กลางแล้ว ก็นำอารยธรรมต่างๆมาผสมผสานในทางปกครอง อาทิ อารยธรรมอินเดีย(สุโขทัย)อารยธรรมจีน(เทวสิทธิ์:โองการแห่งสวรรค์) อารยธรรม ขอม,เขมร,ทวารวดีฯลฯ เข้ามาผสมผสานทางปกครองสร้างความยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะ การขยายอาณาเขต และการทำมาค้าขายกับต่างแดน อาทิ จีน,โปตุเกต(กีส)ฝรั่งเศส,อังกฤษ ฯลฯ ซึ่งสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคกรุงพระศรีอยุธยา ก็มีอันยุติลง ด้วยการเสียกรุงถึงสองครั้งสองครา ให้กับรัฐพม่า
ครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช(พระองค์ดำ)ต้องใช้เวลาถึง15ปีในการกอบกู้เอกราช...!?
ครั้งที่สอง สมเด็จเจ้าพระยาตากสิน ร่วมกับสมเด็จเจ้าพระยาจักรี ทำการกอบกู้สำเร็จ แต่ความเสียหายในสงครามครั้งนี้ มากมายนัก สมเด็จเจ้าพระยาทั้งสอง จึงเกณฑ์ไพร่พล ลงมายังแถวปากอ่าวไทย ตั้งเมืองนามกรุงธนบุรี
ในยุคกรุงศรีพระอยุธยา มีการเมืองการปกครอง ถึง 417ปี มีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 33 พระองค์ (แบ่งการศึกษาออกเป็นสามยุค คือยุคต้น ยุคกลางและยุคปลายสมัย)
ในยุคกรุงธนบุรีมีพระมหากษัตริย์ พระองค์เดียว คือสมเด็จเจ้าพระยาตากสินมหาราช มีการปกครองอยู่15ปี สมเด็จเจ้าพระยา จักรี จึงทรงย้ายเมืองหลวง มาทางฝั้งทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)ก่อตั้งเมืองกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง...!?
ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าพระยาจักรี ต้องก่อร่างสร้างเมืองกรุงเทพฯด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจอกับสงคราม9ทัพโอบล้อมเมืองไว้ แต่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ และทรงปราบดาภิเษก ขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบรมปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีกรุงเทพพระมหานคร เป็นราชธานีในอาณาจักรสยาม ทั้งนี้ ยังทรงนำรูปแบบทางปก ทั้งจากกรุงสุโขทัย และกรุงศรีพระอยุธยา มาปรับใช้ ในระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยสมบูรณ์
กล่าวคือ
รูปแบบทางปกครองยุคสุโขทัย
y

●→ระบบพ่อขุน(ปิตุตา...!)
●→ระบบลูกขุน(อำมาตย์ราชปฏิภาร)
●→ไพร่พลขุนศึก(ทหาร)
●→ไพร่ฟ้าประชาราษณ์และทาส(ทาสเชลยศึก)
ส่วน
รูปแบบทางปกครองของกรุงศรีพระอยุธยา และ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในกรุงรัตนโกสินทร์ จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน
กล่าวคือ
y

●→ระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์(กษัตริย์)
●→ระบบขุนนางอำมาตย์ราชครูฯ
●→ระบบไพร่พลขุนศึก
●→ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์และทาส
(ดูตัวแบบประกอบ)
ทั้งในรูปแบบทางปกครอง ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ใช้ปกครองต่อมาในหลายพระองค์ ก็เกิดผลกระทบอันเกิดจากภายนอกประเทศและอารยธรรมตะวันตก อาทิ สนธิสัญญาเบราริ่ง กับประเทศอังกฤษ ในรัชกาลที่๔ และหนักสุดในรัชกาลที่๕ ในยุคล่าอาณานิคม จนต้องใด้ทรง ปฏิรูปทางปกครอง และทรงทำการเลิกทาสได้สำเร็จ ปูทางเข้าสู่การปกครองรูปแบบใหม่.! ในรัชกาลที่๖ ก็ทรงพัฒนาหลายด้าน ทั้งทางทหารกำลังพลสมัยใหม่ การทดสอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ(พระราชวังดุสิต)และการส่งกองกำลังทหารไปร่วมรบ กับกลุ่มพันธมิตร ในมหาสงครามโลกครั้งที่1(ชนะสงคราม) และมาถึงยุคขององค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ที่ทรงมีความจะพยายามพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา แต่ถูกอภิวัฒน์ทางการเมืองเสียก่อน ซึ่งพระองค์ก็ทรงที่จะยินยอม มอบพระราชอำนาจนั้นให้กับประชาชนทุกคน แล้ว รูปแบบทางปกครอง ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเปลี่ยนแปลงมาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ในวันที่24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยกลุมบุคคลที่เรียกตัวเองว่า"กลุ่มคณะราษฎร" และทำการเปลี่ยนโครงสร้างทางปกครอง เข้าสู่ระบอบ การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ...!
1.0> โครงสร้างทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ของไทย ปีพ.ศ.2475 ในวงจรแห่งการพัฒนา เป็นดังนี้
y

●→สถาบันชาติ
●→คณะราษฎร
●→ข้าราชการ
●→รัฐวิสาหกิจ
-x→●→→→ ●→→→●
↓ ↓ ↓
รัฐธรรมนูญ,รัฐสภาฯ,ตุลาการ→
>ในปี พ.ศ.2475 กลุ่มคณะราษฎรได้จัดวางโครงสร้างทางปกครองขึ้นมาอย่างน้อย สี่ประการคือ
●การมีรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางในทางปกครอง และพระมหากษัตริย์นั้นใช้พระราชอำนาจภายไต้รัฐธรรมนูญกำหนด ผ่านทางอำนาจทั้งสามผฝ่ายคือ ผ่านทางกระบวนการทางรัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร อันมีอำนาจทั้งสามฝ่ายที่เป็นอิสระต่อกัน(ดู มงเตสกิเออ)...!
●มีกระบวนการทางรัฐสภาฯ(ส.ส.)?
●มีกระบวนการทางบริหาร(ครม.)?
●มีกระบวนการในทางยุติธรรม(ศาล)
และ
นี้คือโครงสร้างในปิรามิทฐานบน ในวงจรแห่งการพัฒนา เป็นดังนี้ คือ
y

↑↓

↑↓ ↑feedback
→-x●→→→●→→→●x→output
(m.k.c.24/11/2560)
อาจจะกล่าวได้ว่า ในยุคการพัฒนายุคโครงสร้างและกระบวนการ(1.0>2475-2516)นี้ มีหลายวงจร(cycle feedback)ให้ศึกษา เป็นเพราะต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน อาทิ การขัดแย้งกันเองของกลุ่มคณะราษฎร ในแนวทางการพัฒนา(ดู ปรีดี พนมยงค์ หรือ ป๋วย อึ่งภากรณ์) การต้องเผชิญกับภาวะมหาสงครามโลกครั้งที่2(ดู ฝ่ายอักษะ><กลุ่มสัมพันธมิตร:จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม><เสรีไทย)การที่องค์พระประมุข(พระมหากษัตริย์)ทรงสละราชสมบัติ เสด็จนิวัฒน์ยังต่างแดน ในองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ จนสิ้นสมัยของพระองค์ นั้นทำให้กลุ่มคณะราษฎร ต้องตัดสินใจแต่งตั้งองค์รัชทายาท(พระองค์น้อย)ถึงสองพระองค์ กล่าวคือ
กราบบังคมทูลอันเชิญ รัชทายาท ขึ้นเถลิงราชสมบัติ องค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนอานันทมหิดล เถลิงราชสมบัติ ในพระเจ้าหัวรัชกาลที่๘ และทรงเป็นองค์พระประมุขและจอมทัพไทย(ด้วยพระชันษายังน้อย)ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่๘ สิ้นพระชนม์(ต้องพระแสงปืน) ทางรัฐบาล จึงกราบบังคมทูลเชิญรัชทายาท(ตามกฎมนเฑียรบาล:จารีตประเพณี)ทูลอันเชิญ องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเถลิงราชสมบัติ และเป็นองค์พระประมุข ในระบอบการเมืองการปกครอง ในระบบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข เป็นในหลวงรัชกาลที่๙ แต่ด้วยพระชนย์ยังน้อย จึงมีผู้รับสนองรับสำเร็จราชการแทน(ทั้งสองพระองค์)และยังต้องทรงเสด็จไปศึกษาต่อยังต่างแดน(ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน:เป็นคำกล่าวร้องตะโกนของประชาชน ที่มารอเฝ้าส่งเสด็จเมื่อคราวทรงไปทำการศึกษา)และมีผู้สนองรับสำเร็จราชการแทน(โปรดศึกษาเพิ่มเติม)
ในทางการเมืองยุคนี้ก็ยุ้งยากพอสมควร เมื่อปี2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุมาจากความวุ่นวายในปี2499(อันตพาลครองเมือง)จึงทำการปฎิวัติรัฐประหารเข้าสู่อำนาจ โดยกล่าวสั้นว่า"ผมจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"โดยมี จอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งแทนชั่วคราวเมื่อคราไปรักษาตัวยังต่างแดน และกลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แต่อยู่ในรูป"พ่อขุนเผด็จการ"(เผด็จการเบร็ดเสร็จ)แต่ในยุคนี้จึงมีแนวคิดในการพัฒนาโดย มีการจัดทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นเป็นฉบับแรก(พ.ศ.2500 - 2506)จึงเร่งการพัฒนา ด้านสารณูปโภคพื้นฐาน และพัฒนาเมืองเข้าสู่แนวความคิด การนำพารัฐเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และระบบตลาดทุนนิยมเสรี จนจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร พยายามที่จะสืบทอดอำนาจแทน จนกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ออกมาต้านและชุมนุมเรียกร้อง"ประชาธิปไตยฯ จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากการเป็น นายกรัฐมนตรี และหลี้ภัยยังต่างแดน และ วงจรแห่งการพัฒนา(ดูตัวแบบประกอบ)วิภาษณ์เช่นนี้ จึงถือว่าสิ้นยุค 1.0.ด้วยเช่นกัน
ยุค2.0 ยุคประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข เกือบจะเต็มใบ(ครึ่งใบ)กล่าวคือ(2.0>2516 -2535)
ในยุคนี้มีจุดกำเนิดภายหลังเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 14ตุลาคม พ.ศ.2516 และการได้มาชึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2517 ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยฯฉบับหนึ่งเลยทีเดียว และผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า
ในผลการเลือกตั้ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จากพรรคกิจสังคม(เดิมหัวหน้าพรรคก้าวหน้า และยุบรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่จะก่อตั้งพรรคกิจสังคม ในปี พ.ศ.2517)ที่ได้รับคะแนนเสียงในสภาเพียง 18 เสียงแต่มติในสภาโหวตคะแนนเสียงใหัเข้ารับดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่13ของไทย และออกนโยบาย"เงินผัน"(ต้นแบบประชานิยม)โดยกล่าวสั้นๆในสภาว่า"พวกเราในที่นี้โกงกินกันมามากแล้ว ก็ควรปล่อยให้ชาวบ้านเขาโกงกินกันบ้าง)เป็นที่คึกโครมมากในสมัยนั้น!
อย่างไรก็ตามเมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร บวชเป็นสามเณรเข้ามายังภายในประเทศ จึงเกิดการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้น จนนำไปสู่เหตุการณ์ในวันที่ 6ตุลาคม2519 และมีเหตุต้องให้มีการปฎวัติรัฐประหาร ในข้อกล่าวหา"อันเป็นคอมมิวนิสต์"ในกลุ่มของผู้ชุมนุม(นักศึกษาปัญญาชน)และพยายามจะออกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่มีความล่าช้า ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเซียร นายกรัฐมนตรี คนที่14 ของไทย จนมีเหตุต้องปฎิวัติซ้ำอีก(ในยุคนี้กระแสทฤษฎีโดมิโน(คอมมิวนิสต์)แรงมาก และได้ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชะมะนันทร์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่15 ของไทย และทำการจัดตั้งและออกรัฐธรรมนูญ ฉบับ(ครึ่งใบ)ปี พ.ศ.2521 ได้สำเร็จ และดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี จนครบวาระ และไม่ขอรับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อีก จนมีการเลือกตั้ง ในปี 2523 นั้น ทางสภา ไม่มีมติว่าจะเลือกใคร เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ทางสภาจึงได้เชิญ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และท่านก็ตอบรับคำเชิญ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของไทย ในปี 2523 และเมื่อเข้ารับตำแหน่ง ก็มีประกาศคณะปกครองที่ 66 ปีพ.ศ.2523(คปค.ที่ 66/23)ประกาศให้ผู้หลงผิดที่หนีเข้าป่าและต่อต้านรัฐ กลับเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย โดยไม่ถือเป็นความผิด(นิรโทษกรรม)และรัฐพร้อมส่งเสริมสัมมาอาชีวะ(อาชีพ)ในการนี้ในแนวนโยบาย"แก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาประเทศ"
วงจรแห่งการพัฒนา จึงเกิดมิติใหม่ กล่าวคือ

(ปิรามิทฐานบน)

→รัฐธรรมนูญ→สภาฯ→ตุลาการ→↑ย้อนกลับ
→→→→→→→●→→→นำออก→
→เศรษฐกิจ→เอกชน→กฏหมาย→↓ย้อนกลับ

(ปิรามิทฐานล่าง)
(มงคล ชีกว้าง ณ. 27/11/2560)

ที่กล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะการเมืองในช้วงนี้มีเสถียรภาพมาก กล่าวคือ
การมีองค์พระประมุข คือองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ที่พระองค์ทรงวางพระองค์อย่างเหมาะสม ในการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข และทรงงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก่เหล่าอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง อาจจะกล่าวถึงขั้นว่า ไม่มีที่แห่งใหนในประเทศไทยที่พระองค์ไม่เคยทรงเสด็จไป ทั้งนี้ เมื่อทรงเสด็จไปแล้ว ก็จะทรงนำปัญหานั้นๆ มาปรับปรุงแก้ไข และทรงมอบกลับไปยังพื้นถิ่น(กว่า4,000โครงการ)เพื่อปรับปรุงและพัฒนา.!
การมีนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์(นายกรัฐมนตรี คนนอกสภา)ที่คอยประสานต่อชนทุกฝ่าย และอยู่ยาวนานครบ 2(3)สมัย(8ปีกับอีก154วัน)
การที่โลกผ่านพ้นมหาสงครามโลก มาถึงสองครั้ง และอยู่หรือจะก้าวผ่านยุค"สงครามเย็น"และเน้นการพัฒนา ด้านสังคมและเศรษฐกิจ เป็นหลัก ดังกล่าว อาจจะกล่าวได้ว่าในยุคนี้เกิดผลกระทบน้อยมาก ทั้งจากปัญหาภายในและผลกระทบ อันเกิดจากภายนอก(แต่ก็มีอยู่บ้าง) และนั้นคือในยุคนี้จะเน้นพัฒนาเป็นหลัก เช่น การจัดโซนนิ่งแก้ไขปัญหาความยาก การอาสาสมัครรักษาและพัฒนาตามตะเข็บชายแดน การร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาในเกือบจะทุกด้าน เช่นพัฒนาเขตชนบท พัฒนาเมือง พัฒนาเขตอุตสาหกรรม(สมุทรปราการ และ มาบตาพุดฯลฯ)และการพัฒนาพลังงาน(ปตท.ฯลฯ)และอื่นๆที่ยังมิได้กล่าว ในแนวนโยบายนิยมไทย"ไทยกินไทยใช้ไทยเจริญ(เมดอินไทยแลนด์:แอ้ด คาราบาว) ดังกล่าว จึงเกิดผลการพัฒนาอย่างยิ่งยวด ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีดีพี)ภายในประเทศเริ่มขยับสูงขึ้นตามไปด้วย และสร้างกลุ่มชนชั้นกลางหรือนักธุรกิจเพิ่มขึ้นมากด้วย แต่อย่างไรเสีย ภาครัฐวิสาหกิจก็ยังเป็นตัวนำ มากกว่าภาคธุรกิจเอกชน ที่เริ่มเห็นเงาโครงสร้างลางๆในยุคนี้
อย่างไรเสีย เมื่อพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อยู่จนครบ 2 วาระ คือ 8ปี กับอีก154 วัน จึงประกาศไม่ขอรับตำแหน่งอีก โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า"ผมพอแล้ว" อันเป็นระเบียบและความสวยงามทาง "ประชาธิปไตยฯ"และคืนประชาธิปไตยเต็มไบสู่รัฐสภา" และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่.!
ผลการเลือกตั้ง ได้ พล.อ ชาติชาย ชุณหวรรณ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี โดยพรรคชาติไทยได้เสียงข้างมากในสภา ได้จัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวันณ์ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ประชาธิปไตยฯจึงเต็มใบ เพราะได้ นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้ง แล้วชูนโยบาย(ไม่มีปัญหา)เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า จนระบบเศรฐกิจเฟื่องฟูเป็นอันมาก
ในเมื่อระบบเศรษฐกิจเป็นตัวนำ
"วงจรแห่งการพัฒนา"อาจเป็นดังนี้
กล่าวคือ
y

—x→→→●→→→x

Economy's systems
ดังกล่าวจึงเกิดเหตุผล กล่าวคือ
→Economic→process→output→
แต่ในที่นี้กรณีศึกษาไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ
เมื่อพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในเชิงโครงสร้างในการพัฒนา นั้นคือ การทุจริตประพฤติมิชอบ ในวงข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการ"การเมือง"ในข้อหา ประพฤติผิดมิชอบในการทำโครงการ โดยหมายระบุว่า"แบ่งกันโกงในกลุ่มคณะรัฐมนตรี"บุฟเพ่คามิเนต" ในการพัฒนาด้านต่างๆ ถึงแม้ว่าในภาพรวม ระบบเศรษกิจ จะดีขึ้นก็ตาม เช่นการค้าการลงทุนต่างๆ แต่ต้องอยู่ภายไต้"ความยุติธรรม"
จึงเกิดวงจรไม่พึงประสงค์(อุบาทย์)อีกครั้งหนึ่ง นั้นคือ
การปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ในปี 2534 โดยคณะรักษาความสงบและเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)จะด้วยเชิงอำนาจก็แล้วแต่ หรือ จะในเชิงบริหารผิดพลาดก็ตาม ปรากฎการณ์ กุมภาพันธ์ 2534 ก็เกิด
และคณะผู้ปฏิวัติ มีความจะพยายามสืบทอดอำนาจ โดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร กล่าวสั้นๆเมื่อคราจะเข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ว่า"จะยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ"
จึงเกิดการชุมนุมประท้วง จนนำไปสู่ในเหตุการณ์ในเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2535
ในขณะนั้น องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลฯ รัชกาลที่๙ ทรงโปรดไห้คู่ขัดแย้งเข้าเฝ้า(กล่าวถึงคุณ(หมา)คุณทองแดง )เหตุการณ์จึงคลี่คลายและผ่อนคลาย นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง(ปรากฏการณ์นี้แพร่ขยายไปทั่วโลก)และผู้ชุมนุมก็สลายการชุมนุม(ม๊อบมือถือ)
ต่อมาทางสภาฯ มีการแต่งตั้งนายกฯ นาย อานันท์ ปัญญารชุน เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และมีการออกร่างรัฐธรรมนูญ(เปรียบเทียบ ปี พ.ศ.2549-2550)ฉบับปี 2535 และประกาศใช้ พร้อมกับมีการเลือกตั้งใหม่ ในปลายปี 2535.!?

●ยุค 3.0
อาจจะกล่าวได้ว่า
รัฐวิสาหกิจ

→●→→→→ ●→→→→●→
→●เศรษฐกิจ แปรรูป นำออก→

ธุรกิจเอกชน
กล่าวคือ
ฐานทางเศรษฐกิจจะพัฒนาลงสู่เบื้องล่างมากขึ้น ซึ่งนั้นก็คือ"ปิรามิทฐานล่าง"นั้นเอง!
(ดูตัวแบบประกอบ)
จากปิรามิทฐานบน มีพัฒนาการผ่าน ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ของไทยมาสองยุค ข้างต้น คือ
1.0ยุคก่อร่างสร้างประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ผ่านกลุ่ม(คณะราษฎร)อำนาจฐานบน.! และ
2.0 ในยุคประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ครึงใบ ในยุค พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่หลอมรวมกลุ่มอำนาจ(เทคโนแครต)หลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และปล่อยให้ประชาธิปไตยฯเต็มใบ ในปี2531(2532)ก่อนจะเกิดปฏิวัติรัฐประหาร ในปี2534 ผ่านเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ"และการใด้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2535 ประกาศใช้ และจัดการเลือกตั้งใหม่ ในปลายปีเดียวกัน.!นั้น
3.0 ยุคความหลากหลาย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข
กล่าวคือ
ทั้งสองยุคดังกล่าวข้างต้น อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นยุคข้าราชการโดยแท้ เป็นเพราะในภาคเอกชนและพลเมือง มีโอกาสน้อยมากในการกำหนดนโยบาย แต่พอในยุค ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวันณ์ ในแนวนโยบาย"เปลี่ยนสนามรบเป๊นสนามการค้า" สัดส่วนในภาคเอกชน จึงเริ่มมีส่วนผสมมากขึ้น เป็นเพราะ การมุ้งเน้นการพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น และผ่านรํฐธรรมนูญฉบับปี 2535 กล่าวคือ
ผลการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัติย์ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในสภา และจัดตั้งรัฐบาล กันยายน 2535 นายชวน หลีกภัย ไดรับพระกรุณาโปรดเกล้า เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่20 ของไทย และเป็นรัฐบาลพลเรือน(นายชวน)ในแนวนโยบาย"แจกที่ดินทำกิน ให้กับเกษตรกรผู้ยากจน และส่งเสริมเกษตร(ประกันราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ)และอื่นอีกที่ยังมิได้กล่าว.!
ในห้วงระยะเวลานี้ ระบบเศรษฐกิจเฟื้องฟูมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แตะที่ ร้อยละสิบ(100:10)ถึงสองปีซ้อน ความหวังเรืองรอง จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นเสือตัวที่5 แห่งเอเซียใกล้ความจริงเข้ามาทุกที
แต่ทางสภาฯก็เปิดอภิปรายไม่ใว้วางใจในเรื่อง"แจกที่ดินทำกิน สปก.4-01"(เนวิน ชิดชอบ)ในข้อกล่าวหา แจกที่ดินทำกินให้กับคนรวยและพวกฟ้อง จนรัฐบาล นายชวน หลีกภัย จำต้องประกาศยุบสภาฯและจัดการเลือกตั้งใหม่ ในปี พ.ศ.2538.!
กรฎาคม ปี พ.ศ.2538 กลุ่มทุนก็ประสบผลสำเร็จ ได้มีสัดส่วนในทางการเมือง และในปิรามิทฐานล่าง ในวงจรแห่งการพัฒนา ก็มีโครงสร้างที่เด่นชัด
กล่าวคือ
→●→●→●→




หรือ
→เศรษฐกิจ→แปรรูป→กฎหมาย→

ธุรกิจเอกชน

ระบบสังคม

เมื่อ
ผลการเลือกตั้งในปี 2538 พรรคชาติไทย ใด้คะแนนเสียงข้างมากในสภาฯ ได้จัดตั้งรัฐบาล
นายบรรหาร ศิลปอาชา เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่21 ของไทย
และออกแนวนโยบาย"รักษาสภาพแวดล้อม และสารณูปโภคพื้นฐาน"
ในช้วงนี้ งานปิโตเลียมและปิโตเคมี เฟื้องฟูมาก การจ้างงานในเขตเมืองใหญ่ และในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ(สมุทรปราการ,กรุงเทพฯ,ชลบุรี,ระยอง,ประทุมธานีฯลฯ)เป็นที่นิยมมาก และการก่อสร้างถนน(สุพรรณบุรี)หนทางก็ได้รับงบประมาณอย่างมาก ในการก่อสร้างฯ
แต่ในยุคนี้ทางสภาฯก็เปิดมติอภิปรายไม่ใว้วางใจหลายเรื่อง อาทิ
ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี(บรรหาร แซ้เบ้)และครม.(เต้าหู้ยี่)ไม่เหมาะสมในบางตำแหน่งฯ
การจัดสรรงบประมาณ(สุพรรณบุรี)ในการก่อสร้าง(สี่แสงการโยธา)ถนนหนทางและถนนหนทางไม่มีความเหมาะสมฯ
การถือหุ้น(ลม)ในนิคมอุตสาหกรรม(บางปู,พระประแดงฯ)และกิจการงาน ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี(เครือ B.S.ฯลฯ)
การระบาดของยาม้ายาขยัน(ต่อมาสภาฯออกกฎหมายเรียกชื่อ"ยาม้า"2540)แพร่กระจายออกสู่สังคมฯลฯเป็นต้น
แต่อย่างไรเสียในยุคนี้ รัฐบาลก็มีแนวคิดในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่(ดู พ.ศ.2517 ประกอบ)โดยการแต่งตั้ง สสร.1 แต่ยังไม่สำเร็จเป็นเพราะ จากผลอภิปรายในสภาฯ จนต้องยุบสภาฯ และมีการจัดเลือกตั้งใหม่ในปี พ.ศ.2539!?

"จากการที่กลุ่มทุน(Capitallism) ใด้เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น และทำเชิงโครงสร้าง(ปิรามิทฐานล่าง)สู่ภาคประชาสังคมมากขึ้น ระบบทุนนิยม(เงินตรา)จึงเดินเข้ามาและจะพัฒนา เข้าสู่โลก 4.0(ขอทำความเข้าใจนิดนะครับ "โลก4.0. คือโลกแห่งจิตรวิญญานและการสื่อสาร สารใดๆที่นำเสนอ!?(แม้จะถูกหรือผิด)จะมีความเร็วมาก!? ทั้งในแง่ภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ แต่ จะผิด,ชอบ,ชั่ว,ดี,อย่างไรนั้น เรามาดูกัน)"

กล่าวคือ
เมื่อ"กว่าสองทศษวรรต(2540-ปัจจุบัน(2560)ของความขัดแย้งใหม่ในรัฐไทย(1/12/2560. m.k.c.)
ดังกล่าวมา ความขัดแย้งครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นยุค คือเมื่อครา ปฏิวัติรัฐประหาร 2534(มีผู้หนุนหลังการทำรัฐประหาร)และกลุ่มม๊อบ(ม๊อบมือถือ)ที่ชุมนุมประท้วงขับไล่ รัฐบาลทหาร จนเกิดการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ์(มีผู้สมประโยชน์)ไปจนถึงการได้ซึ่งรัฐนูญฉบับปี พ.ศ. 2535 และความขัดแย้งเล็กๆ กเริ่มเกิดขึ้นในรัฐบาลชวน 1 ต่อยอดในรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา จนต้องมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ในปี พ.ศ. 2539!
ผลของการเลือกตั้ง พรรคความหวังใหม่ได้คะแนนข้างมากในสภา พล.อ.ชวลิต ยงค์ใจยุทธ หัวหน้าพรรค เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่22 ของไทย ภารกิจสำคัญคือจัดร่างรัฐนูญ(สสร.)ให้แล้วเสร็จ จากปัญหาภายในทางการเมืองที่ครุกกรุ่นมาตั้งแต่ปี 2534-2539 ปัญหาสภาพทางสังคมที่ถาโถมมา ตั้งแต่ปี 2538-2539 แต่ยังประคับประคองมาได้ ด้วยค่าจีดีพีที่เพิ่มขึ้น(และลดมาเป็นลำดับ) ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี
ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในปี พ.ศ.2540 ซึ่งว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยฯมากฉบับหนึ่งฃองไทย และกล่าวกันว่า เป็นฉบับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่กาลกลับเป็นฉบับที่นำปัญหาใหม่ เข้ามาทำให้ต้องแก้ไขในหลายด้าน
ประการแรก: มือประสานสิบทิศในทางการเมือง อย่าง พล.อ.ชวลิต ยงค์ใจยุทธ จะทำเช่นไรในสถาณการณฺ์ที่คุกครุ่นมาตั้งแต่ปี 2534-2539!?
ประการต่อมา:สถาณการณ์ทางสังคม
ในเรื่อง(ยาม้ายาขยัน)ยาบ้า จะเอาเช่นไร!?
อีกประการ:รบบเศรษฐกิจ ก็พังพาบลงใน"วืฤติการณ์ต้มยำกุ้ง!
เมื่อระบบเศรษฐกิจพังลง(โดยการโจมตีค่าเงินบาท)ในปี2540 จึงเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง(กระทบทั่วโลก)จนรัฐบาลยุคนี้ ต้องแก้ไขโดย "ลอยตัวค่าเงินบาท"(ไม่พูกติดตระกร้าเงิน)และรับผิดชอบ โดย พล.อ.ชวลิต ยงค์ใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และเกิดผลกระทบหลายด้าน อาทิ
●ในทางการเมือง เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง(งูเห่าภาค2) รัฐบาล ชวน2 เข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ใขปัญหาหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือ การออกกฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจและงบประมาณบางส่วนลงสู่ท้องถิ่น และทดลองบางส่วน ในการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น ซึ่งในเรื่องนี้"ขัดกันทันที" ที่เกิดการเลือกตั้ง นั้นคือ
ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป(ตะวันตก)เคยทดลองใช้มาแล้ว ในยุคสมัย วิทยาศาสตร์ใหม่ๆ โดยการแยกการบริหารออกจากการเมือง สุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องหลอมรวมเข้าสู่กันใหม่ ถึงปัจจุบัน!?
ในประเทศไทย ขัดกันทันที นั้นคือ
ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น(กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน)ที่เริ่มมาตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองในสมัย ร.๕ กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อบจ.,อบท.อบต.)อันนี้โปรดศึกษาเพิ่มเติม...!!!???
●ในด้านเศรษฐกิจ จากการเดินตามแนวทาง เสรีทุนนิยม ตามแนวทางการตลาด และมุ้งหวัง เข้าสู่การเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่(นิคส์)แต่ต้องมาพังพาบลง ในปี2540 รัฐบาล(ชวน2)และในแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ จึงปรับเปลี่ยน พฤติกรรม น้อมนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ และในภาคการเกษตร มีส่วนช้วยใน วิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นอย่างมาก(โปรดศึกษาฯ เพิ่มเติม)พระราชดำริในวันพ่อแห่งชาติ(4-5/12/2541)มีพระราชดำรัสอีกครั้ง...!!!???
●ในด้านทางสังคม ในผลพวงของการพัฒนาดังกล่าว ได้เกิดวิกฤติทางสังคม มาตั้งแต่ปี2538 นั้นคือการระบาดของสารเสพติด(ยาม้ายาขยัน)อื่นๆจนต้องออกกฎหมายในเรื่องสารเสพติด!
ผลพวงของ วิกฤติต้มยำกุ้ง จึงต้องมีการขอกู้การเงิน จากธนาคารโลก(ไอเอ็มเอฟ)จึงต้องเสียสิทธิสภาพทางเศรษฐกิจ เดินตามกฎเหล็กของธนาคารโลก ส่งผลกระทบในวงกว้าง ต่อการพัฒนาทั้งในด้าน สังคมและเศรษฐกิจ...!!!???
แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้(2541-2543) ก็ประคับประคอง ทางสังคมและเศรษฐกิจ จนครบวาระสภาฯ และ จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่!
รัฐบาล2544-(2549)2548 คือต้นยุคของความขัดแย้งครั้งใหม่ กล่าวคือ
รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้คะแนนท้วมท้น ฐานเสียง พรรคไทยรักไทย ขจรกระจายไปทั่ว ในแนวนโยบาย คิดใหม่ทำใหม่เพื่อไทยทุกคน และก็ใหม่จริงๆ ในแนวทาง"ประชานิยม"โครงการต่างๆ ประเดประดังเข้ามา" วาทะกรรมใหม่ๆทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ หลั่งไหลเข้ามา นำไปสู่ความขัดแย้ง ครั้งใหม่(2547)ในยุคนี้ โดยเฉพาะในปี 2548-2549 และภาคการเมืองก็สดุดลงชั่วคราว
"ในการปฎิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล ในวันที่ 19/9/2549 เพื่อการปฏิปใหม่ ออกรัฐธรรมนูญใหม่ และจัดการเลือกตั้งใหม่...!!!???
ผลพวงดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เมื่อผูุ้ถูกปฎิวัติ ยังสามารถเข้าสู่อำนาจได้อีก อันเนื่องมาจาก แนวนโยบาย ประชานิยม(ซึ่งขัดกันชัดเจน กับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง) ในภาคการเมืองจึงระอุต่อเนื่อง
ในรัฐบาล
สมัย นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวศ
สมัย นายกรัฐมนตรี นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ฯ)และยุบพรรคการเมือง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการปฏิวัติรัฐประหารที่ไม่เบร็จเสร็จเด็ดขาด แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี2550 ก็เริ่มทำงาน ในฐานปิรามิทฐานบน
→รัฐธรรมนูญ→แปรรูป→ยุติธรรม→
องค์กรอิสระภายไต้รัฐธรรมนูญ ต่างๆ (2550) เช่น ปปง.ปปช. และระบบศาล(รัฐธรรมนูญ)ฎีกาแผนกคดีอาญา(แพ่ง)ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการตัดสินทางอรรถคดี
ในทางการเมือง มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ(งูเห่าภาค2)
เข้าสู่ยุค รัฐบาล นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยความเห็นชอบของรัฐสภา เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่27 ของไทย
ก็เริ่มดำเนินการไปตามฐานปิรามิท ฐานบน ในการตัดสิน อรรถคดีต่างๆ
แต่ในปิรามิทฐานล่าง ที่เริ่มจุดติด ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ แนวนโยบาย ประชานิยม จึงกลายเป็น ฐานปิรามิทฐานล่าง
กล่าวคือ
→เศรษฐกิจ→แปรรูป→กฎหมาย→ ↑
เอกชน

สังคม
จากเหตุผลดังกล่าว จึงนำมาสู่เหตุการณ์และปรากฎการณ์ ในปี 2553 ที่ทุกฝ่าย กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก ในทางการเมือง
แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็หมดวาระลงและมีการจัดการเลือกตั้งใหม่...!!!???
รัฐบาล ในปิรามิทฐานล่างที่ โดนยุบพรรคมาแล้ว สองครั้ง(คือพรรคไทยรักไทย ,และพรรคพลังประชาชน ตอนนี้แต่งตั้งพรรคใหม่ ในนาม"พรรคเพื่อไทย" โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวอดีต นายกรัฐมนตรี(2544-2549) ที่หาเสียงเพียง49วัน ก็ได้เข้ารับตำแหน่งนายก(หญิง)รัฐมนตรี คนที่28 ของไทย กล่าวคือ เธอศึกษา "รัฐศาสตร์" ใน ม. เชียงใหม่ และศึกษาต่อ ในสายการบริหารยังต่างประเทศ(สหรัฐอเมริกา)ก่อนการเข้าสู่ในแวดวงทางการเมืองของไทย เธอกล่าวสั้นๆว่า"ดิฉันต้องการจะทำในเรื่องของธุรกิจ(เศรษฐกิจ)มากกว่าเรื่องของการเมือง" แต่พอผลการเลือกตั้งออกมา น.ส. ยิ่งลักษ์ ชินวัตร ก็เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่28 ของประเทศไทย
ในเรื่องของทางการเมือง ที่ยุ้งเป็นพัลวันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2534-2535 ผ่านยุค 2538 เข้าสู่ปี พ.ศ.2539 วิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ยุครุ่งเรือง(ธนาประชาธิปไตยฯ)สุดๆ ในปี 2544 และเกิดอุบัติเหตุในปี2549
ยุคปฏิรูปในปี 2550
ยุคสับสนในปี 2551-2553
ยุคนารีขี่ม้าขาว ในปี2554-2557
ในการพยายามออกกฎหมาย(กลับบ้านอย่างเท่ๆ)ในกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับ(ลักหลับสามวาระรวดตอนตีสามตีสี่)2557 เป็นต้นทานของการชุมนุมประท้วงและขับไล่รัฐบาล(หญิง)เดินเท้าในทั่วกรุงฯแต่ไม่เป็นผล...!!!???
ต้องยอมรับประการหนึ่งว่า ในผลประกอบการเชิง ธุรกิจการเมือง หรือ ธนะกิจการเมืองนั้น ในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร(แนวทางประชานิยม) เม็ดเงินที่หว่านโปรยในโครงการ เช่น กองทุนหมู่บ้าน กว่า
ี... (มีต่อ)





●******************************●
"บทสรุป(ย่อ) ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา"summary development of cycle models by mongkol chegwang at 1/12/2560)
กล่าวคือ
มีคำกล่าวหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า"ในสิ่งของเดียวกันชนิดเดียว(เช่น ก้อนหินหนึ่งก้อน)อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปในของแต่ละคน!?"
●นักฟิสิกส์ อาจจะมองมุมหนึ่ง?
●นักประวัติศาสตร์ อาจจะมองมุมหนึ่ง!?
●นักเคมีอาจจะมองมุมหนึ่ง!?
●นักศิลปศาสตร์ อาจจะมองมุมหนึ่ง!?
●นักสถาปนิก อาจจะมองมุมหนึ่ง!?
●นักสังคมศาสตร์ ก็มองอีกมุมหนึ่ง!?
●นักปกครองหรือนักการเมือง ก็มองมุมหนึ่ง!?
●นักอื่นๆฯลฯ ก็มองกันละมุม ในแนวทางสร้างสรรค์และพัฒนา ที่แแตกต่างกันออกไป!?
แต่ถ้ามองสิ่งนั้นชนิดนั้นแบบ"สหวิทยา"และนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด "ก้อนหินหนึ่งก้อน)อาจจะทำให้เกิดคุณค่าเอนกอนันต์ และ"ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา"ก็เช่นกัน อาจจะมองได้หลายมุมมอง ทั้งเชิงกว้าง เชิงแคบ และเชิงลึกฯ
กล่าวคือ
นั้นคือ การพัฒนาใน"สามมิติ" แต่
เรายังรอ"มิติที่สี่ให้ค้นหา"...!!!???
...(สามมิติ=ก※ย※ส=สาม?)
ในตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา ก็มิได้ซับซ้อนมากมายอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่า จะภิปรายอะไร? เป็นเพราะ ตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา จะภิปรายไปตาม ตัวแบบทฤษฎี "ระบบ"(system theory)ของ เดวิด อีสตัน(David Eston)เจ้าของทฤษฎี กล่าวคือ
มีปัจจัยนำเข้า(input)
มีกระบวนการแปรรูป(process)
มีปัจจัยนำออก(Output)
มีสภาพสิ่งเวดล้อม(Environment)ทั้งจากผลกระทบภายในและภายนอก(โปรดศึกษาเพิ่มเติม ใน ทฤษฎีระบบ(System :David Eston))
อาทิ
ในวงจรแห่งการพัฒนานั้น ที่กล่าวด้านบนนั้น เป็นกรณีศึกษา"เชิงเปรียบเทียบ"ในกรณี "สยามประเทศ"หรือ พัฒนาการของ"ประเทศไทย"(อาจจะถูกหรือผิด(โปรดศึกษาฯเพิ่มเติม)ก็ได้ แต่ วงจรแห่งการพัฒนา มีเป้าประสงค์ คือ "การศึกษาเชิงระบบ"(อันนี้จะไม่เกี่ยวกับ"ใคร"แต่เรามาดูว่า"จริงใหม"?เท่านั้น)
มาต่อ นิยาม ในตัวแบบ
"วงจรแห่งการพัฒนา จะพูดอยู่สองเรื่อง นั้นคือ"
เชิงกายภาพ กับ เชิงจิตวิญญาณ กล่าวคือ
ในเชิง กายภาพ(วิทยาศาสตร์)
ในกรณี เชิงผลกระทบอันเกิดจากภายนอก แน่นอน เราต้องพูดไปถึง เรื่อง ดาราจักร ,ระบบสุริยะ, และ ระบบโลก ,(อันนี้ใกลเกินและยากต่อความเข้าใจ(ต้องการพิสูจน์)ซึ่ง อันนี้ ไม่อาจสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ เหล่านี้จะอยู่ในรูปของ เชิงวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ และ เคมี)
ในส่วนที่สอง จะกล่าวถึง"จิตวิญญาณ"
ที่ "อัลเบิร์ต ไอสไตล์" กล่าวไว้ว่า
"จินตนาการ สำคัญ กว่าความรู้" เป็นเพราะ
●ความรู้จะมีข้อจำกัด(Limited)แต่
●จิตณาการ จะไม่มีข้อจำกัด(Unlimited)
ในเชิงกายภาพนั้น ในตัวแบบวงจรแห่งการพัฒนา ศึกษา ควบคู่ไปทฤษฎี"ระบบ"ของ เดวิด อีสตัน อันนี้จึงมีความหลากหลายมาก อาจจะกล่าว ถึงระบบใหญ่สุด เช่นระบบสริยะจักวาล ไปเลย หรือ กลางๆลงมาเช่น ระบบดวงดาวต่างๆ แม่กระทั้งระบบของโลก ก็อาจจะศึกษาเชิงเปรียบเทียบ ในตัวแบบ ของ วงจรแห่งการพัฒนาได้ เช่น
*การศึกษาเชิงขั้วโลกเหนือไต้!
*การศึกษาเชิงขั้วสนามแม่เหล็กไฟฟ้า(บนล่าง)ก็อาจทำได้! หรือ
*กรณีศึกษา เชิงเปรียบเทียบ ในเรื่องมวลของโลก ก็อาจทำได้! เป็นกรณีศึกษา"เชิงเปรียบเทียบ แล้วแต่กรณีไป! และ
กรณีศึกษา ในส่วนที่เล็กที่สุด ที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า นั้นคือเรื่องของ"อตอม" อันมีองค์ประกอบศึกษาได้ในปัจจุบัน เช่น อิเลคตรอน,นิวตรอน,โปรตรอน,และ ควาส์ก ปฏิควาส์ก หรือ การมีอยู่ของควาส์กการหลุดลอดของควาส์ก เหล่านั้นฯลฯ เป็นต้น
ส่วน ในกรณีการศึกษาเชิง จิตวิญญาณ อันนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับ
*ระบบสังคม(social systems)
*ระบบการเมือง(politics systems)
*ระบบเศรษฐกิจ(Economic systems) หรือ เศรษฐศาสตร์
เหล่านี้เป็นต้น
ส่วนการอภิปรายในที่นี้ วงจรแห่งการพัฒนา(ดูตัวแบบประกอบ)วิภาษณ์เช่นนี้ เป็นกรณีศึกษา"เชิงเปรียบเทียบ"ในกรณี ในระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ของรัฐไทย ตั้งแต่อดีต(ประวัติศาสตร์(พอสังเขป)จนถึงปัจจุบัน และอ้างอิง เปรียบเทียบกับ อารยธรรมและวัฒนธรรม อื่นๆ เป็นองค์ประกอบในการบรรยาย ซึ่งเหล่านี้มีความหลากหลายมาก ในระบบ การเมือง เศรษฐกิจและสังคม บนโลกใบนี้
จนมาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิวัฒนาการ หรือ พัฒนาการ ของระบบการเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ของรัฐไทย ที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน(2560)อ้างอิงการพัฒนา ออกเป็น สามยุค(โปรดศึกษา แนวความคิดด้านบน)และคืบคลาน พัฒนาการเข้าสู่ ยุคที่สี่(4.0)ในปัจจุบัน ที่ส่งผลต่อ ระบบเศรษฐกิจและสังคม อย่างมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ ในปัจจุบัน(2560) ซึ่งมีความต้องการ ในพัฒนาการ(ปฏิรูป)ให้ระบบ การเมืองการปกครอง ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด อันนี้ในทุกภาคส่วน ก็จำเป็นต้องพัฒนาร่วมกัน?
ในส่วนของ วงจรแห่งการพัฒนา(ดูตัวแบบประกอบ)นั้นเป็นแต่เพียง ตัวแบบ และแนวความคิดหนึ่งเท่านั้น ที่นำเสนอ แต่จะผิดหรือถูกประการใดนั้น ข้าพเจ้า นาย มงคล ชีกว้าง ผู้ออกแบบ ผู้เขียนบรรยายนำเสนอ ก็ขอกล่าวในที่นี้เลย"ย่อมมีข้อผิดพลาดอย่างแน่นอนในบางกรณี เป็นเพราะเป็นการ นำเสนอตัวแบบใหม่...และการบรรยายเชิงกว้างอย่างมาก ข้อผิดพลาดย่อมมี แต่เป็นกรณีการศึกษา และการนำเสนอตัวแบบ วงจรแห่งการพัฒนา เพื่อเป็นแนวการศึกษา และแนวการพัฒนาแนวทางหนึ่งเท่านั้น ดังจะได้ศึกษาและพัฒนาต่อๆไป
ก็ขอกราบขอบพระคุณ ที่ให้ความสนใจและติดตามอ่านนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะได้พัฒนา ตัวแบบทฤษฎี วงจรแห่งการพัฒนา(ดูตัวแบบประกอบ)ร่วมกันนะครับ
"ขอบคุณครับผม""
(COPYRIGHT DEVELOPMENT OF CYCLE MODEL BY MONGKOL CHEGWANG AT. 16/12/2560(๑๖ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐))
[มีต่อด้านบน บทวิพากษ์วิเคราะห์ด้านบนนิดหน่อยนะครับ😀😁😂😄23 อาทิตย์(สัปดาห์ล่ะ😊)]




[เนื้อหาและตัวแบบอนุญาติให้แชร์เพื่อเป็นวิทยาทานในสาธารณะประโยชน์และกรณีศึกษาพัฒนาได้ครับ
นาย มงคล ชีกว้าง ผู้พิมพ์]




Photo

Post has attachment
"เดินทางลอยฟ้า" จ.เชียงใหม่
ที่ สวนพฤกษาศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม เดินทางชมธรรมชาติ บนสะพานลอยฟ้า สูง 20 เมตร ยาวกว่า 400 เมตร ออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติ บางช่วงมีกระจกใส ที่มองเห็นพื้นด้านล่าง
www.unseentourthailand.com
Photo

Post has attachment
วิธีเช็คยอดเงินประกันสังคม
m.k.c.

Post has attachment
"มาตรา33กับมาตรา39"
กรณีชราภาพ(ตัดสินใจเอาเด้อพี่น้อง)
(ขอบคุณช่อง คอมอาร์ต)
m.k.c.

Post has attachment

Post has attachment
สวัสดีปีใหม่ไทยจ้าเพื่อนๆG+ ที่เคารพรักคิดถึงจ้าเฮงๆรวยๆสุขภาพดีเด้อพี่น้อง
PhotoPhotoPhotoPhotoPhoto
16/4/61
14 Photos - View album

Post has attachment