‘นวัตกรรม’แรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย(2)

ในตอน 2 นี้เราจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้อย่างไร โดยเจาะลึก

ในระดับ Micro Level ทั้งจากข้อมูลในมุมมองบริษัทและสาขาการผลิต รวมทั้งจะกล่าวถึงแนวนโยบายการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ “เศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy)”

การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ของไทยยังน้อยและระดับเทคโนโลยีไม่ซับซ้อน

ช่องทางแรก คือการคิดค้นนวัตกรรมขึ้นเองของไทย จากข้อมูลดัชนีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย จัดทำโดย สวทน. และกรมทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 7 ปี 2007-2013 ผลการศึกษาชี้ว่า การคิดค้นนวัตกรรมของไทยยังน้อย ส่วนใหญ่เป็นประเภทสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มากกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และกระจายไปในหลายหมวดสินค้าประมาณครึ่งหนึ่งของสิทธิบัตรที่เอกชนได้รับเกิดขึ้นในบริษัทขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่สิทธิบัตรที่ภาครัฐได้รับมีจำนวนน้อยกว่ามาก

แต่ไทยยังมีความหวังคือ นวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 900 รายการ และประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ใน 5 หมวดสินค้าสำคัญ คือ 1) หีบห่อและภาชนะสำหรับการขนส่งหรือการขนย้ายสินค้า 2) ของใช้ในบ้าน 3) เฟอร์นิเจอร์ 4) อาคารและอุปกรณ์การก่อสร้าง และ 5) อุปกรณ์ของเหลว เครื่องใช้ในการสุขาภิบาลและเครื่องทำความร้อน

ขณะที่นวัตกรรมด้านการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรอยู่ในระดับต่ำกว่าแบบแรกมาก เฉลี่ยเพียงปีละ 60 รายการในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดย 3 อันดับแรกที่จำแนกตามสาขาเทคโนโลยี คือ สาขาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต (27%) สาขาการดำเนินงาน (25%) และสาขาวิศวกรรมเครื่องกล (18%) สะท้อนถึงสาขาเทคโนโลยีที่มีความเชื่อมโยงกับสาขาที่ไทยมีศักยภาพ แต่ยังมีระดับการคิดค้นนวัตกรรมด้านการประดิษฐ์ต่ำมาก และยังไม่ค่อยผสมผสานระหว่างนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เข้ากับนวัตกรรมด้านการประดิษฐ์คิดค้นหรือเทคโนโลยีเข้าด้วยกันได้

ในช่องทางที่สอง การพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จากสถิติดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีของไทย 4 ปี 2012-2015 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารพาณิชย์รายงานรายจ่ายการชำระเงินค่านำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศของบริษัทไทยเป็นรายเดือนรวบรวม โดย ธปท.ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ยปีละ 95,000 รายการถ้าคิดเป็นจำนวนบริษัทเฉลี่ยปีละ 3,800 บริษัท

ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมสาขาการผลิตที่มีรายจ่ายทางเทคโนโลยีสูงที่สุด 4 อันดับแรกตลอดช่วงที่ศึกษา (รูป 1) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของรายจ่ายทางเทคโนโลยีทั้งหมดของบริษัทไทย ได้แก่ การขุดเจาะปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติ การผลิตยานยนต์ ด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้อง และ การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์จะเห็นได้ว่ามีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ผลิตทั้งเพื่อการใช้ในประเทศและเพื่อการส่งออกรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และมีข้อสังเกตว่าอันดับแรกคือ สาขาการขุดเจาะปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ 3 อันดับที่เหลือมีแนวโน้มลดลง

ภาพในระดับบริษัทหากเราเลือกใช้ข้อมูลรายจ่ายการนำเข้านวัตกรรมปีล่าสุด 2014 และข้อมูลเงินจดทะเบียนของบริษัทจากอีกฐานหนึ่งซึ่งครอบคลุมมากกว่าปี 2015 จำนวนกว่า 4,000 บริษัทเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลภาคตัดขวาง (Cross Section Analysis) หาความสัมพันธ์ระหว่างรายจ่ายการนำเข้านวัตกรรมกับขนาดของบริษัทสรุปข้อค้นพบสำคัญ 2 ประการคือ (รูป 2)

1) ภาพรวมขนาดของบริษัทไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการกำหนดระดับการใช้จ่ายทางเทคโนโลยีของบริษัทไทย ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าเกือบเป็นศูนย์สะท้อนว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็มีโอกาสจะซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของแต่ละสาขาหลักเป็นบวกแต่มีค่าแตกต่างกันมาก แสดงถึงความแตกต่างของการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในแต่ละสาขาการผลิต

และ 2) สาขาการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ และสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม และการให้คำปรึกษาด้านเทคนิค มีนัยว่ายิ่งบริษัทขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีการนำเข้าเทคโนโลยีสูงขึ้น และเรายังพบว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และปิโตรเลียม

ไทยยังไม่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้

จะเห็นได้ว่าผู้ซื้อเทคโนโลยีสำคัญรายใหญ่ทั้งค่าทรัพย์สินทางปัญญาและค่าการให้คำปรึกษาทางเทคนิคกระจุกอยู่ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้นและส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่โดยมีรูปแบบที่บริษัทลูกในไทยจ่ายค่าเทคโนโลยีกลับไปสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศ ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีของบริษัทในไทย

แนวนโยบายเศรษฐกิจนวัตกรรม:เปิดกว้าง ผสมผสาน และร่วมมือ

จากผลการประเมินนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยล่าสุดปี 2015 ของ UNCTAD ชี้ว่าไทยยังมีข้อจำกัดด้านสถาบันเป็นหลัก ประกอบกับผลการศึกษานี้ อาจนำมาสู่ข้อเสนอทางนโยบายที่สำคัญเพื่อการขับเคลื่อนไทยไปสู่ ”เศรษฐกิจนวัตกรรม” ดังนี้ 1) ควรเปิดกว้าง กระจายโอกาสและจูงใจให้บริษัทขนาดเล็กและกลางซึ่งมีอยู่จำนวนมาก รวมถึงธุรกิจเกิดใหม่ (Start-ups) ลงทุนสร้างนวัตกรรมมากขึ้น เช่น ให้สิทธิประโยชน์ด้านเงินทุนและภาษี

2) ควรผสมผสานระหว่างนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เข้ากับนวัตกรรมด้านการประดิษฐ์คิดค้นหรือเทคโนโลยีเข้าด้วยกันให้มากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงระหว่างนวัตกรรมทั้งทั้งสองด้านดังกล่าวให้สนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทยให้มีมูลค่าสูงนอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ยังมีระดับการพัฒนานวัตกรรมไม่เด่นชัดนัก และ 3) ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ บริษัท สถาบันการศึกษา หรืองค์กรอิสระอื่น ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการบริหารทรัพยากรด้านการวิจัย ทั้งเงินทุนและบุคลากรด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เหนือสิ่งอื่นใด“คงไม่มีทางลัดและสูตรสำเร็จที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและยังเป็นความท้าทายของเราที่ยังต้องเสาะหาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจไทยเอง”

บทความโดย : ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ และ ขวัญรวี ยงต้นสกุล

‘นวัตกรรม’ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

เป็นที่ยอมรับกันว่าในระยะหลังว่า เศรษฐกิจโลกยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม

ซึ่งจากการแบ่งกลุ่มประเทศตามระดับการพัฒนาโดย World Economic Forum (WEF) ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยปัจจัยการผลิต (Factor-driven) กลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยประสิทธิภาพ (Efficiency-driven) และกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรม(Innovation-driven) ซึ่งมักเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยในปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในระหว่างกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สาม และอย่างที่ทราบกันว่าไทยเราขณะนี้ยังติดอยู่ใน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ซึ่งในช่วงใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 3-4% เท่านั้น และยังมีความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดลงของกำลังแรงงาน และข้อจำกัดและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ

บทความนี้พยายามจะตอบคำถามสำคัญว่า สถานะและลักษณะการใช้นวัตกรรมของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรในตอนที่ 1 และจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้หรือไม่อย่างไรในตอน 2 โดยในตอนที่ 1 จะพูดถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ประสบการณ์รูปแบบการใช้นวัตกรรมของต่างประเทศและช่องทางการใช้นวัตกรรมของไทยทั้งการคิดค้นขึ้นมาเองและการซื้อมาจากผู้คิดค้น

นวัตกรรม: กุญแจสำคัญสู่การเติบโตในระยะยาว

หลายๆ ท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่านวัตกรรม คือการประดิษฐ์สิ่งของชนิดใหม่เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว จากงานศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันสรุปได้ว่า “นวัตกรรมเป็นการใช้องค์ความรู้เพื่อสร้างสิ่งใหม่หรือพัฒนาสิ่งเดิมอย่างมีนัยยะสำคัญซึ่งอาจอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ กระบวนการ รูปแบบองค์กร หรือการตลาดก็ได้” นวัตกรรมในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของสินค้า หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายการผลิตขณะที่นวัตกรรมด้านองค์กรส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในระบบงาน และนวัตกรรมด้านการตลาดทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาสูงขึ้น

ทฤษฎีเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นที่ยอมรับแพร่หลายอย่าง Solow-Swan Growth Model (1956) ได้อธิบายว่าการเติบโตของเศรษฐกิจนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับการสะสมทุนและกำลังแรงงานแล้วยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาผลิตภาพ หรือคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Solow (1957) ได้พิสูจน์ในเชิงประจักษ์ว่าบทบาทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้น สำคัญกว่าการสะสมทุนถึง 7 เท่า โดยอธิบายว่าการสะสมทุนอาจมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ระยะยาวความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

นวัตกรรมกับกระบวนทัศน์ใหม่ของโลก

ในปัจจุบัน เรามักจะพบว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจมีลักษณะร่วมกันประการหนึ่ง คือ มีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาในระดับสูงและต่อเนื่องโดยกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP อยู่ที่ 2.5%-3.0% ในขณะที่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางกึ่งสูงและประเทศรายได้ปานกลางมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ต่ำกว่า 2.0%

ผลงานวิจัย Global Innovation 1000 จัดทำเป็นประจำทุกปีโดย PricewaterhouseCoopers บริษัทตรวจสอบบัญชี Big Four ซึ่งฉบับล่าสุดของปี 2015 (รูป 1) ชี้ให้เห็นว่าในแง่ของผู้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาภูมิภาคอเมริกาเหนือลงทุนสูงสุดรองลงมา คือ ภูมิภาคยุโรปและเอเชีย เช่นเดียวกับอันดับในปี 2007 ในแง่ของผู้รับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ในปี 2015 ภูมิภาคเอเชียรับการลงทุนสูงสุด จากเดิมที่เคยอยู่อันดับสุดท้ายในปี 2007 สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามายังภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยในส่วนของโครงสร้างการลงทุนภายในเอเชีย จะพบว่าประเทศที่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงสุด 3 อันดับแรก คือญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ เราเห็นอินเดียเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นด้วย แสดงถึงความตื่นตัวในการใช้นวัตกรรมที่สูงขึ้นและการยกระดับศักยภาพด้านการผลิตนวัตกรรมของเอเชีย

หากแต่ไทยยังคงพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศเป็นหลัก

ในทางปฏิบัติช่องทางการมีนวัตกรรมมี 2 ช่องทางคือ การคิดค้นขึ้นมาเองและการซื้อมาจากผู้คิดค้นในช่องทางแรก เราวัดจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ซึ่งสัดส่วนนี้ของไทยตั้งแต่ปี 2000-2013 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงอยู่มาก ในภาพรวม กว่า 60% ของเงินลงทุนมาจากภาครัฐแต่ในช่วง 2-3 ปีหลัง เงินลงทุนมาจากทั้งภาครัฐและเอกชนในอัตราส่วนเท่าๆ กันและในช่องทางที่สอง การซื้อนวัตกรรมจากผู้คิดค้นเราวัดจากสถิติดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยี (Technology Balance of Payments) (รูป 2) ที่สะท้อนถึงระดับการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยสัดส่วนดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีต่อ GDP ของไทยโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2012-2015 อยู่ที่ 2.3%

หากรวมทั้งสองช่องทางแล้ว จะเห็นได้ว่าไทยมีระดับการใช้นวัตกรรมไม่น้อยโดยพึ่งพาการคิดค้นของต่างประเทศเป็นหลัก โดย 60% ของรายจ่ายทางเทคโนโลยีเป็นค่าที่ปรึกษาและการให้บริการทางเทคนิค ซึ่งเป็นค่าตอบแทนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ความรู้ และผู้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค และอีก 40% เป็นค่าบริการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคือค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน และไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงินต้องจ่ายให้กับผู้คิดค้นเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ขณะที่เกือบทั้งหมดของรายรับทางเทคโนโลยีเป็นการให้บริการทางเทคนิค

ผลการศึกษานี้สรุปได้ว่าไทยมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้นวัตกรรมที่มากขึ้นสอดคล้องกับผลวิจัยของ The Global Innovation Index 2015 จัดทำโดย INSEAD พบว่าไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่โดดเด่นกว่ากลุ่ม Upper-middle income countries 38 ประเทศในด้านนวัตกรรม

ฉบับถัดไปเราจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้หรือไม่ อย่างไรโดยเจาะลึกข้อมูลระดับบริษัทเพื่อเข้าไปดูว่าในบ้านเรา ใครเป็นผู้นำเข้านวัตกรรม และเป็นบริษัทประเภทใดรวมถึงแนวนโยบายการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม

บทความโดย : ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ และ ขวัญรวี ยงต้นสกุล

ระบบการเรียนรูปแบบใหม่ในฟินแลนด์

ฟินแลนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก กำลังทบทวนระบบการศึกษาของประเทศให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการสอนเพื่อส่งเสริมด้านทักษะและเทคโนโลยีให้แก่เยาวชน

นับแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วเป็นต้นมา ฟินแลนด์กำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องใช้รูปแบบการสอนที่เด็กจะได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มมากขึ้น โดยให้เด็กเลือกหัวข้อที่สนใจและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียน แล้วนำเทคโนโลยีและแหล่งความรู้จากภายนอก เช่น ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือพิพิธภัณฑ์ มาประกอบการศึกษา เพื่อให้เด็กมีทักษะที่พร้อมสำหรับใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21

การศึกษารูปแบบใหม่ที่ฟินแลนด์นำมาใช้เรียกว่า Phenomenon-Based Learning (PBL) ซึ่งเป็นการเรียนที่มาจากหัวข้อหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เป็นการเรียนในลักษณะของโครงงานที่นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มและมีเนื้อหาการเรียนครอบคลุมหลายวิชา โดยที่ไม่ได้มุ่งเน้นศึกษาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจงเช่นระบบการศึกษาทั่วไปที่หากศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ก็จะมุ่งเรียนเรื่องการคำนวณเพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่างเช่น หากเด็กเรียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมโรมโบราณ ครูก็จะนำเด็กนักเรียนย้อนกลับไปสู่ยุคโบราณด้วยการชมวิดีโอจำลองภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ยุคที่ภูเขาไฟวิสุเวียส ระเบิดแล้วพ่นเถ้าถ่านฝังเมืองปอมเปอี ส่วนเด็ก ๆ จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยแล้วใช้แล็ปท็อปขนาดเล็กของพวกเขาค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบยุคโรมโบราณกับฟินแลนด์ในยุคปัจจุบัน หรือเปรียบเทียบโคลอสเซียมกับสนามกีฬากลางแจ้งสมัยใหม่ เป็นต้น

อเล็กซิส สเตียนโฮล์ม ครูโรงเรียนแนวบูรณาการเฮาโฮ ทางภาคใต้ของฟินแลนด์ กล่าวว่า นี่เป็นการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไป การศึกษารูปแบบนี้ช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะด้านเทคโนโลยี การค้นคว้าหาข้อมูล การสื่อสาร และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม มีนักการศึกษาหลายคนที่ไม่แน่ใจว่าการเรียนแบบ PBL จะช่วยให้เด็กนักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้น และอาจส่งผลเสียต่อมาตรฐานการศึกษาของฟินแลนด์ที่มักถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA

ยุสซี ทานฮวนปา อาจารย์วิชาฟิสิกส์ แสดงความกังวลว่า การศึกษารูปแบบนี้อาจทำให้นักเรียนขาดพื้นฐานความรู้ทางวิชาการที่แน่นเพียงพอสำหรับการศึกษาในระดับสูงขึ้นต่อไป และเขาเกรงว่าช่องว่างระหว่างเด็กเรียนเก่งกับเด็กเรียนอ่อนจะเพิ่มขึ้น

อาจารย์วิชาฟิสิกส์ผู้นี้กล่าวว่า การเรียนแบบ PBL เป็นรูปแบบที่เยี่ยมยอดสำหรับเด็กหัวดีที่สุดของชั้นที่เข้าใจว่าจะเลือกหยิบความรู้อะไรมาประยุกต์ใช้กับการทดลองในห้องเรียน ซึ่งนี่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กมีเสรีภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ในขั้นต่อไปเมื่อรู้สึกว่าตนเองพร้อม อย่างไรก็ตามการเรียนแบบ นี้ดูจะไม่เหมาะสมสำหรับเด็กที่ผลการเรียนอ่อนกว่า และมีความสามารถน้อยกว่าในการตัดสินใจเรียนรู้ด้วยตนเอง และต้องการคำแนะนำจากครูมากกว่าเด็กคนอื่น

ข้อกังวลอีกประการที่ อาจารย์ทานฮวนปา มีก็คือ การเรียนแบบ PBL จะเพิ่มงานให้ครู และอาจทำให้ครูสูงอายุเสียเปรียบ เพราะไม่มีทักษะความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เท่ากับครูที่อายุน้อยกว่านั่นเอง

Cr. BBC ไทย

..การใช้ Youtube กับการเรียนการสอน

สำหรับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้น YouTube ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้การจัดการเรียนการสอนให้ครูและผู้เรียนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้าน

ด้านครูผู้สอน ก็ได้มีการนำ YouTube มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน มีการอัพโหลดวีดีโอ ที่ตนเองได้อัดวิดีโอการสอนไว้พร้อมกับเนื้อหาและสื่อต่างๆขึ้นไว้บนเว็บไซต์ Youtube เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าไปศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองได้ทำให้ผู้เรียนนั้นเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญสื่อที่มีการเคลื่อนไหว มีเสียง ที่นอกเหนือจากการบรรยาย ทำให้ผู้เรียนตื่นเต้นไม่เบื่อหน่าย และส่งผลดีแก่ผู้เรียน คือ ผู้เรียนสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้ในวันและเวลาใดก็ได้ตามที่ต้องการ

ด้านผู้เรียน ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้ผ่านทาง YouTube ได้ตลอดเวลา ไม่เพียงทางด้านการเรียนเท่านั้น YouTube ยังมีวิดีโอที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ติว ข้อสอบ สื่อการเรียนรู้ สอนทำอะไรต่างๆ อีกมากมายให้เราได้เลือกชม และสามารถแชร์แบ่งปัน วีดีโอที่น่าสนใจส่งต่อให้เพื่อนผ่าน โซเชียลมีเดีย โซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้อีกด้วย

YouTube จึงนับเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการศึกษา พัฒนาครูและนักเรียน ในยุคของเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทต่อโลกในปัจจุบันนี้ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของครูในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ต่อไป

Post has attachment
แนวทางเบื้องต้นในการจัดการความรู้ "โมเดลปลาทู"

โมเดลปลาทู (Tuna Model:thai-UNAids Model) คิดขึ้นโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด เป็นแนวทางเบื้องต้นในการจัดการความรู้ และในการทำความเข้าใจ 3 ส่วนหลักของการจัดการความรู้ว่าสัมพันธ์กับบุคคล 3 กลุ่ม ในการดำเนินการจัดการความรู้เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่มี 3 ส่วนคือ

1. หัวปลา หมายถึง เป้าหมายหลักของการดำเนินการจัดการความรู้ สะท้อน "วิสัยทัศน์ความรู้ หรือหัวใจของความรู้ เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กร ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า "เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร " โดย "หัวปลา" จะต้องเป็น "คุณกิจ" หรือผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด บุคคลที่มีความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดหัวปลาที่ชัดเจน คือ "คุณเอื้อ(ระบบ)"

2. ตัวปลา หมายถึง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือการแบ่งปันความรู้ (KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บุคคลสำคัญในการส่งเสริมให้เกิด "ตัวปลา" ที่ทรงพลังคือ "คุณอำนวย" ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ "คุณกิจ" มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่ซ่อนเร้นที่อยู่ในตัว "คุณกิจ" พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้และเกิดนวัตกรรม

3. "หางปลา" หมายถึง ขุมความรู้ (KA) ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้สกัดขุมความรู้ ออกมาจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และบันทึกไว้ใช้งานต่อ คือ "คุณกิจ" โดยที่การจดบันทึกขุมความรู้ อาจมี "คุณลิขิต" เก็บสะสม "เกร็ดความรู้" ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ตัวปลา" ซึ่งอาจเก็บส่วนของ "หางปลา" ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป
Photo

การจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ ปี 3000

แนวทางการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ ปี 3000 ในศตวรรษหน้านี้ คือ Flexible Learning

Flexible learning คือ การเรียนรู้อย่างยืดหยุ่น เพราะเหตุใดจึงต้องมีการเรียนรู้แบบนี้ คำตอบก็คือ กระแสการเปลี่ยนแปลงทางด้านไอทีและการสื่อสาร 3C คือ

1. Change การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การดำรงชีวิต และการทำงาน
2. Competition การแข่งขันรุนแรง ไร้พรมแดน ซึ่งมนุษย์จะต้องเปลี่ยนแปลง
3. Customer ลูกค้ามีทางเลือกมายิ่งขึ้น และมีอิสระในการตัดสินใจ

ด้วยเหตุนี้ การจัดการเรียนอย่างยืดหยุ่น (Flexible Learning) น่าจะเป็นวิวัฒนาการทางการศึกษาล่าสุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมในปัจจุบันนี้ จากการที่ได้สืบค้นพบ 155,000,000 รายการ และมีงานวิจัยในต่างประเทศที่เขาทำเสร็จสมบูรณ์ และเผยแพร่ใน http://www.ncver.edu.au/research/proj/nr8007.pdf ในประเทศไทยเองมีการใช้แนวคิดนี้สำหรับการฝึกอบรม เช่น การฝึกภาษาอังกฤษให้กับพนักงานการบินไทย[1] และมหาลัยเปิดอย่างเช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งน่าจะพัฒนามาจาก E-learning สำหรับต่างประเทศหลักสูตรออนไลน์เปิดจนถึงระดับปริญญาเอก แม้แต่มหาวิทยาลัยชื่อดัง อย่างเช่น Oxford มีหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว

แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบนี้เพื่อที่จะเอื้อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้เลือกเรียนตามความสนใจ และความถนัดของตนเอง แน่นอนว่าจะต้องมีแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนต้องมีความสามารถเพียรพยายามและวิเคราะห์ข้อมูลหรือสารสนเทศ รู้จักการวางแผนการใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์และตรงกับความต้องการมากที่สุด

ลักษณะการจัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ประกอบด้วย

1. รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมต้องมีความหลากหลาย เพื่อเอื้อต่อวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีทางเลือกในการเรียนรู้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นตลอดเวลา การนำวิธีที่ยืดหยุ่น (Flexible approach) มาใช้ในการเรียนและการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้ได้หลายวิธี เช่น การเรียนแบบเปิด (Open learning) การเรียนทางไกล(Distance learning) การเรียนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Directed Learning) ซึ่งมีข้อดี คือ
1) สามารถเรียนได้มากและรวดเร็ว
2) สามารถเข้าถึงบริการการศึกษาได้ง่าย
3) สามารถเรียนรู้ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย
4) สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
5) สามารถเข้ารับบริการการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและอยู่ที่ไหนก็เรียนได้สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

2. เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเนื้อหาและกิจกรรมต้องตอบสนองความสนใจของผู้เรียน และผู้เรียนสามารถเรียนได้เต็มศักยภาพ โดยเน้นการพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน การจัดสภาพการเรียนรู้ควรจัดในลักษณะดังต่อไปนี้
1) ให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกเวลาเรียนได้ตามความต้องการ
2) ผู้เรียนสามารถเลือกสถานที่เรียนได้ตามความสะดวก
3) ผู้เรียนสามารถเลือกเนื้อหาที่จะเรียนได้ตามความสนใจ
4) การจัดหน่วยการเรียน (Modules) หรือโปรแกรมการเรียนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาและเลือกที่จะเรียนกับครูและเพื่อนคนอื่น ๆ ได้หลากหลาย
5) กิจกรรมการเรียนและการประเมินต้องสัมพันธ์กันอาจจัดได้หลากหลายให้เป็นทางเลือกในการเรียนการสอน ได้แก่ การเรียนเป็นคู่ หรือการเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือเรียนโดยการปรึกษากับครู
6) สภาพการเรียนรู้ ต้องเกิดจากผู้เรียนลงปฏิบัติหรือลงมือกระทำด้วยตนเอง (Active Learners) ไม่ใช่การเรียนแบบเป็นผู้รับ (Passive Learners) ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนและการประเมิน ในลักษณะต่าง ๆ

การเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอนทำได้โดยการปรับกระบวนการเรียนการสอนให้มีความสัมพันธ์กับผู้เรียน กล่าวคือ
1) ด้านโครงสร้างของหลักสูตร การจัดโครงสร้างหลักสูตรต้องเป็นหลักสูตรที่เป็นทางเลือกตามความสนใจของผู้เรียน ไม่ใช่เป็นหลักสูตรหรือวิชา ที่ถูกบังคับให้เรียน
2) ด้านเนื้อหาของหลักสูตร การจัดเนื้อหาของหลักสูตรต้องเป็นหลักสูตรแกนผนวกกับโครงงานหรือกรณีศึกษาหรือเป็นสัญญาการเรียนที่ครูกับนักเรียนร่วมกันกำหนด
3) ด้านวิธีการจัดการเรียนการสอน วิธีการจัดเรียนการสอนต้องเป็นการเรียนรู้จากปัญหา หรือการเรียนรู้ด้วยตนเอง
4) ด้านการปฏิสัมพันธ์ ต้องมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนมีการประชุมปรึกษาร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนและนักเรียนกับนักเรียนหรือมีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษา
5) ด้านการประเมินผล ต้องเป็นการประเมินโดยกลุ่มเพื่อนและการประเมินตนเองหรือมีการประเมินผลร่วมกัน และครู

3. มีแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพที่ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทั้งนี้ การเรียนรู้อย่างยืดหยุ่นมีพื้นฐานมาจากการเรียนโดยใช้แหล่งข้อมูลเป็นฐานเพราะความยืดหยุ่นในการเรียนที่สำคัญที่สุดคือการใช้ข้อมูลที่หลากหลายในกระบวนการเรียนรู้ ด้วยความเชื่อว่าผู้เรียนสามารถที่จะได้สิ่งต่อไปนี้คือ
1) มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ที่หลากหลาย
2) มีความสามารถในการเลือกและวิเคราะห์ข้อมูลจากเนื้อหาที่กำหนดให้และนำเสนอในรูปแบบของการรายงาน
3) มีความสามารถในการวางแผนการใช้แหล่งข้อมูลเพื่อเป้าหมายต่าง ๆ
4) มีความสามารถในการพัฒนาทักษะการจัดข้อมูล
5) มีความสามารถในการพัฒนาการใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เช่นห้องสมุด ข้อมูลการเรียนรู้ที่เป็นเอกสาร สื่อคอมพิวเตอร์ แหล่งข้อมูลการเรียนรู้จากเน็ตเวอร์ค วีดิโอเทป แผ่นโปร่งใสและสไลด์ เป็นต้น ซึ่งองค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ใช้แหล่งข้อมูลเป็นฐานต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นกลวิธีในการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดความสามารถที่จะค้นหาและใช้ข้อมูล และความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

"การศึกษาของเด็กไทยยุค Digital Society"

เราคุยกันมากเรื่องโอกาสและความท้าทายของเรื่องเศรษฐกิจในยุค Digital Economy แต่เราคุยกันน้อยมากเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในเรื่อง "การศึกษา" ของเด็กไทยในยุค Digital Society ซึ่งยังไม่ชัดเจนเหมือนกันว่ากระทรวงใดจะรับเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ครอบคลุมรวมของ Digital Economy & Society Policy

ที่ผ่าน ๆ มาก็เน้นกันเรื่องการปฏิรูประบบราชการ ระบบฐานข้อมูล ระบบการพัฒนากระบวนการในกิจการบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ แต่ยังไม่เห็นอะไรมากนักหรือแทบจะไม่ได้เห็นเลยเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษา และเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาภายใต้นโยบาย Digital Society เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ครับว่า เด็กไทยในยุคดิจิทัลนั้น จะตามทันหรือถูกทอดทิ้งและจะทำให้ช่องว่างของสังคมถ่างกว้างขึ้นอีกหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายของนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นต้องการที่จะมาลด "ช่องว่าง" หรือเรียกกันว่า "ความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ของคนเมืองและคนในพื้นที่ชนบทให้ลดลง

สิ่งหนึ่งในช่องว่างของสังคมเรา คือ เรื่องการศึกษา ทั้งโอกาส การเข้าถึง การได้รับความรู้ที่มีมาตรฐานในระดับเดียวกันของเด็กไทยทั้งประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมเพิ่งไปเยี่ยมโรงเรียนตำรวจชายแดนที่จังหวัดอุบลราชธานีมา เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ที่ผมและคณะเข้าไปหาทางช่วยพัฒนาเรื่องการศึกษาทั้งแก่ผู้สอนและผู้เรียนในโรงเรียน ต้องรับสารภาพกัน ณ จุดนี้เลยว่า ผมยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้การเรียนการสอนของโรงเรียนตำรวจชายแดนที่ทำอยู่ในโครงการทั้ง 3 แห่งนี้ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นระดับความสามาถในการสอน การเรียน ทุกอย่างยังค่อนข้างย่ำอยู่กับที่ ไม่ใช่ว่าโรงเรียนขาดอุปกรณ์การเรียนการสอนนะครับ หรือขาดน้ำ ขาดไฟฟ้า ขาดอินเทอร์เน็ต มีครบครับเพราะอยู่ในพื้นที่ชนบทที่ค่อนข้างมีความเจริญทางด้านโครงสร้างพื้นฐานพอสมควร และมีแท็บเลตใช้อีกต่างหากด้วย (แต่ก็เสีย ใช้การไม่ได้เป็นส่วนใหญ่) จึงต้องบอกว่า Hardware มีพร้อม ที่ขาดคือ Software มนุษย์

โรงเรียนทั้ง 3 แห่ง (คล้าย ๆ กับโรงเรียนในประเทศไทยอีกหลายร้อยหลายพันแห่ง) ที่ขาดครูที่มีความรู้ความสามารถที่จะ "สอน" เด็ก ๆ ครับ

เราคงจะเห็นข่าวกันว่า ผลคะแนนสอบโอเน็ตปีนี้ (พ.ศ. 2558) มีผลคะแนนต่ำมากจนต้องวิตก เราจะไปโทษเด็ก ๆ ไม่ได้ว่าทำไมไม่ตั้งใจเรียน เด็กส่วนใหญ่ก็ไม่ตั้งใจเรียนโดยพื้นฐานแบบเด็ก ๆ ครับ ธรรมชาติของเด็กส่วนใหญ่มักจะชอบเล่น ชอบคุย ชอบสนุกมากกว่าเรียน แต่ครูที่เก่งก็จะมีวิธีในการทำให้เด็ก ๆ ยอมเรียนจนในที่สุดความรู้ก็เกิดได้ในเด็ก ๆ เหล่านั้น

แต่ปัญหาวันนี้ เป็นปัญหาที่หากเราไม่ยอมรับและระดมกำลังแก้ไขด้าน Human Software หรือผมเรียกว่า Human ware นี้ก่อน คือเรื่อง "ครู"

ผมว่าหากนโยบายดิจิทัลโซไซตี้ในการพัฒนาการศึกษาด้วยก็คงไม่สามารถจะทำให้เด็กไทยเรียนรู้มากขึ้นหรือฉลาดขึ้นแน่ครับเครื่องมือเครื่องไม้แม้จะทันสมัยเนื้อหาออนไลน์จะแน่น แต่หากปราศจากครูที่เก่งและมีความสามารถในการร่วมสอน ความรู้ย่อมไม่เกิด

อย่าลืมว่า "ความรู้" ที่โรงเรียนสอนไม่ใช่แค่ที่มีในตำรา แต่เป็นความรู้ทั่ว ๆ ไป ความรู้รอบตัว ความรู้ผสมประสบการณ์จริงของครูที่สามารถถ่ายทอดกับนักเรียน ทำให้เกิดจินตนาการ เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากท้าทายเพื่อหาผลลัพธ์หรือคำตอบ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เราคงยังไม่สามารถคาดหวังว่าเพียงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมาทดแทนได้ครับ

ในบริบทของการนำเทคโนโลยีมาพัฒนากระบวนการทำงานและกระจายบริการให้ทั่วถึงเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆภายในนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีและโซไซตี้นั้น การบริการคงเป็นเรื่องที่พอทำได้ไม่ยาก

การเรียนรู้และประสบการณ์ในการรับบริการต่าง ๆ จากภาครัฐเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดี ทำให้เกิดความพึงพอใจกับประชาชน คงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะอย่างแย่ก็คือบริการไม่ดีและคนไม่พอใจ รวมทั้งรัฐสูญเสียเงินงบประมาณในการทำ

แต่พอมาเปรียบเทียบกับด้านการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนกับการสร้างคน สร้างชาติ ถ้าเราไม่สามารถที่จะสร้างคนให้เก่งขึ้น มีความรู้มากขึ้น อนาคตของชาติก็คงมีความเสี่ยงมากขึ้น

ผมเชื่อว่า หากให้โอกาสการสร้างความรู้ทางปัญญาเท่า ๆ กันของคนเมืองและคนในพื้นที่ชนบท โอกาสทางสังคมจะสามารถปิดช่องว่างลงได้มากขึ้น คนมีความรู้ย่อมเกิดการพัฒนาการสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวให้ดีขึ้นตามธรรมชาติของมนุษยพันธุ์ โจทย์ให้ก็คล้าย ๆ กับที่ผมเคยกล่าวมาในบทความก่อน ๆ นี้คือเรื่อง "คน"

นอกจากเรื่องพัฒนาการให้ข้าราชการรู้จักใช้ รู้จักนำเทคโนโลยีมาช่วยบริการประชาชนให้ดี ยังต้องปรับทัศนคติของข้าราชการยุคดิจิทัลในการทำงานภายใต้แนวคิดใหม่ และบุคลากรอีกกลุ่มที่สำคัญคือ "กลุ่มครู" ที่ต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งกายและใจที่จะขับเคลื่อนไปกับนโยบายดิจิทัลโซไซตี้ ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องมีตึกใหม่ มือถือใหม่ คอมพิวเตอร์ใหม่ แท็บเลตใหม่ แต่เป็นเรื่องแนวคิดแนวสอนใหม่ที่รัฐบาลต้องมีการฝึกครูให้พร้อม เตรียมครูให้พร้อม

เมื่อเด็กนักเรียนไปค้นหาข้อมูลเองแล้วกลับมาถามครูครูต้องพร้อมและมีวิธีที่จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจแก่นักเรียนเป็นต้น ซึ่งรัฐบาลในยุคดิจิทัลต้องเริ่มวางแนวการพัฒนาครูและหลักสูตรการเรียนการสอนให้สามารถรองรับกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลให้ได้และต้องเรียนตั้งแต่ประถมวัยไปจนทุกวัยครับเพราะในระบบการศึกษาไทยวันนี้"ป่วย" ทั้งเรื่องครู หลักหมวดวิชาสอน และตำราเรียน

สิ่งเหล่านี้แก้ไม่ได้ด้วยสายไฟเบอร์ออปติก อินเทอร์เน็ต หรือไวไฟนะครับ

กระทรวงดิจิทัลจะต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงศึกษาธิการในการปรับปรุงการศึกษาของยุคดิจิทัลไม่สามารถปฏิเสธได้ครับ

บทความโดย : วิชัย เบญจรงคกุล

Digital Education กับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
บทเรียนสำหรับผู้เรียนบนสื่อดิจิทัล ก็เหมือนเครื่องมือการตลาดตัวหนึ่งที่ต้องทำ Content Marketing เรียกความสนใจให้เกิด Attraction และ Convert เพียงแค่ Convert เปลี่ยน Visitor (ผู้เยี่ยมชมซึ่งอาจจะเป็นผู้เรียนธรรมดา หรือคนทั่วไป) ให้กลายเป็น Learners (ผู้เรียนที่แท้จริง) ที่สนใจในบทเรียนของเราอย่างแท้จริง

ในยุคที่ทุกสิ่งเข้าสู่โลกของดิจิทัล (Digital) ทั้งเรื่องของแนวโน้มการตลาด สื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือธุรกิจ ไปจนถึงภาครัฐฯ สำหรับส่วนของการศึกษาเองก็มีการตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีและสารสนเทศที่มากมายมาประยุกต์ใช้กับผู้เรียน เช่น นักเรียน นิสิต หรือนักศึกษาเช่นกัน

ตัวผมเองได้เข้าร่วมเครือข่ายของอาจารย์ ผ่านเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษา (ควอท.) หรือ Professional and Organizational Development Network of Thailand Higher Education ที่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดในเรื่องของการปรับปรุงการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาที่เกี่ยวกับ “นวัตกรรมด้านการเรียนการสอน” ในนามของมหาวิทยาลัยร่วมกับอาจารย์ และนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายๆ สถาบันในประเทศไทย ทั้งศาสตร์ด้านสังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทุกศาสตร์ต่างยอมรับว่า เทคโนโลยีด้าน ICT มีผลต่อการเรียนการสอนของอาจารย์ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ผู้เรียนในปัจจุบัน

ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
เพราะในตอนนี้ผู้เรียน หรือนักเรียน นักศึกษา มีแนวโน้มที่เปลี่ยนไป เช่นกันกับผู้บริโภคในภาคการค้าและธุรกิจ เพียงแค่เปลี่ยนจากการซื้อ-ขาย หรือการทำโฆษณาออนไลน์ เป็นแนวโน้มที่เปลี่ยนไปในการศึกษา หรือการเรียนรู้แทน อีกทั้งได้ข้อสรุปจากอาจารย์ และนักวิชาการส่วนใหญ่ระบุแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21 (Changing Education Paradigms, Ken Robinson, 2006 )” โดยมีข้อมูลที่ถูกตกผลึก และพัฒนาออกมาในประเทศไทย โดยท่าน ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช (หนังสือวิถีสร้างการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21) ที่ตอกย้ำกับสายวิชาการในแง่ของแนวคิดที่ว่า สาระวิชาความรู้แม้จะมีความสำคัญ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ 21 เพราะปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (Content หรือ Subject Matter) ส่วนมากจะเป็นการเรียนรู้จากผู้เรียน หรือนักศึกษา โดยการค้นคว้าเองผ่านสารสนเทศจำนวนมหาศาลบนโลกอินเทอร์เน็ตที่เป็นสื่อหลักที่แซงหน้าหนังสือ และตำราไปแล้ว

การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 นี้ ครูหรืออาจารย์จะมีเพียงบทบาทในเชิงการช่วยแนะนำและออกแบบกิจกรรม ไปจนถึงการสร้างเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ ในรูปแบบการศึกษา และนวัตกรรมการสอนก็มีหลากหลายรูปแบบแยกย่อยออกไปตามคุณลักษณะของผู้เรียนหรือนักศึกษา อาจจะสรุปได้ว่า ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 นั้น จะต้องมีทักษะเหล่านี้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องทำการวิเคราะห์

ทักษะระดับพื้นฐานที่เคยมีมาก่อน

Reading หรือทักษะการอ่าน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงองค์ความรู้ หรือสารสนเทศ
Writing หรือทักษะการเขียนเพื่อเป็นการเริ่มต้นถึงทักษะของการถ่ายทอดและการสื่อสาร
Arithmetics หรือทักษะการคำนวณ หรือการคิดเชิงคณิตศาสตร์-ตรรกะศาสตร์ เพื่อใช้ในการคิดแก้ปัญหาชีวิตประจำวันทักษะระดับมาตรฐานที่เกิดขึ้นในศตวรรตที่ 21
Critical thinking & Problem Solving หรือทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาโดยอาศัยการเรียนรู้และสังเกตุ
Creativity & Innovation หรือทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ และการคิดค้นนวัตกรรม
Cross-Cultural Understanding ทักษะการเรียนรู้บนความเข้าใจด้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อสร้างระเบียบ
Collaboration, Teamwork & Leadership ทักษะด้านการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ
Communications, Information & Media Literacy ทักษะด้านการสื่อสารและมีความรู้ในการสืบค้นสื่อ
Computing & ICT literacy ทักษะด้านการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และข้อมูลสารสนเทศรูปแบบดิจิทัล
Career & Learning Skills ทักษะที่ตรงกับความชำนาญในการประกอบอาชีพและการพัฒนาการเรียนรู้ผสมเข้ากับการทำงาน

สำหรับลีลาเทคนิคการสอน หรือการเตรียมความพร้อมในรูปแบบของอาจารย์นั้น ต้องปรับปรุงทักษะสำหรับผู้เรียนจากเดิมแค่ 3 ข้อพื้นฐาน ให้กลายเป็น 10 ข้อที่ดูลำบาก เอาเข้าจริงหากมองโดยผิวเผินอาจจะคิดว่าเป็นไปได้ยาก แต่ด้วยคุณลักษณะของผู้เรียนที่อยู่ในศตวรรตที่ 21 นั้น ความท้าทายที่แท้จริงกลับอยู่ในเรื่องของ Critical thinking & Problem Solving, Communications, Information & Media Literacy และ Computing & ICT literacy เพียง 3 ข้อ

เท่านั้นที่ดูจะต้องมีการปรับตัวในแวดวงวิชาการกันขนานใหญ่ เพราะด้วยรูปแบบของการติดต่อสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟน เช่น Facebook, LINE, Twitter และ Instagram ที่ผู้เรียน หรือนักศึกษานิยมใช้ในการแสดงออกในเรื่องความสนใจของตน และการใช้ Google และสารสนเทศจำนวนหมื่นล้านล้านมหาศาล หลายแห่งบนเว็บไซต์ก็สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง แซงหน้าสิ่งที่ผู้สอน หรืออาจารย์เตรียมพร้อมให้เกิดภาวะที่ผู้เรียนหรือ “เด็กรุ่นใหม่” (คน GenC) ให้ความสำคัญกับศาสตร์แขนงอื่นน้อยลง และเจาะจงเพียงสิ่งที่ตนถนัดมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งอาจารย์ หรือห้องเรียน ไปจนถึงไม่ต้องพึ่งสถาบัน

เพราะคน GenC มักจะใช้ความรู้เฉพาะด้านโดยศึกษาผ่านบนอินเทอร์เน็ตในการติดตามและศึกษา ไม่ค่อยอยากจะทำงานในบริษัท เลือกที่จะเป็นการทำงานในระยะสั้น หรือรูปแบบ Freelance ไม่ให้ความสำคัญกับวุฒิ เพราะเชื่อมั่นใน Skill หรือทักษะเฉพาะด้านที่ตนถนัด ไม่ชอบกฎเกณฑ์ล้อมกรอบ และจุดประสงค์หลักของชีวิตคือ การเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเป็นนายตัวเอง แต่ด้วยรูปแบบของสังคม และระบบการทำงานในประเทศไทยยังคงต้องใช้วุฒิในการศึกษาเป็นใบเบิกทางส่วนใหญ่ คน GenC หรือคนรุ่นใหม่ก็ยังต้องใช้คำว่า “จำใจ” เข้ามาใช้เวลาศึกษาในสถาบันตามปกติ แตกต่างจากเดิมเพียงแค่เรื่องของการเรียนนั้น สถิติความสนใจ หรือสมาธิของคน GenC หรือผู้เรียนในศตวรรตที่ 21 นั้นมีอัตราความสนใจ และตั้งใจเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น

ดังนั้น การจะให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต่อคนกลุ่มนี้นั้นเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างละเอียด รูปแบบการทำงานของผู้สอนจึงต้องปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการนำเสนอบทเรียนที่แตกต่างจากสมัยก่อนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

สื่อดิจิทัลเบี่ยงเบนความสนใจ และชั่วโมงโฮมรูมบน Facebook
ห้องสมุด ณ​ ตอนนี้เต็มไปด้วยหนังสือดีๆ ที่ไม่ใช่แค่ไม่มีคนหยิบ หรือยืมไปอ่าน แม้แต่จะเอาไปถ่ายเอกสารยังไม่ค่อยจะมี อันที่จริงห้องสมุดกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยหนังสือดีๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนตำแหน่งจากชั้นวางเสียมากกว่า สื่อดิจิทัลอย่างวิดีโอ อย่างตัวอย่างภาคปฏิบัติ หรือ Tutorials บนเว็บไซต์ YouTube กลายเป็นแหล่งค้นคว้าขนาดใหญ่สำหรับผู้เรียน ณ เวลานี้ ทั้งที่เกิดจาก User Generate Content ขึ้นมาเอง หรือจากอาจารย์สถาบัน สำหรับตัวผมก็ต้องยอมรับว่า การบันทึกการสอนในชั่วโมงด้วยโปรแกรมบันทึกการเรียนการสอนย้อนหลัง มันไม่ได้ช่วยวัดความอยากรู้อยากเห็น อยากศึกษาหรือทบทวนจากผู้เรียนเลย กลับคิดว่าเป็นเพียงการลงทุนที่เสียเปล่า เมื่อไปเห็นสถิติของผู้เรียนในรายวิชาที่เข้าไปเปิดดู การเรียนการสอนย้อนหลังนั้นอยู่ที่ 0.67 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนของผู้เรียนรายวิชาทั้งหมด เหตุผลที่พอจะคาดเดาได้จากการสอบถามก็ได้เพียงข้อคิดว่า ผู้เรียนไม่เคยอยากจะทบทวนรายวิชาที่ผู้สอนได้สอนย้อนหลัง ผู้เรียนต้องการวิดีโอที่เป็นสิ่งที่ผู้สอนแนะนำเทคนิค หรือทบทวนบทเรียนแบบสรุปพร้อมตัวอย่างให้เข้าใจในเวลา 20-50 นาทีมากกว่า ด้วยเหตุผลสนับสนุนที่ว่า วิดีโอที่บันทึกจากระบบบันทึกการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนนั้น มันมีระยะเวลายาวเกินไป และมีการทิ้งระยะความเข้มข้น หรือการขัดจังหวะปรากฏตลอดช่วงการบันทึก ก็กลายเป็นว่าผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับความสนใจ และสมาธิของคน GenC ที่มีพื้นฐานในแง่การรับรู้สารสนเทศ และการเรียนรู้ที่ 20 นาทีนั่นเอง กลายเป็นว่าสำหรับผมนั้น สื่อดิจิทัลที่เราใช้ทำการตลาดให้ลูกค้าสนใจมาตลอด ตามหลักของ Inbound Marketing การตลาดสมัยใหม่ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการศึกษา

เป็นไปได้ว่า บทเรียนสำหรับผู้เรียนบนสื่อดิจิทัล ก็เหมือนเครื่องมือการตลาดตัวหนึ่งที่ต้องทำ Content Marketing เรียกความสนใจให้เกิด Attraction และ Convert เพียงแค่เปลี่ยนจาก Visitor (ผู้เยี่ยมชม) เป็น Customer (ลูกค้า) เป็นการ Convert เปลี่ยน Visitor (ผู้เยี่ยมชมซึ่งอาจจะเป็นผู้เรียนธรรมดา หรือคนทั่วไป) ให้กลายเป็น Learners (ผู้เรียนที่แท้จริง) ที่สนใจในบทเรียนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นเครื่องมือในการทำการตลาด หรือการศึกษานั้นก็คือเครื่องมือที่คล้ายกัน คือ Social Media หรือสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งบนเว็บไซต์ และสมาร์ทโฟน เช่น Blog, Facebook, Google Hangout และชั่วโมงเรียน E-Classroom รูปแบบดิจิทัลสมบูรณ์อย่าง Google Classroom (ใช้ได้เฉพาะสถานศึกษา)

ผู้เรียนในศตวรรตที่ 21 หรือคน GenC นั้นแม้จะสามารถหาแหล่งความรู้ได้เองจากสื่อออนไลน์ต่างๆ แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า สื่อออนไลน์เหล่านั้นมันถูกต้อง และสร้างสรรค์ ดังนั้น ในภาวะของการเป็นอาจารย์ ผู้สอน หรือ “ครู” นั้นจำต้องสร้างแหล่งข้อมูลสารสนเทศให้มากขึ้น

Blog สำหรับถ่ายทอดความรู้
เว็บไซต์ประเภท Knowledge Management หรือ Blog เกี่ยวกับวิชาต่างๆ ที่เขียนโดยอาจารย์ประจำวิชานั้น จำเป็นต้องถ่ายทอดขั้นตอนวิธีของการเรียนการสอน เช่น วิชาบรรยาย โดยเน้นให้เป็นการทบทวนต่อเนื่องจากบทเรียน เป็นไปได้ว่าแนะนำให้ผู้สอน หรืออาจารย์ทุกท่านควรมี Blog เป็นของตัวเอง และใช้เป็นเครื่องมือในการตลาดเชิงการศึกษากับผู้เรียน ผ่านการโปรโมต URL ของ Blog พร้อมบอกให้ไปทบทวนหลังการเรียนเสร็จสิ้นในชั่วโมง

เนื้อหาหรือตัวอย่างใน Blog ควรจะเป็นการสรุปหัวข้อสั้นๆ ตรงประเด็น และตัวอย่างที่มีการอธิบายการคิดที่เรียบง่าย โดยอาจจะอาศัยการใช้เทคนิคการนำกราฟิกรูปภาพ หรือ Infographic มานำเสนอให้เกิดความน่าสนใจ ส่วนรายวิชาที่เป็นการปฏิบัติหรือการใช้ทักษะ ผู้เขียน Blog หรืออาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องใช้รูปภาพในการนำเสนอ และคำอธิบายรูปภาพทั้งใต้ภาพ และเป็นกราฟิกภายในภาพ โดยใช้การเรียงลำดับขั้นตอน เช่น ขั้นตอนที่ 1, 2, 3 และลูกศรมาใช้นำทาง เป็นต้น

จากสถิติที่ได้ทำการเก็บข้อมูลมา ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในตัวเนื้อหาของบทเรียนเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเรียนการสอนในห้อง แล้วมีเนื้อหาทบทวนใน Blog ที่ผู้สอนบอกให้ไปอ่านทบทวนทันที เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.3 เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่การเตรียมความพร้อมในเนื้อหาของ Blog ต้องต่อเนื่องจากในชั่วโมงเรียนไม่เกิน 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน เพราะความต่อเนื่อง และความสนใจในเนื้อหาที่เกิดคำถามจะลดลง ถ้าระยะเวลาทบทวนของ Blog เกิน 48 ชั่วโมง

YouTube Channel ช่องทีวีออนไลน์เพื่อการศึกษา
แน่นอนว่า ถ้าผู้สอน หรืออาจารย์มี Blog เป็นของตนเองแล้ว บางเนื้อหาที่เป็นเชิงปฏิบัติ อาจจะใช้ลำดับรูปภาพอธิบายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้วิดีโอช่วยสอน ความแตกต่างของการที่อาจารย์ผู้สอนสร้าง Content บน YouTube นั้นคือ วิดีโอช่วยสอนบน YouTube นั่นคือการทบทวน และเป็น Tutorial ที่ต้องอธิบายทีละขั้นตอนอย่างกระชับ แต่ไม่เร็วเกินไป ที่สำคัญคือ จำไว้ว่า วิดีโอสำหรับทบทวนบน YouTube ของอาจารย์ผู้สอน ไม่ใช่การอัดบันทึกการเรียนย้อนหลัง แต่เป็นการบันทึกใหม่ในรูปแบบของขั้นตอนที่กระชับ และชัดเจน เป็นลำดับ

ข้อสังเกตสำหรับวิดีโอสื่อการสอนบน YouTube สำหรับผู้สอน หรืออาจารย์ที่ต้องสร้างขึ้นนั้น จะเหมาะกับรายวิชาที่เป็นการปฏิบัติ ส่วนวิชาบรรยายที่มีการถ่ายทอดการเรียนการสอนของตัวเองจะไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพเท่าไรนัก นอกเสียจากย่อประเด็นบรรยายให้เหลือ 2-5 นาที แล้วใส่เนื้อหาที่ตลกลงไปให้เกิดการรับรู้จดจำบทเรียนที่ต้องการเน้นย้ำ ซึ่งมันก็ยากเกินไปสำหรับผู้สอนคนหนึ่งจะจัดทำได้ทุกบทเรียนที่อย่างน้อยๆ ก็ 15 ครั้งต่อเทอม ถ้าไม่อยากเสียพลังงานเกินไป เลือกวิชาปฏิบัติเป็นวิดีโอ และเอาวิชาบรรยายไปเขียนลง Blog ดีกว่าครับ

โฮมรูม (HomeRoom) บน Facebook ไม่ใช่ LINE
อีกหนึ่งข้อมูลที่ผมได้ทำการเก็บรวบรวมมานั้นคือ การพบปะกันระหว่างอาจารย์ประจำวิชากับผู้เรียน หรือนักศึกษาในรายวิชาที่สอน ไปจนถึงนักศึกษาที่เป็นศิษย์ในที่ปรึกษา ช่องทางในการกระจายข่าว เอกสารการสอน หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ ไปจนถึงการช่วยเหลือในการถ่ายทอดจากผู้เรียนที่เข้าใจการเรียน ไปยังผู้เรียนที่ไม่เข้าใจ หรือที่เรียกว่า การช่วยเหลือแบ่งปันกันนั้นเกิดบน Social Network สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook Group มากที่สุด โดยสถิติที่ได้นั้นเป็นช่องทางในการกระจายตัวองค์ความรู้จากผู้เรียนถึงผู้เรียนด้วยกัน และอาจารย์ถึงผู้เรียน ให้เกิดการสื่อสารและเข้าใจสารสนเทศต่างๆ ได้สูงถึง 77.11 เปอร์เซ็นต์ บนเว็บไซต์ และ 59.55 เปอร์เซ็นต์ บนสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร และกระจายความรู้ที่เปรียบเทียบกับ LINE ที่อยู่บนสมาร์ทโฟนอย่างเดียวบนสถิติ 33.45 เปอร์เซ็นต์

ทำให้เกิดข้อเท็จจริง และข้อสังเกตได้ว่า LINE เป็นแพลตฟอร์มการติดต่อสื่อสารที่ไม่เหมาะกับการศึกษา อันที่จริงอาจจะไม่เหมาะกับองค์กรภาคธุรกิจด้วยซ้ำไป หากใช้เป็นเครื่องมือหลัก LINE เป็นได้แค่เครื่องมือสำหรับเตือนและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เมื่อกลับมาในเรื่องของการศึกษา เหตุผลที่ Facebook Group เป็นช่องทางติดต่อของผู้สอน และผู้เรียนได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ในแง่ของความจำเป็น และคงอยู่ของข้อความที่ไม่ใช่ Information Over Load ที่มักจะเกิดบน LINE ที่คุ้ยหาข้อความสำคัญเก่าๆ ยากเสียเหลือเกิน

Google Classroom และ E-Classroom เปลี่ยนโลกของการศึกษาในศตวรรตที่ 21
อันที่จริงระบบ E-Classroom ตัวอื่นๆ ก็มีประโยชน์ เช่น ClassStart.org, Moodle, eClassroom, BlackBoard และอื่นๆ เป็นต้น ประสบการณ์ในการใช้งานก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะผมเองก็ใช้ ClassStart.org อยู่ เพียงแค่เครื่องมือที่หยิบมาคือ Google Classroom ในแง่ของภาพรวมการทำงานที่มีประโยชน์กับสถานศึกษาหลายๆ แห่ง ที่ผู้ใช้ไม่ต้องใช้ความพยายามในการเปลี่ยน (โดยเฉพาะอาจารย์รุ่นเก่าๆ) เพราะเมื่อเลือกใช้ Google Classroom เมื่อไร เราจะได้ Blog คือ Google Site, Video & File Sharing คือ Google Drives, เอกสารประกอบการเรียนการสอน Google Docs, Slide, Sheets และระบบข้อสอบ และแบบฝึกหัดที่อยู่ใน Google Classroom ในตัวทันที พร้อม Social Network อย่าง Google+ ของตัวอาจารย์ หรือผู้สอนที่สามารถนำมาใช้เป็นช่องทางกระจายสื่อการสอน และบทเรียนได้อีกทางหนึ่ง

ผู้สอนหรืออาจารย์ สามารถจัดการสื่อการเรียนการสอน หรือทบทวนบทเรียนไปจนการตรวจนับคะแนน และเกรดของผู้เรียนได้อย่างสะดวกผ่านระบบของ Google Classroom ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน หรือเว็บไซต์ได้อย่างสบายๆ อีกทั้งยังสามารถเข้าไปเป็นผู้ร่วมสอนรายวิชาอื่นๆ ได้เพียงแค่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของวิชาให้เราเข้าไปร่วมสอน

เครื่องมือที่ว่ามาทั้งหมดนั้น เมื่อถูกนำมาจัดการอย่างเป็นระบบแล้ว เราจะเห็นว่าสื่อจะวิ่งเข้าหาผู้เรียนตามทักษะ Communications, Information & Media Literacy และ Computing & ICT literacy ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า เมื่อสื่อและองค์ความรู้วิ่งเข้าหาผู้เรียนแล้ว ก็เป็นการใช้เครื่องมือสำหรับวัดผลตัวสุดท้าย อย่างแบบฝึกหัด Google Forms หรือ Assignments บน Google Classroom เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจผู้เรียนให้เกิดการแก้ปัญหาจากการเรียนรู้ ซึ่งต้องผสมผสานเจ้ากับการสอนแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างทักษะสุดท้ายของผู้เรียนคือ Critical thinking & Problem Solving ทักษะการแก้ปัญหาเชิงประยุกต์

สรุป
จะเห็นว่า โลกของการศึกษาเองนั้นไม่ได้ติดอยู่กับรูปแบบเก่าๆ เดิมๆ งานเอกสาร ผู้สอน หรืออาจารย์ในยุคนี้ต้องมีการเรียนรู้ และปรับตัวให้ทันผู้เรียนในส่วนของทักษะทั้ง 10 และเน้นที่จุดเด่นบนทักษะ 3 ข้ออย่าง

Critical thinking & Problem Solving
Communications, Information & Media Literacy
Computing & ICT literacy

การเป็นผู้สอนหรืออาจารย์ ไม่ใช่แค่การสอนด้านเดียว ผู้สอนจำเป็นต้องเพิ่มภาระของตัวเองในการสร้าง Content ในสื่ออื่นๆ มากขึ้น เพื่อเป็นช่องทางช่วยเหลือให้ผู้เรียนได้เกิดความเข้าใจ และแก้ปัญหาด้วย เพราะผู้เรียนใน ศตวรรตที่ 21 หรือคน GenC นั้นแม้จะสามารถหาแหล่งความรู้ได้เองจากสื่อออนไลน์ต่างๆ แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า สื่อออนไลน์เหล่านั้นมันถูกต้อง และสร้างสรรค์ ดังนั้น ในภาวะของการเป็นอาจารย์ ผู้สอน หรือ “ครู” นั้นจำต้องสร้าง แหล่งข้อมูลสารสนเทศให้มากขึ้นผ่านเทคโนโลยีเว็บไซต์ และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนที่จะได้เข้าใจและทบทวน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ แก้ปัญหา สำหรับการสร้างอนาคตของผู้เรียนต่อไป

นี่ล่ะมั้งที่เค้าเรียกว่า “ครูเพื่อศิษย์” ยุค “ดิจิทัล”

บทความโดย : บัญญพนต์ พูนสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาการออกแบบเชิงโต้ตอบและการพัฒนาเกม คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,นักเทคโนโลยีการศึกษา ชำนาญการด้าน Blended Learning และ Game-Based Learning ควบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท เดย์เดฟ จำกัด ที่ปรึกษาด้านธุรกิจดิจิทัลด้วยประสบการณ์ในสายงานมากกว่า 10 ปี

แหล่งการเรียนรู้และเครือข่าย เพื่อการเรียนรู้

แหล่งการเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้

ความสำคัญของแหล่งการเรียนรู้ มีดังนี้
1) เป็นแหล่งที่รวบรวมขององค์ความรู้ที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล และเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
2) ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งขึ้น โดยใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลสะท้อนความคิดเห็นจากแหล่งการเรียนรู้ เพราะมีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
3) เพิ่มผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการ เสริมสร้างการเรียนรู้ พัฒนาการคิด การแก้ปัญหา การให้เหตุผล และการประเมินอย่างมีวิจารญาณ จนเกิดทักษะการแสวงหาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการที่ได้คิดเอง ปฏิบัติเอง และสร้างความรู้ ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
4) ทำให้ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังให้รู้และรักท้องถิ่นของตน มองเห็นคุณค่าและตระหนักถึงปัญหาในท้องถิ่น พร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของท้องถิ่นทั้งปัจจุบันและอนาคต
5) มีสื่อประเภทต่างๆ ประกอบด้วย สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสริมกิจกรรมการเรียนการสอนและพัฒนาอาชีพ

แหล่งการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา (โรงเรียน) และแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น ประกอบด้วย แหล่งการเรียนรู้ประเภทสถานที่และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสถานศึกษาควรจำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรู้โดย คำนึงถึงลักษณะที่ตั้ง ลักษณะการใช้งาน ทรัพยากรที่มีอยู่และบริบทของท้องถิ่น

แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา สถานประกอบการ วัด ครอบครัว ชุมชน องค์การภาครัฐและภาคเอกชน แหล่งข้อมูล ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งการเรียนรู้อื่นๆ เป็นต้น

แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต หมายถึง แหล่งหรือที่รวมสาระความรู้ซึ่งอาจเป็นสถานที่ศูนย์รวมข้อมูล ข่าวสาร หรือบุคคลที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสำคัญ ดังนี้
1. เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร เปิดโลกทัศน์ของผู้ศึกษาให้กว้างไกล
2. พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาอาชีพให้ผู้ที่ศึกษา
3. สามารถนำมาถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้ผู้อื่นได้อย่างเป็นระบบ
4. ช่วยเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยม เพื่อให้เกิดการยอมรับสิ่งใหม่ แนวความคิดและมุมมองใหม่ๆ

องค์ประกอบของแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีดังนี้
1. สถานที่ที่จัดเป็นแหล่งการเรียนรู้
2. กิจกรรมที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้
3. ผู้ดำเนินการให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้
4. การบริหารจัดการแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้

ตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต
กรุงเทพมหานคร : พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ
ภาคตะวันออก : เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ
ภาคกลาง : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี
ภาคเหนือ : ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : สถานีทดลองหม่อนไหม จ.อุบลราชธานี
ภาคใต้ : สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา

เครือข่ายการเรียนรู้ หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ และการเรียนรู้ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล องค์การ และแหล่งความรู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่และการประยุกต์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาชีพหรือทางสังคม

หลักการสำคัญของเครือข่ายการเรียนรู้
1. การกระตุ้นความคิด ความใฝ่แสวงหาความรู้ จิตสำนึกในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในการพัฒนา
2. การถ่ายทอด แลกเปลี่ยน การกระจายความรู้ทั้งในส่วนของวิทยากรสากลและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ
3. การแลกเปลี่ยนข่าวสารกับหน่วยงานต่างๆ ของทั้งในภาครัฐและเอกชน
4. การระดมและประสานการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อการพัฒนาและลดความซ้ำซ้อน สูญเปล่าให้มากที่สุด

คุณลักษณะพิเศษของเครือข่ายการเรียนรู้
1. สามารถเข้าถึงได้กว้างขวาง ง่าย สะดวก นักเรียนสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ง่าย และเชื่อมโยงเข้าหานักเรียนคนอื่น ได้ง่ายรวดเร็ว และสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ที่มีเครือข่าย
2. เป็นการเรียนแบบร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม คุณลักษณะพื้นฐานของเครือข่ายการเรียนรู้ คือการเรียนแบบ ร่วมมือกัน ดังนั้นระบบเครือข่ายจึงควรเป็นกลุ่มของการเรียนรู้โดยผ่านระบบการสื่อสารที่สังคมยอมรับ เครือข่ายการเรียนรู้จึงมี รูปแบบของการร่วมกันบนพื้นฐานของการแบ่งปันความน่าสนใจ ของข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน
3. สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้กระทำมากกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ
4. ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน และเน้นบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป
5. จัดให้เครือข่ายการเรียนรู้เป็นเสมือนชุมชนของการเรียนรู้แบบออนไลน์

รูปแบบเครือข่ายการเรียนรู้
1. แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะภายใต้โครงสร้างของเครือข่ายการเรียนรู้
1.1 เครือข่ายการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นเอกัตบุคคลเป็นหลัก มีลักษณะของการประสานสัมพันธ์
การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายการให้บริการทางการศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ไปยังผู้ที่ต้องการ อย่างกว้างขวาง และสนองตอบปัญหาความต้องการของแต่ละบุคคล ตลอดจนจิตใต้สำนึกในการมีส่วนร่วมพัฒนา
1.2 เครือข่ายการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นชุมชนเป็นหลัก เป็นการกระตุ้นให้สมาชิกใช้ศักยภาพของ
ตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการพึ่งพาตนเอง บนพื้นฐานของการเข้าใจสภาพปัญหา เงื่อนไข ข้อจำกัด และความต้องการของตน
2. แบ่งตามโครงสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ซึ่งพิจารณาถึงโครงสร้างเครือข่ายการเรียนรู้อาศัยความร่วมมือระหว่างบุคคล องค์กร และเทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ สามารถจำแนกออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
2.1 เครือข่ายการเรียนรู้โครงสร้างกระจายศูนย์ มีศูนย์กลางทำหน้าที่ประสานงาน แต่
ภารกิจในการเรียนการสอนจะกระจายความรับผิดชอบให้สมาชิกเครือข่ายซึ่งต่างก็มีความสัมพันธ์เท่าเทียมกัน รูปแบบนี้อาจเรียกว่าการกระจายความรับผิดชอบ (Distributed Network) ซึ่งพบได้ในเครือข่ายการพัฒนาชนบท และการเรียนรู้จากแหล่งวิทยาการชุมชน โดยอาศัยสื่อบุคคลเป็นหลัก
2.2 เครือข่ายการเรียนรู้โครงสร้างรวมศูนย์ มีองค์กรกลางเป็นทั้งศูนย์ประสานงาน และ
เป็นแม่ข่ายรวบรวมอำนาจการจัดการความรู้ไว้ในศูนย์กลาง การลงทุนด้านเทคโนโลยีและกำลังคนอยู่ที่แม่ข่าย ส่วนลูกข่ายหรือสมาชิกเป็นเพียงผู้ร่วมใช้บริการจากศูนย์กลาง
2.3 เครือข่ายการเรียนรู้โครงสร้างลำดับขั้น (Hierarchical Network) มีลักษณะ
เช่นเดียวกับแผนภูมิองค์กร การติดต่อสื่อสารข้อมูลต้องผ่านตามลำดับขั้นตอนมาก นิยมใช้การบริหาร จัดการองค์กรต่างๆ ซึ่งเหมาะแก่การควบคุม ดูแลระบบงาน
2.4 เครือข่ายการเรียนรู้โครงสร้างแบบผสม คือมีทั้งแบบรวมศูนย์และกระจายศูนย์ ซึ่งพบ
มากในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน เนื่องจากการเรียนรู้มิได้อาศัยสื่อใดสื่อหนึ่งเป็นหลัก หากแต่มีการผสมผสานสื่อบุคคล และเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องจัดระบบเครือข่ายแบบผสม เพื่อสนองความต้องการได้อย่างกว้างขวางและตรง
3. แบ่งตามหน่วยสังคม ได้แบ่งการเครือข่ายการเรียนรู้ออกเป็น 4 ระดับ คือ เครือข่ายการเรียนรู้ระดับบุคคล เครือข่ายการเรียนรู้ระดับกลุ่ม เครือข่ายการเรียนรู้ระดับชุมชน และเครือข่ายการเรียนรู้ระดับสถาบัน
4. แบ่งตามระดับการปกครองและลักษณะของงาน ซึ่ง ประเวศ วะสี (2538) ได้แบ่งประเภทของเครือข่ายการเรียนรู้ออกเป็น 13 ประเภท คือ เครือข่ายชุมชนเครือข่ายนักพัฒนา เครือข่ายระดับจังหวัด เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายวิชาชีพ เครือข่ายธุรกิจ เครือข่ายสื่อสารมวลชน เครือข่ายนักฝึกอบรม เครือข่ายการประมวลและสังเคราะห์องค์ความรู้ระดับชาติ เครือข่ายภาคสาธารณะ เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายนโยบายองค์กรของรัฐ และเครือข่ายผู้ทรงคุณวุฒิ

ระบบเครือข่าย ( Network ) จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อการติดต่อสื่อสาร เราสามารถส่งข้อมูลภายในอาคาร หรือข้ามระหว่างเมืองไปจนถึงซึกหนึ่งของโลก ซึ่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ อาจเป็นข้อความ กราฟิก เสียง หรือข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ การส่งข้อมูลวิธีนี้เรียกว่า โทรคมนาคม (Telecommunication) หรือ การส่งข้อมูล คอมพิวเตอร์ ในระบบเครือข่ายจะมีหลายชื่อเรียก เช่น Networked , Linked up หรือ online บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า เน็ต (Net)

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแยกได้ 2 ประเภท คือ เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network) หรือแลน (LAN) คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอยู่ใกล้กันและเครือข่ายระยะไกลหรือบางครั้งเรียกว่า (Wide Area Network) หรือเรียกว่าย่อว่า (WAN) ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ห่างกันอาจเป็นหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร โดยการเชื่อมโยงสัญญาณเพื่อการสื่อสารกันสามารถใช้คู่สายโทรศัพท์ที่เช่าเป็นประจำ และสัญญาณไมโครเวฟใช้ช่องสัญญาณของดาวเทียมปกติโดยให้คอมพิวเตอร์ที่เป็นคู่สายติดต่อกันเอง เมื่อมีข่าวสารหรือข้อความต้องการจะส่งก็ได้

แนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้
1. ขั้นการก่อรูปเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network forming) เป็นการก่อตัวขึ้นโดยมีแนวทางสำคัญที่ควรดำเนินดาร 4 ประการ ได้แก่ การสร้างความตระหนักในปัญหาและการสร้างสำนึกในการรวมตัว การสร้างจุดรวมของผลประโยชน์ในเครือข่ายการแสวงหาแกนนำที่ดีของเครือข่าย และการสร้างแนวร่วมของสมาชิกเครือข่าย ถ้าเครือข่ายแห่งใดปฏิบัติได้ตามแนวทางดังกล่าวก็เชื่อได้ว่าจะสามารถก่อตั้งเครือข่ายในชุมชนได้อย่างแน่นอน
2. ขั้นการจัดระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network organizing) การจัดระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ มีองค์ประกอบสำคัญที่ควรพิจารณา 5 ประการ คือ การจัดผังกลุ่มเครือข่าย การจัดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในเครือข่าย การจัดระบบการติดต่อสื่อสาร การจัดระบบการเรียนรู้ร่วมกัน และการจัดระบบสารสนเทศ ดังนั้นถ้าสามารถจัดระบบบริหารเครือข่ายได้ครบถ้วนดังกล่าว ผลที่ตามมาก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น
3. ขั้นการใช้เครือข่ายการเรียนรู้(learning network utilizing ) การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการเรียนรู้จากการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีกลางประสานงานร่วมกันระหว่างสมาชิกภายในและภายนอกเครือข่าย การใช้เครือข่ายเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนสารสนเทศและความรู้ของสมาชิกเครือข่าย และผู้สนใจการใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนระดมทรัพยากรร่วมกันของสมาชิกเครือข่าย การใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้แก่สมาชิกทั้งภายในและภายนอกเครือข่ายและการใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีสร้างกระแสผลักดันประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นปัญหาของชุมชนและสังคม
4. ขั้นการธำรงรักษาเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network maintaining) การธำรงรักษาเครือข่ายเพื่อให้ดำเนินการไปสู่ความสำเร็จนั้น มีแนวทางปฏิบัติ 6 ประการดังนี้ การจัดดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างสมาชิกเครือข่าย การกำหนดกลไกและการสร้างระบบแรงจูงใจให้แก่สมาชิกของเครือข่าย การให้ความช่วยเหลือและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

กระบวนการและวิธีการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
1. การตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเป็นขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติงานหรือฝ่ายจัดการตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเพื่อที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายรวมทั้งพิจารณาถึงองค์กรต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมเพื่อรวมเข้าเป็นเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน
2. การติดต่อกับองค์กรที่จะร่วมเป็นเครือข่ายหลังจากตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรที่เห็นว่าเหมาะสมในการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายแล้ว ก็จะเป็นขั้นการติดต่อสัมพันธ์เพื่อชักชวนให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการเรียนรู้ โดยต้องสร้างความคุ้นเคย การยอมรับและความไว้ว่างใจระหว่างกันมีการให้ข้อมูล และแลกเปลี่ยนข้อมูล กระตุ้นให้คิดร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องเดียวกันของเครือข่าย ถือว่าเป็นการเตรียมกลุ่มเครือข่าย
3. การสร้างพันธกรณีร่วมกัน เป็นข้นตอนการสร้างความผูกพันร่วมกัน มีการตกลงใจในความสัมพันธ์ต่อกันและตกลงที่จะทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายซึ่งการทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาร่มกันจะต้องมีความรู้เพียงพอที่จะทำกิจกรรมได้โดยการเชิญวิทยากรมาถ่ายถอดเพิ่มพูนความรู้ การไปศึกษาดูงาน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นกลุ่มศึกษาเรียนรู้ขึ้นในองค์กรเครือข่าย
4. การพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน เป็นขั้นตอนที่สร้างเครือข่ายให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมโดยเริ่มทำกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีการตกลงในเรื่องของการบริหารจัดการขององค์กรเครือข่าย ซึ่งเริ่มด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดกิจกรรม กำหนดบทบาทของสมาชิก รวมทั้งสิทธิหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องชัดเจนขึ้น เกิดเป็นกลุ่มกิจกรรมขึ้นในองค์กรเครือข่าย
5. การทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากมีการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันแล้ และนำไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกันจนมีผลงานเป็นที่ปากฎชัด เกิดประโยชน์ร่วมกันในองค์กรเครือข่าย จนเกิดการขยายกลุ่มเครือข่ายมากยิ่งขึ้น
6. การรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรใหม่ร่วมกัน เพื่อรองรับจำนวนสมาชิกใหม่ที่มากขึ้น

ตัวอย่างเครือข่ายการเรียนรู้
1. เครือข่ายไทยสาร เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาต่างๆ ระดับมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกันกว่า 50 สถาบัน เริ่มจัดสร้างในปี พ.ศ.2535
2. เครือข่ายยูนิเน็ต (UNINET) เป็นเครือข่ายเพื่อการเรียนการสอนที่สำคัญในยุคโลกา ภิวัตน์ จัดทำโดยทบวง มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
3. สคูลเน็ต (SchoolNet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย ได้รับการดูแลและสนับสนุนโดยศูนย์ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เครือข่ายนี้เชื่อมโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้กว่า 100 แห่ง และเปิดโอกาสให้โรงเรียนอื่นๆ และบุคคลที่สนใจเข้าเครือข่ายได้
4. เครือข่ายนนทรี เป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นเครือข่ายที่สมบูรณ์แบบและใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสิต อาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนการรองรับทางด้านทรัพยากรเซอร์เวอร์อย่างพอเพียง
5. เครือข่ายกระจายเสียงวิทยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยุในเครือข่าย อสมท. มีไฟล์เสียงรับฟังทางอินเทอร์เน็ตได้
6. เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง เป็นเครือข่ายที่ใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง และบทวิเคราะห์ด้านการเมือง
7. ThaiSafeNet.Org เป็นเครือข่ายผู้ปกครองออนไลน์ มีพันธกิจด้านการเชื่อมโยงครู ผู้ปกครอง นักการศึกษา

ประเภทการเรียนการสอนออนไลน์ ได้แก่
e-Learning เป็นการเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น
e-Book หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ที่อ่านสามารถ อ่านผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ได้ หนังสือหรือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จะมีความหมายรวมถึงเนื้อหา ที่ถูกดัดแปลง อยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงผลออกมาได้ โดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะการ นำเสนอ สอดคล้อง และคล้ายคลึงกับ การอ่านหนังสือทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่จะมี ลักษณะพิเศษ คือ สะดวกและรวดเร็ว ในการค้นหา และผู้อ่าน สามารถอ่าน พร้อม ๆ กันได้โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายส่งคืนห้องสมุด เช่นเดียวกับหนังสือในห้องสมุดทั่วไป
e-Education หรือ Virtual Education หรือ หลักในการดำเนินงาน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนที่ใดก็ได้ (any where) เมื่อใด Online Teaching and Learning คือรูปแบบการจัดการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือก็ได้ (any time) ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเรียนการสอนทางไกล โดยที่ Online Teaching and Learning จะเน้นระบบและกลไกในการดำเนินงานแบบออนไลน์
Courseware คือ เอกสารประกอบการเรียนการสอนที่เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันนิยมทำในรูปของเอกสารเว็บ Courseware ที่ดีจะต้องได้รับการออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเน้นที่องค์ความรู้จากห้องสมุดเสมือนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งสามารถจะเข้าถึงได้ทันที มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทเรียน มีการทดสอบเพื่อประเมินว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในระดับใด มีการออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหาวิชา ผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอน โดยใช้การสื่อสารผ่านเครือข่าย
Virtual University คือมหาวิทยาลัยที่มีการเปิดการเรียนการสอนทางไกล โดยกิจกรรมหลักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการเรียนการสอนจะใช้ระบบออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
e-Commerce ทางการศึกษา การจัดการศึกษาแบบ Virtual University นี้อาจจะดำเนินการโดยใช้บุคลากรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่อยู่คนละแห่งมาร่วมมือกันได้เป็นเครือข่าย

บรรณานุกรม
กรมวิชาการ. (2545). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.
กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ.
กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). การพัฒนาและการใช้แหล่งเรียน
รู้ในโรงเรียนและท้องถิ่นเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์การ
ศาสนา.
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2550). 81 แหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
เกษม คำบุตดา. (2550) . การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการ
พัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อำเภอเมือง
จังหวัดมหาสารคาม. (การศึกษาค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชนาธิป แก้วบ้านดอน. (2557). ความหมายของแหล่งเรียนรู้. [เว็บบล็อก]. สืบค้น
จาก https://www.gotoknow.org/posts/560489.
นิรนาม. (2555). ความหมายของแหล่งเรียนรู้. [เว็บบล็อก]. สืบค้นจาก
http://www.thaigoodview.com/node/125007.
พันธ์ประภา พูนสิน. (2554). ความสำคัญของแหล่งการเรียนรู้. [เว็บบล็อก]. สืบ
ค้นจาก
https://sites.google.com/site/punaoy/kha/phumipayya1
/khwamhmaykhxnghaelngkarreiynru.
พันธ์ประภา พูนสิน. (2554). ประเภทของแหล่งการเรียนรู้. [เว็บบล็อก]. สืบค้น
จาก https://sites.google.com/site/punaoy/kha/phumipayya1
/khwamhmaykhxnghaelngkarreiynru.
สนธยา พลศรี. (2550). เครือข่ายการเรียนรู้ในงานพัฒนาชุมชน. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
สํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม. (2545). แหล่งเรียนรูhและ
ภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม : ฝ่ายบริการทางการ
ศึกษา หน่วยศึกษานิเทศก์.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือการบริหารการศึกษา.
กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). แหล่งการเรียน
รู้ตลอดชีวิตต้นแบบ 4 ภูมิภาค. กรุงเทพฯ : ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย.
สุทธิธรรม เลชวิวัฒน์. (2549). เครือข่ายชุมชนพอเพียง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ
: สถาบันวิถีทรรศน์.
เสาวภา ประพันวงศ์. (2551,ม.ค. – ธ.ค.). การจัดการแหล่งเรียนรู้
(Management of Lifelong Learning : Library). อินฟอร์เมชั่น, 15(1),
14-19.
อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์, รหัน แตงจวง และสุกัญญา นิมานันท์. (2536).
ประสิทธิภาพของรูปแบบการถ่ายทอดความรู้ด้วยสื่อบุคคล : กรณีศึกษาการ
เผยแพร่ความรู้เรื่องโรคเอดส์ในชุมชนชานเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ :
ม.ป.ท.
เอกวิทย์ ณ ถลาง. (2540). ภูมิปัญญาชาวบ้านสี่ภูมิภาค: วิถีชีวิตและกระบวนการ
เรียนรู้ของชาวบ้านไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
Jarolimek. (1969). Social Studies in Elementary Education. 3rd ed. New
York : The Macmillan Company.
Nichols, Mark. (1971). Community Resources for School.
Encyclopediaof Education. 2(1) : 341-347 ; February.
Ramirez, Emiliano C. (1954). Some Community School Practices.
Quezan City : National Printing.
Renandya, Willy A and Jacobs, George M. (1998). Learners And
Languange Learning. Published by SEAMEO Regional Language
Centre.
Via, Richard A. (1992). English in three acts. The University Press of
Hawaii.

Post has attachment
ประวัติเจ้าของชุมชน
ชื่อ-สกุล : นางสาวฮุสนา สายวารี
สถานที่ทำงาน : โรงเรียนประทีปศาสน์
ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
Photo
Wait while more posts are being loaded