Post is pinned.Post has shared content
สันดานนักการเมืองไทย โงํ ขี้โกง ลืมตัว บ้าอํานาจ ประเทศหมดหวัง ปิดปากมันเลย กรูใหญ่เสียอย่าง ใครจะกล้า รอกฎแห่งกรรมลงโทษมรึงแล้วกัน คงไม่นานเกินรอ
เครื่องบิน สนามบิน รถเมล์ รถราง รถไฟ... ดูมันมีแต่ปัญหาการโกงทั้งนั้น...คอยดู ประเทศเสียค่าโง่กันอีก

ดร.เสรี วงษ์มณฑา
January 8 at 8:44pm · 
โอ๊ย เบื่อๆๆๆๆๆมากๆๆๆๆ กับพวกตกเบ็ดและพวกงับเบ็ด พวกตกเบ็ดก็คือพวกที่เซลฟี่เพื่อให้คนเข้ามาอวย ส่วนพวกงับเบ็ดก็คือพวกที่อวยไม่ลืมหูลืมตา สอพลอตอแหลไม่จริงใจ คนตกเบ็ดถ่ายรูปตัวเองเอามาโพสท์ท่านั้นท่านี้ แล้วบอกว่าทำโน่นทำนี่เพื่อให้คนเข้ามาอวย คนที่อวยก็เขียนประโยคเก่าๆ หล่อจังเลย สวยจังเลย น่ารักจังเลย แบบไหนก็หล่อ ชุดไหนก็สวย หล่อค่ะ สวยค่ะ สุดยอดหล่อเหมือนกันเลย สวยกินกันไม่ลง ทำอะไรก็เก่ง ยังไงก็น่ารัก ประมาณนี้
ถ้าหากคำที่อวยมันตรงกับความจริงมันก็ยังพอทน แต่บางครั้งคำอวยมันตรงกันข้ามกับภาพที่เห็น ทำให้รู้เลยว่าคนที่อวยนี่ถ้าไม่หลงใหลได้ปลื้มคนเซลฟี่แบบสุดลิ่มทิ่มประตู ก็อาจจะมีต่อมรสนิยมที่เป็นปัญหา หรือไม่ก็เป็นคนสอพลอตอแหล และคนพวกนี้แหละคือคนบาป เพราะในที่สุดจะทำให้คนถูกอวย เสียคน กลายเป็นพวกหลงตัวเอง มีปมnarcissus ในหัวใจ ไม่รู้จักตัวเองอีกต่อไป คิดว่าตัวเองทำอะไรก็ดีไปหมด
คนพวกนี้เรารับไว้เป็นเพื่อนก็หวังจะได้คุยกันสนุกๆ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ จะ unfriend ก็เกรงใจ สิ่งที่ตกเบ็ดและงับเบ็ดไม่อยากดูก็ต้องเห็น เพราะเขาโพสท์กันโจ่งแจ้ง เมื่อเข้ามาเช็คเฟสทีไร เลื่อนไปเรื่อยๆ มันก็ต้องเจอ ภาพเซลฟี่ใหญ่ขนาดนั้น ไม่ตั้งใจดูก็เห็น คำอวย 2-3 ประโยคล่าสุดก็ได้เห็น นี่ถ้าเปิดไปดู "ข้อความก่อนหน้านี้". อาจจะต้องล้างหน้าจอแน่เลย คงเลี่ยนคำอวยจนอ๊วก
ใช้พื้นที่ social media ให้เป็นประโยชน์อย่างถูกทางเถอะนะ อย่าเยอะ อย่ามากไป อย่าดราม่ากันนักเลยค่ะ

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที

1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?
อริยสัจ 4 คือ
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
นิโรธ คือความดับทุกข์
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

2. พระพุทธเจ้าทรงสอน
เรื่องอะไร ?
ทุกข์กับการดับทุกข์

3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา .... มีดังนี้
3.1 ให้มองโลกตามความ
เป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์,
จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ
ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตน
ที่แท้จริงไม่

3.2 ให้ถือทางสายกลาง
ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี, ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหล มัวเมา) ก็ดี, มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา
แนวทางของพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางพอดี ๆ

3.3 ให้พึ่งตนเอง
มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม

3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา

3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มิใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต การจะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ

3.6 โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์

3.7 สิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา
แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่

3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว
ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม)

3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์)

3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท”

4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย
4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ .... อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะได้คล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง ... โดยเมื่อฟังและจำแล้ว ก็จะลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที ทำให้เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที

5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย
หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) ..... บัดนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก
ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้
– ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา)
ให้อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง .... หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด
– ด้านปฏิบัติ
การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทาน รักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอา หวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งหาใช่พุทธศาสนาไม่
ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งจะกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน
– ด้านปฏิเวธ (ผล)
ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ถ้าทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก .... ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว ให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)

6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้
ที่ไหน ?
ให้ศึกษาในร่างกายของเราเองนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น
จึงควรศึกษาตนเอง อย่ามัวแต่ศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน)

7. เหตุแห่งทุกข์และ
การดับทุกข์
เหตุเกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ
ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย
(โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้

8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์

9.จุดหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา คือ นิพพาน
(สภาวะจิตที่สงบเย็น)
ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง

10. สรุป ... ทุกข์เกิดขึ้นที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่านจะพบความสงบเย็นตลอดเวลา
ความทุกข์เกิดขึ้นที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ ... ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ ... ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ

..... (จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) .....

ธรรมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม...

: หมดเงิน 5 ล้านไปกับการซื้อบ้าน
: เป็นเรื่องปกติ

: หมดเงิน 1 ล้านไปกับการซื้อรถ
: เป็นเรื่องปกติ

: หมดเงิน 5 หมื่นไปกับการซื้อมอเตอร์ไซค์
: เป็นเรื่องปกติ

: หมดเงิน 15000 พันไปกับการซื้อโทรศัพท์
: เป็นเรื่องปกติ

: หมดเงิน 1 พันไปกับการซื้อเสื้อผ้า
: เป็นเรื่องปกติ

: แต่หากต้องหมดเงินสักพันสองพัน
: ไปกับการดูแลสุขภาพของเราเพื่อให้ร่างกายเราแช็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และอยู่ดูแลกันนานๆๆ

: เรากลับส่ายหัวและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
: แพงไป,ไม่มีเงินหรอก,เสียดายเงิน

: เพื่อนๆที่รัก
: สุขภาพของเรามีค่าน้อยกว่า

: รถยนต์,มอเตอร์ไซค์,โทรศัพท์หรืออย่างไร???
: หากมีเงินแต่สุขภาพไม่ดี,ค่าของเงินอยู่ตรงไหน???

: เงินเอ๋ยเงิน
: บางคนยอมหันหลังให้กับคนรักก็เพราะเงิน

: บางคนยอมหันหลังให้กับญาติพี่น้อง
: ก็เพราะเงิน

: กระดาษใบนี้ไม่หนา
: แต่กลับทำให้คนไม่เป็นสุข

: กระดาษใบนี้ไม่ใหญ่
: แต่ทำให้คนกลัว

: กระดาษแผ่นนี้ไม่หนัก
: แต่ทำให้คนปวดหัว

: ก่อนหน้านั้นสัญญาจะเป็นจะตายไปพร้อมกัน
: แต่กลับไม่ยอมเผาผีกันก็เพราะกระดาษแผ่นนี้

: ก่อนหน้านั้นสัญญาจะอยู่กันจนแก่เฒ่า
: แต่น่าเศร้าเพราะขาดกระดาษแผ่นนี้

: ก็หลีกลี้หนีจากกันไป
: เพราะกระดาษแผ่นนี้

: คนในโลกนี้ต้องหวานอมขมกลืน
: กลืนไม่เข้าคายไม่ออก,กินไม่ได้นอนไม่หลับ

: ไม่ว่ากระดาษแผ่นนี้
: จะให้ความสุขหรือให้ความทุกข์แก่คุณ

: แต่ขอให้จดจำไว้
: มีเรื่องราวอีกมากมายที่สำคัญกว่าเงินทอง

: จงจำไว้ว่า
: สุขภาพที่แข็งแรง

: ครอบครัวที่สมบูรณ์
: สำคัญที่สุด

: เงินทองเป็นของนอกกาย
: ไม่ตายก็หาใหม่ได้

: สุขภาพทึ่แข็งแรง,ครอบครัวที่สมบูรณ์
: จึงเป็นความสุขของชีวิตที่แท้จริง

Sent from my iPad

แน่นอนละคนส่วนมากยังตกใจ shocked ลืมกันไปว่า Trump ชนะ 17 นักการเมือง ชั้นนํา ใน GOP primary และคงไม่เข้าใจการเมืองใน u.s ดี คงแค่ติดตาม head lines เท่านั้น ไม่ได้ติดตามหรือตกช่าวที่แท้จริง

เหมือนที่ Brexit. คนลงคะแนนเพื่อประท้วงนักการเมืองชั่วๆกันทั่วโลก นักการเมืองที่ลืมประชาชน ไม่มีอะไรคืบหน้ากับชีวิตของประชาชนชั้นกลาง ไม่ใ่ช่เพื่อ Trump หรอก.

ที่แตกต่างกับประเทศอื่นๆคือ ระบบใน u.s ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนคนเดียว เสียงๆเดียว ที่มีสิทธิ์ทําอะไรก็ได้ ระบบ check and balance ยังแข็งแรงที่นี่. ถึงแม้ว่ารัสเซียสนับสนุน Trump และปล่อยข่าวมากมายต่อต้าน Clinton. Trump คงจะเข้าใจมากขึ้นเพราะเป็น president แล้วตอนนี้. คอยดูกัน.
ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ของคน Americans ก็คงเหมือนๆเดิม ไม่หน้าวิตกอะไร. แต่สําหรับตัวเอง ดีใจมากอย่างเดียวเช้านี้. รอคอยซื้อ stocks on sales มานาน ขึ้นๆมาตลอด. เช้านี้ stocks ที่เล็งไว้ ขอให้ตกมากๆ. 5% ก่อนเปิดแล้ว กว้านซื้อแน่นอน.

เตือนตัวเอง Fact Not Fiction. เท่านั้น ไม่มะโนไปมากกว่าความเป็นจริง หรือฟังแต่เค้าเล่าว่า. Not the end of the world แน่นอน. พักการเมือง ไปเชียร์ เม CME Globe Final ดีกว่า next week. Go JP.

ในหลวงทรงตรัสว่า ให้อยู่กันอย่างพอเพียง และ อย่ามั่ว
ถ้ารักในหลวง ก็หยุดม้่ว มะโน เสแสร้ง ดัดจริตกันบ้างสิ
ขยันโพสกันนักในห้องแชท มันแค่โลกสวย ดัดจริตกันหรือป่าว?

Post has attachment
" Nearly two decades ago, a journalist asked the King how he wanted to be remembered. He replied that he cared very little about how history remembered him. He said, “If they want to write about me in a good way, they should write how I do things that are useful.”
In the eyes of His Majesty, doing things that were useful meant finding a way to solve the problems that affected real people – most importantly, the vulnerable and marginalized people. And, as the King saw it, the only way to know what was useful – and to understand the problems people were facing – was to get out into the field, into the places where people lived. So the King traveled constantly within his country, in particular to the poor and rural parts, where – over the course of his tenure – he would develop thousands of development projects.
But it wasn’t just that His Majesty went to these places – we see leaders do that a fair amount – it was also how he went. He made a point of meeting directly with locals – be they fishermen, rubber or rice farmers, or primary school students. When he met with officials, he would choose those working at the very grassroots – agronomists, schoolteachers, policemen.
And His Majesty was more than just a keen observer. Being useful meant helping fix the problems that he encountered, and empowering the Thai people to do the same. He had a mind that was at once kinetic and deliberate, creative – as we have heard – and scientific. Over the course of his life, he registered nearly 40 patents and trademarks – often for inventions that he built, tested, and modified himself – and most of which aimed at tackling everyday problems faced by the poor. This is completely extraordinary.
Take the invention nicknamed the “monkey’s cheeks,” which he designed to address the perennial floods that Thailand experiences. His Majesty remembered seeing as a child the way that monkeys would store chewed bananas in their cheeks so that they could eat them late, and built a system of small reservoirs that worked using a similar principle – storing excess water during heavy rains that could be used later for irrigation. The system of the “monkey’s cheeks” is still being used across Thailand today. Many of the King’s inventions fit this pattern – merging conservation with human development. He was decades ahead of the curve in recognizing that what was environmentally sustainable was crucial to the long term health of communities.
Let me conclude. In June 1960, His Majesty returned to the United States at the invitation of then-President Dwight Eisenhower. He was asked to address a joint session of the U.S. Congress. He was just 32 years old.
Speaking to Congress, His Majesty said that he had accepted the invitation in part because of what he called “the natural human desire to see my birthplace” – Cambridge – which he returned to on that trip. But he also came, he said, to affirm our two nations’ unique friendship and shared values. As he put it, “Friendship of one government for another is an important thing. But it is friendship of one people for another that assuredly guarantees peace and progress.”
His Majesty told members of the U.S. Congress that there was one tradition valued above all others for the Thai people – the commitment to family. He said, “The members of a family are expected to help one another whenever there is a need for assistance. The giving of aid is a merit in itself. The giver does not expect to hear others sing his praises every day; nor does he expect any return. The receiver is nevertheless grateful. He too, in his turn, will carry out his obligations.”
Now the King was speaking about the bonds and generosity among members of Thai families. But in retrospect, his words can just as easily be applied to the way that he lived his life. A life of always looking for ways to be useful to those in need. A life of giving, and of serving, every single day. Not to earn praise, not to get something in return, but rather because that is what one does for family. And His Majesty considered all the people of Thailand to be his family. How fortunate the Thai people were to have had His Majesty as a member of their family. And how fortunate we are to be able to learn from the way that this remarkable king chose to live his life."
https://youtu.be/c1IffhxG5WQ

ห้องเรียน G+ กลับมาอีกครั้ง
ก็เพิ่งเริ่มต้นใช้ Line App มาได้ไม่กี่เดือน เคยบอกเหตุผลไว้แล้วว่าทําไมถึงไม่ใช้มาในอดีต บวกกับมีเพื่อนก็ไม่กี่คนทีคุยกันจริงๆ ถึงระวัง OSK board ใหญ่ไง เหตุที่ไม่ใช้ Line ก็เพราะใช้ App อื่นๆอยู่แล้ว เช่น imsg, Skype, G+ Hangout, FB และอื่นๆมากมาย นานๆจึงเข้าไปที กับมี App ต่างๆในเครื่อง pc & phone จนเต็มไปหมด ไม่คุ้มค่าที่เสีย mem ไปเลย

ขยะก็เต็มไปหมด ทั้งๆที่ระวังอยู่เสมอ As a System Man เลยเข้าไปเช็คดูเมื่อวานโอยยยย Line App ใช้ไป 3 gig.กว่า แค่ไม่กี่เดือนเอง เลยลบออกหมด 1 gig กว่า เหลือไว้แค่ System.เท่านั้น จึงมาเขียนเตือนเพื่อนๆในห้องเรียน G+ นี่ไง

ได้ยินเพื่อนบ่นบ่อยๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อวาน ซื้อ Samsung มาได้ปีเดียว สองหมื่นมั้ง ไปล้างเครื่องมา ทั้ง ทอสับและ pc เครื่องรวน ช้า etc. อย่าไปเสียเงินเลย นี่แหละคือสาเหตุที่สําคัญ memory กับ WIFI speed ทั้ง voice and data ของแต่ละคน ซึ่งเราควบคุมทุกอย่างและทําเองได้. ถ้าเข้าใจ System กันมากขึ้นอีกนิดนึง ไม่ใช่เรื่องยากเลย@@@@เอาไว้เขียนต่อง่วง!ตื่นขึ้นมาดูน้องเม haha@@@@

รู้ไว้ใช่ว่า
1 หลีกเลี่ยงการตั้งค่า Auto Sync และ Cloud ต่างๆ ไม่มีความจําเป็นเลย เก็บใน SD Card ถ้าอยากเก็บ ลบ Multi App ต่างๆออกทุกวันหล้งเลิกใช้ แค่ 5 วินาทีมั้ง

2 ถ้าใช้ Cloud อย่าเข้าใจว่า 100% จะอยู่ใน Cloud ทั้งหมด ยังคงต้องใช้ ROM & RAM ของเราอีกส่วนหนึ่งอย่างแน่นอนเพื่อ App & Link ต่างๆ

3 อย่าคิดว่าเมื่อ Line videos, Photos ถูกลบไป เล่น Video เก่าๆไม่ได้ ก็ยังมีขยะคงเหลืออยู่ในเครื่องเรามากมาย

4 Line Keep ก็คือการเก็บใน Mem ของเราไม่ใช่ Cloud

5 ลบ Chat ต่างๆที่ Setting เท่านั้นคือวิธีที่ดีที่สุด และใน Email Folders ต่างๆด้วยแค่นี้ก่อน..

4 Line Keep ก็คือการเก็บใน Mem ของเราไม่ใช่ Cloud

5 ลบ Chat ต่างๆที่ Setting เท่านั้นคือวิธีที่ดีที่สุด และใน Email Folders ต่างๆด้วยแค่นี้ก่อน..

6 The Best way วิธีล้างเครื่องที่ดีที่สุดคือ 1. เก็บ data ที่เราอยากเก็บมากที่สุดไว้เท่านั้น 2. Delete App 3. Reinstall App
ถ้าไม่ลบ App ออกไป มันก็ยังมีขยะหลงเหลืออยู่มากข้างใน System.

ขอบคุณทุกๆท่านที่ขอแอดมา ห้องนี้เปิด public ทุกอย่าง อ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้ ไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน ไม่มีการโกหก เสแสร้ง จะถูกหรือผิดก็จะพยายามยึดความจริงเป็นตัวตั้ง อย่าขอแอดกันมาเลย หยุดคุยมาตั้งแต่ พธม หยุดแล้วครับ ปล่อยพวกที่งี่เง่าไปตามทางของเขา กฎแห่งกรรมมีจริง.

Post has attachment
ถ้า ผู้นําประเทศเจริญ นักการเมืองเจริญ ประชาชนเจริญ
ประเทศก็เจริญ


https://www.rt.com/news/363247-philippines-us-embassy-protest-clashes/

Post has attachment
Wait while more posts are being loaded