Post has shared content
อัญชัน ทำให้ผมงามดกดำ แก้ผมหงอกได้

อัญชัน ดอกไม้ที่เป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยม ดอกอัญชันช่วยบำรุงผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม แก้ผมหงอกกลับดำได้ด้วยวิธีกิน เช่น นำดอกอัญชันมาคั้นทำน้ำอัญชันกิน ดอกอัญชันลวกจิ้มน้ำพริก ดอกอัญชันใส่ไข่เจียว เป็นต้น กินดอกอัญชันบ่อยๆ จะทำให้ผมดกดำ ผมหงอกกลับดำได้

โบราณเชื่อว่า นำดอกอัญชันมาให้โดยวิธีทาได้ คือ ขยี้ๆ ดอกอัญชันทาคิ้วเด็กแรกเกิดวาดให้ได้รูปสวยงาม เด็กโตไปจะมีคิ้วดกดำเป็นรูปสวยงาม

อัญชันได้รับการกล่าวถึงในวรรณคดี โดยกล่าวไว้ว่า ในสมัยก่อนหญิงสาวมักนำอัญชันมาเขียนคิ้วให้ดำขลับ ซึ่ง นิราศธารโศก และ มหาชาติคำหลวง ได้เปรียบเทียบคิ้วหญิงนั้นงามราวดอกอัญชัน

สรรพคุณทางยา
ดอก : ใช้ปลูกผมทำให้ผมดกดำ เงางามมากขึ้น เพราะดอกอัญชันมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น
เมล็ด : เป็นยาระบาย
ราก : บำรุงตาแก้ตาฟาง ถูฟันแก้ปวดฟัน ตาแฉะ และปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ นำรากมาถูกับน้ำฝนใช้หยอดหูและหยอดตา

ดอกอัญชันมีสีขาว ฟ้า และม่วง ดอกออกเดี่ยว ๆ รูปทรงคล้ายฝาหอยเชลล์ออกเป็นคู่ตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตรกลีบคลุมรูปกลม ปลายเว้าเป็นแอ่ง ตรงกลางมีสีเหลือง มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา ดอกชั้นเดียวกลีบขั้นนอกมีขนาดใหญ่กลางกลีบสีเหลือง ส่วนกลีบชั้นในขนาดเล็กแต่ดอกซ้อนกลีบดอกมีขนาดเท่ากัน ซ้อนเวียนเป็นเกลียว ออกดอกเกือบตลอดปี ผลแห้งแตก เป็นฝักแบน กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร เมล็ดรูปไต สีดำ มี 5-10 เมล็ด

ข้อมูลทั่วไปของอัญชัน
อังกฤษ: Butterfly pea
ชื่อวิทยาศาสตร์: Clitoria ternatea L.)
เป็นไม้เถา ลำต้นมีขนนุ่ม มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือแดงชัน (เชียงใหม่) และเอื้องชัน,เองชัญ (เหนือ) เมื่อคั้นออกมาจะได้เป็นสีฟ้า

การกระจายพันธุ์
อัญชันมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียเขตร้อน ก่อนจะถูกนำไปแพร่พันธุ์ในแอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกา ในลาว ไทย เวียดนาม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
อัญชันเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น ใช้ยอดเลื้อยพัน ลำต้นมีขนปกคลุม ใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้ามยาว 6-12 เซนติเมตร มีใบย่อยรูปไข่ 5-7ใบ กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านล่างมีขนหนาปกคลุม

* *
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานไปต่อยอดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
เขียนโดย ชีวอโรคยา อ้างอิงข้อมูลจาก ตำราพื้นบ้าน / วิกิพีเดีย สารานุกรมออนไลน์
ภาพโดย ชีวอโรคยา สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2558

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสาร การดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
Photo

Post has shared content
สะค้าน สมุนไพรต้านโรค

สะค้านเป็นไม้เถาเลื้อย พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย ที่มีสภาพป่าดิบชื้น เถาสะค้านเป็นเครื่องยาไทยชนิดหนึ่ง โบราณจัดไว้เป็นตัวยาประจำธาตุลม ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าสะค้านมีรสเผ็ดร้อน

เครื่องยานี้จัดอยู่ในพิกัดยาที่เรียกว่า “เบญจกูล” เป็นตัวยาในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณหลายขนาน พบในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2549 2 ตำรับ ได้แก่ ยาหอมนวโกฐ และยาประสะกานพลู

สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ www.nextsteptv.com
#GoodTVHD เพย์ทีวีดีๆ จาก Next Step
โทร 020263399
www.tv.co.th
Photo

Post has shared content
กุยช่าย หรือชื่อเรียกบ้านๆ(ผักแป้น) สรรพคุณและประโยชน์ของกุยช่าย 47 ข้อ !
By MedThai | POSTED: 2 กันยายน 2013, UPDATED: 23 พฤศจิกายน 2016

กุยช่าย
กุยช่าย ชื่อสามัญ Garlic chives, Leek, Chinese chives, Oriental garlic, Chinese leek, Kow choi (จีน)

กุยช่าย ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium tuberosum Rottler ex Spreng. จัดอยู่ในวงศ์พลับพลึง (AMARYLLIDACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย ALLIOIDEAE (ALLIACEAE)

สมุนไพรกุยช่าย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักไม้กวาด (ภาคกลาง), ผักแป้น (ภาคอีสาน), กูไฉ่ (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

กุยช่าย มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ กุยช่ายเขียวและกุยช่ายขาว ซึ่งลักษณะจะไม่แตกต่างกัน แต่จะแตกต่างในเรื่องของกระบวนการปลูกและการดูแลรักษา ในเอเชียตะวันออกแถบภูเขาหิมาลัย จีน อินเดีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น จะมีการปลูกกุยช่ายกันอยู่ 2 พันธุ์ นั่นก็คือพันธุ์สีเขียวที่ปลูกทั่ว ๆไปและพันธุ์สีเขียวใบใหญ่สีขาวซึ่งเกิดจากการบังร่ม

ลักษณะของกุยช่าย
ต้นกุยช่าย จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30-45 เซนติเมตร มีเหง้าเล็กและแตกกอ
ตุ้นกุยช่าย
ต้นกุยช่ายเขียว
ต้นกุยช่ายขาว
ต้นกุยช่ายขาว
ใบกุยช่าย ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ใบแบน ยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ที่โคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน
ใบกุยช่าย
ใบกุยช่าย
ดอกกุยช่าย หรือ ดอกไม้กวาด ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอม ลักษณะช่อดอกเป็นแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมตันยาวประมาณ 40-45 เซนติเมตร (ยาวกว่าใบ) ออกดอกในระดับเดียวกันที่ปลายของก้านช่อดอก ด้านดอกมีความเท่ากัน และมีใบประดับหุ้มช่อดอก เมื่อดอกเจริญขึ้นก็จะแตกออกเป็นริ้วสีขาว กลีบดอกมีสีขาว 6 กลีบ มีความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร โคนติดกัน ปลายแยก ที่กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้นสีเขียวอ่อน ๆ จากโคนกลีบไปหาปลาย เมื่อดอกบานจะกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 ก้านอยู่ตรงข้ามกับกลีบดอก และเกสรตัวเมียอีก 1 ก้าน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ
ดอกไม้กวาด
ดอกไม้กวาด
ผลกุยช่าย ลักษณะของผลเป็นผลกลม มีความกว้างและยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ภายในมีช่อง 3 ช่องและมีผนังตื้น ๆ ผลเมื่อแก่จะแตกตามตะเข็ม ในผลมีเมล็ดช่องละ 1-2 เมล็ด
เมล็ดกุยช่าย มีลักษณะขรุขระสีน้ำตาลแบน
เมล็ดกุยช่าย
เมล็ดกุยช่าย
สรรพคุณของกุยช่าย
ช่วยบำรุงกระดูก เนื่องจากใบกุยช่ายมีธาตุฟอสฟอรัสสูง (ใบ)
ช่วยบำรุงกำหนัด กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในเพศชาย ไร้สมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากกลิ่นฉุนของน้ำมันหอมระเหยของกุยช่ายจะคล้ายกับกลิ่นของกระเทียม เพราะมีสารประกอบจำพวกกำมะถัน ซึ่งมักจะมีสรรพคุณช่วยในเรื่องเพศ (ใบ)
น้ำมันหอมระเหยจากผักกุยช่ายมีสารอัลลิซิน (Alllicin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด (ใบ)
ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง (นิตยสารครัว) (ใบ)
ช่วยลดระดับความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง (นิตยสารครัว) (ใบ)
สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและวัณโรค ให้นำใบของต้นกุยช่ายมาต้มกับหอยน้ำจืดและรับประทานทุกวัน จะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ (ใบ)
ช่วยรักษาโรคหูน้ำหนวก ด้วยการใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดนำมาทาในรูหู (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้หวัด (ใบ)
ช่วยแก้เลือดกำเดาไหลได้เป็นอย่างดี (ราก)
เมล็ดช่วยฆ่าแมลงกินฟัน ด้วยการใช้เมล็ดคั่วเกรียมนำมาบดให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำยางชุบสำลี ใช้อุดฟันที่เป็นรูทิ้งไว้ 1-2 วัน จะช่วยฆ่าแมลงที่กินอยู่ในรูฟันให้ตายได้ (เมล็ด)
ช่วยแก้อาเจียน ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย หรือจะผสมกับน้ำขิงสักเล็กน้อย อุ่นให้ร้อนแล้วนำมารับประทานก็ได้เช่นกัน (ราก, ใบ)
รากสรรพคุณมีฤทธิ์ในการช่วยห้ามเหงื่อ (ราก)
ช่วยรักษาอาการหวัด (ใบ)
ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (ราก)
ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย แล้วนำมารับประทาน (ต้น)
ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้อาการท้องผูก เนื่องจากกุยช่ายมีเส้นใยอาหารสูงมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้เป็นอย่างดี (ใบ)
ใบใช้ทาท้องเด็กช่วยแก้อาการท้องอืด (ใบ)
เมล็ดใช้รับประทานช่วยขับพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิแส้ม้าได้ (เมล็ด)
ช่วยรักษาแผลริดสีดวงทวาร ช่วยทำให้ริดสีดวงหด ด้วยการใช้ใบสดล้างสะอาดต้มกับน้ำร้อน แล้วนั่งเหนือภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่น หรือจะใช้น้ำที่ต้มล้างที่แผลวันละ 2 ครั้ง หรือจะใช้ใบนำมาหั่นเป็นฝอยคั่วให้ร้อน ใช้ผ้าห่อมาประคบบริเวณที่เป็นจะช่วยทำให้หัวริดสีดวงหดเข้าไปได้ (ใบ)
ต้นและใบสดมีสรรพคุณช่วยแก้โรคนิ่ว ด้วยการใช้ใบสดและต้นนำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน 1 ถ้วยชา (ต้น, ใบ)
ช่วยแก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย ด้วยการใช้เมล็ดกุยช่ายแห้งนำมาต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดไว้รับประทานแก้อาการก็ได้เช่นกัน (เมล็ด)
สรรพคุณกุยช่ายช่วยแก้อาการปัสสาวะขัด (ขัดเบา) (ราก)
เมล็ดใช้รับประทานร่วมกับสุรา ใช้เป็นยาขับโลหิตประจำเดือนที่เป็นลิ่มเป็นก้อนได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)
ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี ด้วยการใช้ต้นกุยช่าย น้ำตาลอ้อย ไข่ไก่ นำมาต้มรับประทาน (ต้น)
ช่วยแก้โรคหนองในได้ดี ด้วยการใช้ใบสดและต้นนำมาตำให้ละเอียด ผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน 1 ถ้วยชา (ต้น, ใบ)
กุยช่ายมีสรรพคุณช่วยบำรุงไต (ใบ)
ใบกุยช่ายมีสรรพคุณช่วยแก้ลมพิษ (ใบ)กุยช่ายขาว
ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแมงป่องกัด (ใบ)
ช่วยแก้อาการห้อเลือดบริเวณท้อง ด้วยการรับประทานน้ำคั้นจากกุยช่าย (ใบ)
ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ห้อเลือด และแก้ปวด ด้วยการใช้ใบสดตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะผสมกับดินสอพองในอัตราส่วน ใบกุยช่าย 3 ส่วน / ดินสอพอง 1 ส่วน นำมาบดผสมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเหนียวข้น แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้งจนกว่าจะหาย (ใบ)
ใบใช้ตำผสมกับเหล้าเล็กน้อย นำมารับประทานจะช่วยแก้อาการช้ำใน กระจายเลือดไม่ให้คั่งได้ (ใบ)
ช่วยรักษาแผลที่หนองเรื้อรัง ด้วยการใช้ใบสดล้างสะอาดมาพอกบริเวณที่เป็นแผล (ใบ)
เมล็ดใช้ทำเป็นยาฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ให้ตายได้ ด้วยการนำเมล็ดไปเผาไฟเอาควันรมเข้าในรู (เมล็ด)
ช่วยแก้แมลงหรือตัวเห็บ ตัวหมัดเข้าหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากกุยช่ายนำมาหยอดเข้าไปในรูหู จะช่วยทำให้แมลงหรือเห็บไต่ออกมาเอง (ใบ)
ช่วยบำรุงน้ำนมและขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร การที่แม่ลูกอ่อนรับประทานแกงเลียงใส่ผักกุยช่ายจะช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้เป็นอย่างดี (ต้น, ใบ)
ต้นและใบมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ (Antiseptic) และช่วยลดการอักเสบ (ต้น, ใบ)
น้ำมันสกัดจากต้นกุยช่ายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Flavobacterium columnaris ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลานิลตาย และเมื่อนำน้ำมันชนิดนี้ไปผสมกับอาหารเลี้ยงปลาก็จะช่วยลดการตายของปลานิลจากการติดเชื้อชนิดนี้ได้ (น้ำมันสกัดจากต้น)
สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์แล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือเบื่ออาหาร ให้ใช้น้ำคั้นจากกุยช่าย 1/2 ถ้วย / น้ำขิง 1/2 ถ้วย นำมาผสมกันแล้วนำไปต้มจนเดือด เติมน้ำตาลตามใจชอบแล้วนำมาดื่ม (ใบ)
สำหรับสตรีหลังคลอดบุตรใหม่ มักมีอาการหมดสติ สามารถแก้ด้วยการใช้ใบกุยช่ายสดนำมาสับละเอียด ใส่ในเหล้าที่ต้มเดือดแล้วกรอกเข้าไปในปาก แต่ถ้ามีอาการวิงเวียนศีรษะก็ใช้ใบกุยช่ายสับละเอียดใส่ขวดเติมน้ำส้มสายชูร้อน ๆ ลงไปแล้วนำมาใช้สูดดมแก้อาการวิงเวียนได้ (ใบ)
ข้อควรรู้ ! : ใบและรากของกุยช่ายจะมีสรรพคุณที่คล้าย ๆ กัน โดยในส่วนของใบจะมีฤทธิ์ช่วยกระจายห้อเลือด ด้วยการใช้ใบคั้นเป็นน้ำดื่ม แต่ในส่วนของรากจะออกฤทธิ์ในบริเวณขาได้ดีกว่า


ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกุยช่าย
น้ำคั้นจากต้นกุยช่ายที่เจริญเติบโตเต็มที่ เมื่อฉีดเข้าไปในเส้นเลือดของหนูทดลอง (ในปริมาณ 0.1-0.5 มิลลิกรัม / 10 กรัม) จะทำให้เกิดอาการเกร็งและเกิดอาการคลุ้มคลั่ง หลังจากนั้นก็สลบ และทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงินเนื่องจากขาดเลือดและออกซิเจน หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงหนูก็ตาย
เมื่อใช้กับกระต่าย จะทำให้ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย และในระยะแรกจะมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเต้นของหัวใจ หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์กระตุ้น หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้หัวใจหยุดเต้นในช่วงที่หัวใจคลายตัว
มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือดเพียงเล็กต่อขาหลังของกบและกระต่าย
ประโยชน์ของกุยช่าย
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผัดกุยช่าย
ผักกุยช่าย มีฤทธิ์ร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายได้ มันจึงเหมาะอย่างมากที่จะรับประทานในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝนที่มีอากาศชื้น
ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เนื่องจากผักกุยช่ายมีวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น
ช่วยบำรุงกระดูก เนื่องจากต้นกุยช่ายมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง
กุยช่ายมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดต่ำ รักษาภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำ แก้อาการอ่อนเพลีย (พบได้บ่อยในผู้ป่วยไข้เลือดออก ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหลังการเจ็บป่วย จากการผ่าตัดหรือคลอดบุตร) เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยฮีโมโกลบินที่ทำหน้าที่ในการนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
ประโยชน์ของใบกุยช่าย ช่วยปรุงแต่งรสอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้น
กุยช่ายนิยมใช้รับประทานเป็นอาหาร ด้วยการใช้ดอกนำมาผัดกับตับหมู หรือจะใช้ใบสดรับประทานกับลาบหรือผัดไทยก็ได้ นอกจากนี้ยังใช้ใบนำมาทำเป็นไส้ของขนมกุยช่ายอีกด้วยครับ
คุณค่าทางโภชนาการของต้นกุยช่าย ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 28 กิโลแคลอรีดอกกุยช่าย
คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม
เส้นใย 3.9 กรัม
ไขมัน 0.3 กรัม
เบตาแคโรทีน 136.79 ไมโครกรีม
ธาตุแคลเซียม 98 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของดอกกุยช่าย ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 38 กิโลแคลอรีผักกุยช่าย
คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม
เส้นใย 3.4 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
เบตาแคโรทีน 152.92 ไมโครกรัม
วิตามินซี 13 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 31 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม
ข้อควรระวังในการรับประทานกุยช่าย
การรับประทานกุยช่ายในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ธาตุในร่างกายร้อนและทำให้เป็นร้อนใน
ไม่ควรรับประทานกุยช่ายหลังจากการดื่มเหล้า เพราะจะทำให้ธาตุในร่างกายร้อนเข้าไปอีก
สำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ค่อยดี ไม่ควรรับประทานกุยช่ายในปริมาณมาก เพราะกุยช่ายมีเส้นใยมากเกินไปทำให้ย่อยยาก ถ้ารับประทานมากเส้นใยจะกระตุ้นลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวมากขึ้น ทำให้ท้องเสีย แนะนำว่าให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า
ไม่ควรเลือกรับประทานกุยช่ายแก่ เพราะกุยช่ายยิ่งแก่มากเท่าไหร่ยิ่งมีปริมาณเส้นใยมากและเหนียวมาก ทำให้ยิ่งย่อยมากยิ่งขึ้น
แหล่งอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. การใช้สมุนไพรในการป้องกันและรักษาโรคในปลา. (พงศ์ศักดิ์ รัตนชัยกุลโสภณ และปาริชาติ พุ่มขจร.), ดร.อุรุวรรณ แย้มบริสุทธิ์ นักวิจัยทางด้านโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน (วิทิต วัณนาวิบูล), นิตยสารครัว ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2544 หน้า 34

ภาพประกอบ : วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (EN), ครัวบ้านพิม (pim.in.th), เว็บไซต์ pantip.com (by Calamity), เว็บไซต์ banmuang.co.th (by กิตติภณ เรืองแสน)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)
Photo

Post has shared content
# ราสเบอร์รี่ คุณค่ามหาศาลต่อสุขภาพ

นักวิจัยพบว่า ผลราสเบอร์รี่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากยิ่งกว่าผักบร็อกโคลี ผลกีวี และมะเขือเทศ มีผลวิจัยรับรองว่าเป็นสุดยอดผลไม้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมายแก่ร่างกาย โดยเฉพาะ "สารต้านอนุมูลอิสระ" ถ้าร่างกายมีสารนี้มากเกินไป จะเพิ่มอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลายชนิด ได้แก่ โรคหลอดเลือดตีบและแข็งตัว โรคมะเร็งบางชนิด อัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อม โรคไขข้ออักเสบ แก่ก่อนวัย รวมทั้งเป็นตัวการทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและหมองคล้ำ โดยร่างกายได้รับสารนี้จากมลพิษในสิ่งแวดล้อม ก๊าซจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่และสารเคมีในอาหาร
Photo

Post has shared content

Post has shared content
จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ จัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามิน ซีสูง นอกจากนี้จะมีโปรแตสเซียม และเส้นใยอาหารสูง มีวิตามินเคหรือไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และยังมีแมงกานีส ที่ช่วยการทำงานของปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารสีแดงในราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติช่วยในการหมุนเวียนโลหิต อุดมด้วยวิตามิน A และ B ช่วยให้ผิวพรรณสดใสและสมานผิว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของราสเบอร์รี่คือมีราคาค่อนข้างแพงและหาได้น้อย นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังเรียกร้องให้มีการวิจัยพัฒนา เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ปรับปรุงเรื่องรสชาติด้วย เพราะบางคนก็ไม่ชอบรสชาติที่เปรี้ยวของราสเบอร์รี่
Photo

Post has shared content
วันนี้ขอเอาใจคนลดน้ำหนักและคนรักสุขภาพ กับ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง แถมแคลอรีต่ำ ช่วยลดน้ำหนักได้ดีเยี่ยม ซะด้วยนะคะ คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาดนะคะ

อาหารที่มีไฟเบอร์สูงดีต่อคนลดน้ำหนัก เพราะคุณสมบัติอุ้มน้ำของกากใยจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน ในขณะที่รับพลังงานลดลง นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นอาหารมีกากใยสูงมากก็ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายด้วย และเมื่อระบบขับถ่ายดี เรื่องลดน้ำหนักก็เหมือนจะคล่องตัวเพิ่มขึ้นอีก แบบนี้คนลดความอ้วนคงไม่มีเหตุผลที่จะไม่กินอาหารไฟเบอร์สูงแล้วจริงไหมคะ

1. เมล็ดทานตะวัน
เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม มีไฟเบอร์อยู่มากถึง 9 กรัม แต่ยังไม่พอแค่นั้นค่ะ ในเมล็ดทานตะวันยังมีแมกนีเซียม ตัวช่วยลดความตึงเครียดและช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกาย เรียกได้ว่าใครอยากลดน้ำหนัก แต่ก็ติดนิสัยกินจุบจิบด้วย เมล็ดทานตะวันคือทางออกที่ดีของคุณเลย

2. เมล็ดฟักทอง
เป็นอีกหนึ่งธัญพืชที่มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ โดยเมล็ดฟักทอง 1 ถ้วยตวงจะประกอบด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ 2.4 กรัม ส่วนไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำมีอยู่ราว ๆ 6.4 กรัม จัดเป็นของกินเล่นอีกตัวเลือกที่คนอยากลดน้ำหนักต้องไม่พลาด เพราะนอกจากจะช่วยให้อิ่มเพลินไม่ต้องห่วงแคลอรีเกินแล้ว เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามินเอ แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ดีต่อหัวใจ การทำงานของสมอง และระบบประสาทไปในตัว

3. ข้าวโพดต้ม
ข้าวโพดต้ม 1 ฝัก จะให้ไฟเบอร์ราว ๆ 2 กรัม และข้าวโพดก็จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนนะคะ กินเข้าไปแล้วจะอ้อยอิ่งอยู่ในท้องให้ร่างกายได้ย่อยกันยาว ๆ ส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เราลดความอยากอาหารพาอ้วนอื่น ๆ ได้ดีมากเลยล่ะ

4. แก้วมังกร
เนื้อแก้วมังกร 100 กรัม จะให้ไฟเบอร์ประมาณ 2.6 กรัม ในขณะที่ให้พลังงานเพียง 66 กิโลแคลอรีเท่านั้นเอง ดังนั้นแก้วมังกรเลยจัดเป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีสารมิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร ลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ทำให้อิ่มอยู่ท้องทั้งที่เป็นเพียงผลไม้เบา ๆ กินแทนอาหารเย็นได้สบายเลย

5. กล้วย
กล้วย 100 กรัมมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้อยู่ 2.6 กรัม ดังนั้นเมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัวและช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น แถมหากกินกล้วยในตอนเช้ายังช่วยลดความอยากของหวาน ๆ ได้อีกด้วย เพราะความหวานของกล้วยจะเข้าไปเติมเต็มอาการอยากของหวานชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญความหวานของกล้วยยังปราศจากแคลอรีอีกด้วยนะคะ

นอกจากนี้กล้วยยังมีวิตามินบี 1 และบี 2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกายด้วยล่ะ

6. มันเทศ
แม้มันเทศจะดูเป็นอาหารประเภทหัวที่มีแป้งเยอะ แต่คาร์โบไฮเดรตในมันเทศเป็นคาร์บเชิงซ้อนค่ะ นั่นหมายความว่าแป้งในมันเทศจะอยู่ท้องและใช้เวลาย่อยนานกว่าแป้งเชิงเดี่ยว ทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเราไม่แกว่ง ไม่รู้สึกหิวจุบจิบ อีกทั้งในมันเทศยังมีไฟเบอร์ซ่อนอยู่ถึง 6 กรัมต่อมันเทศ 1 หัวใหญ่ ดังนั้นคนที่อยากแก้อาการท้องผูกมันเทศต้มก็ช่วยได้ และยังช่วยลดน้ำหนักให้คนที่กำลังไดเอตได้อีกต่างหาก

7. กะหล่ำปลี
กะหล่ำปลี 100 กรัมให้ไฟเบอร์ 2.5 กรัม ขณะที่ให้พลังงานเพียง 25 กิโลแคลอรีเท่านั้น อีกทั้งกะหล่ำปลีสามารถนำไปทำเมนูได้หลากหลาย กินแบบต้ม นึ่ง ตุ่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ จัดเป็นเมนูลดน้ำหนักที่น่าลิ้มลองไม่น้อยเชียวค่ะ

8. ถั่วดำ
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัยทำให้เราทราบว่า ถั่วดำ 100 กรัมให้ไฟเบอร์ได้สูงถึง 4.6 กรัม แต่ถ้าจะให้ดีคนกำลังลดน้ำหนักควรกินถั่วดำเพียง 50 กรัมก็พอค่ะ และควรกินถั่วดำต้มสุกแบบไม่ใช่ขนมหวานด้วย เพราะถั่วดำ 100 กรัม ให้พลังงานสูงพอตัวนะคะ ประมาณ 357 กิโลแคลอรีเลย ฉะนั้นเพื่อสนับสนุนภารกิจลดน้ำหนักให้เป็นไปอย่างราบลื่น แนะนำให้ประทานถั่วดำวันละ 50 กรัมก็พอ ซึ่งจะทำให้ได้รับไฟเบอร์ประมาณ 2-3 กรัม แถมยังแคลอรีต่ำและไม่มีไขมันอิ่มตัวให้กลัวอ้วน

9. ฝรั่ง
ปริมาณใยอาหารของฝรั่งจะอยู่ที่ 9 กรัมต่อฝรั่ง 1 ถ้วยตวง ซึ่งไฟเบอร์สูงแบบนี้จะถูกร่างกายดูดซึมเอาไปใช้หล่อเลี้ยงอวัยวะภายในต่าง ๆ โดยที่ระบบย่อยอาหารจะทำการดูดซึมไฟเบอร์เพคติน จึงทำให้เรารู้สึกอิ่ม อีกทั้งในเนื้อสีขาวและเปลือกสีเขียวของฝรั่งยังมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ช่วยในการย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ฝรั่งยังอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และไฟโตนูเทรียนต์อีกหลากหลายชนิด การันตีว่าดีต่อร่างกายเราจริง ๆ

10. ถั่วลั่นเตา
ถั่วลันเตา 1 ถ้วยตวงให้ไฟเบอร์ 9 กรัม พ่วงด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมมาด้วย นับว่าเป็นของกินเล่นแก้เหงาปากที่น่าสนใจไม่เบา เพราะแคลอรีต่ำ ไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกกินถั่วลันเตาที่ทำให้สุกด้วยการต้ม นึ่ง หรืออบ โดยไม่ปรุงรสใด ๆ เพิ่มด้วยนะคะ

11. ลูกพรุน
ลูกพรุน ลูกไหน หรือลูกพลัม แม้จะเรียกต่างกันไปแต่ผลไม้ชนิดนี้ก็มีใยอาหารเท่ากันค่ะ เพราะเป็นผลไม้ชนิดเดียวกันนั่นเอง และที่สำคัญลูกพรุนยังเป็นผลไม้ที่มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำเด่นในด้านช่วยขับถ่าย และไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำที่เด่นในเรื่องช่วยให้อิ่มอยู่ท้องได้นานขึ้น ในปริมาณ 100 กรัม ลูกพรุนเลยให้ไฟเบอร์ได้ถึง 1.4 กรัม เรียกได้ว่ากินลูกพรุนก็ได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพคูณสอง ในขณะที่ให้พลังงานเพียง 46 กิโลแคลอรีเท่านั้น

ทว่าก็ควรจำกัดปริมาณการกินลุกพรุนให้ไม่เกิน 10 ผลต่อวันนะคะ เพราะหากกินมากเกินไป อาจเกิดอาการท้องเสียได้

12. ถั่วแระญี่ปุ่น
สมัยนี้หาซื้อถั่วแระญี่ปุ่นไม่ยากแล้ว ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็มีขายนะคะ แล้วรู้ไหมว่าถั่วแระญี่ปุ่นประมาณ 1 ถ้วยตวง ก็ให้ไฟเบอร์กับเราได้สูงถึง 8.1 กรัม แถมยังพกวิตามินบี เกลือแร่ และกรดอะมิโนสำคัญต่อร่างกายมาด้วย นักโภชนาการเลยแนะนำให้กินถั่วแระ 1 ถ้วยตวงหลังจากออกกำลังกายหนัก ๆ เพื่อให้สารอาหารที่มีอยู่ในถั่วแระช่วยให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ที่สำคัญกินถั่วแระหลังออกกำลังกายไปแล้วเราจะได้ไม่รู้สึกหิวโหยให้เสี่ยงรับแคลอรีเพิ่มด้วยยังไงล่ะ

13. อะโวคาโด
อะโวคาโด 1 ลูกจะให้ไฟเบอร์ประมาณ 9-10 กรัม นอกจากนี้อะโวคาโดยังจัดอยู่ในหมวดผลไม้โปรตีนสูง เพราะให้โปรตีนได้ราว ๆ 0.8-1.7% ต่อลูกเลยทีเดียว และอะโวคาโดยังเป็นผลไม้ที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลต่ำ แถมในเนื้อของอะโวคาโดยังมีกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำให้สมองสั่งการให้เรารู้สึกอิ่มอีกด้วยนะ

14. ข้าวบาร์เลย์
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างข้าวบาร์เลย์ให้ไฟเบอร์ประมาณ 2.8-6 กรัม ขึ้นอยู่กับความชื้น การเก็บเกี่ยว และกรรมวิธีการทำอาหาร นอกจากนี้ข้าวบาร์เลย์ยังมาพร้อมโพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี 6 และธาตุเหล็กด้วยนะคะ

15. บรอกโคลี
บรอกโคลีต้มสุก 1 ถ้วยตวง จะให้ไฟเบอร์ที่ 5 กรัมโดยประมาณ โดยให้พลังงาน 10 กิโลแคลอรีต่อกรัม ดังนั้นจะกินแบบสลัดเอาไปผสมกับผัก-ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็ได้ ได้ทั้งไฟเบอร์เพิ่มและได้สารอาหารที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

16. แอปเปิลเขียว
แอปเปิลเขียวอุดมไปด้วยไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัม ต่อ 1 ผลขนาดกลาง แต่ให้พลังงานเพียงแค่ 59 กิโลแคลอรี แถมยังมีน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลสีแดง จึงไม่ทำให้อ้วน และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะเพคติน ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มากจึงช่วยเพิ่มกากใยในอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยจับคอเลสตอรอล และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ด้วย

อย่างไรก็ดี อาหารทุกอย่างเราควรกินอย่างพอเหมาะนะคะ อย่างอาหารไฟเบอร์สูงก็เช่นกันที่นักโภชนาการแนะนำว่า ควรกินวันละประมาณ 25-30 กรัมต่อวัน ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีปัญหาในระบบย่อยอาหารในบางคนได้ ดังนั้นกินแต่พอดี และดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยจะดีกว่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
หมอชาวบ้าน
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Photo

Post has shared content
#อาซาอีเบอร์รี่
#Acai berry
.
อาซาอีเบอร์รี่ บางคนก็เรียก อาไซอี หรือ อาไซอิ แต่จริงๆแล้วจากเจ้าของภาษาที่เป็นคนบราซิลจริงๆเองออกเสียงว่า อาซาอี (ah-sah-EE) ซึ่งคือผลไม้ลูกเล็กๆขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลูกประมาณ 1 นิ้ว มีลักษณะคล้ายผลองุ่นดำและผลบลูเบอร์รี่ มีสีม่วงเข้มจนถึงดำ มีรสชาติคล้ายกับผลเบอร์รี่ผสมกับช็อกโกแลต เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารมากมายที่มีประโยช์ต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์อย่างน่าสนใจ
.
เจ้าอาไซอิเบอร์รี่นี้สามารถพบได้ที่ป่าอเมซอนทางแถบประเทศบราซิล และประเทศเปรู เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลปาล์มพื้นที่เขตร้อน ลำต้นมีลักษณะสูงเรียวความสูงประมาณ 15-30 เมตร ใบยาวประมาณ 3 เมตร

อาไซอิเบอร์รี่นี้มีความสำคัญกับคนพื้นเมืองในแถบพื้นที่ป่าอเมซอนประเทศบราซิลมาอย่างยาวนา จนชาวบ้านพื้นเมืองโบราณขนานนามมันว่า “ผลไม้ศักดิ์สิทธ์” นอกจากจะเอาผลของมันไปทำเป็นอาหารและเครื่องดืมและใช้ในเชิงสมุนไพรเพื่อการบำบัดรักษาแล้ว ส่วนของใบยังเอาไปทำเป็นพวกเครื่องจักรสานอย่าง หมวก เสื่อ ตระกร้า หลังคาบ้าน ลำต้นใช้ในก่อสร้างได้
.
อาไซอิเบอร์รี่ (Acai berry) ดียังไง ?
ในการศึกษาทางเภสัชกรและทางโภชนาการที่วิจัยและศึกษา จัดให้ผลไม้ชนิดนี้จัดอยู่ในผลไม้ที่เรียกว่า “Super Fruits” ด้วยประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาและให้ผลทางสุขภาพที่ได้ผลดีเยี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์ ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุ และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน บี1, บี2, บี3, วิตามินซี, วิตามินอี ธาตุเหล็ก โพแทสเซียมฟอสฟอรัสและแคลเซียม เบต้าแคโรทีน เส้นใยอาหารในปริมาณสูง กรดไขมันที่จำเป็นอย่าง โอเมก้า6 โอเมก้า9 กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกด้วย
..
ทีสำคัญคือ ผลอาไซอิเบอร์รี่ มีประสิทธภาพในการต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงสุด หรือที่เรียกว่า Super Anti-oxidants ผลคือช่วยในการต้านความเสือมของร่างกาย ความชรา ช่วยในการต่อต้านเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และยังเพิ่มความสามารถในการขับสารพิษในระดับเซล์ให้ดีขึ้นอีกด้วย
.
อาไซอิ ยังมีสารที่สำคัญอย่างสาร ไฟโตนูเทรียน(Phytonutrient) ที่ช่วยในการกำจัดสารพิษ พร้อมช่วยทำให้ร่างกายทำงานประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ที่เป็นสารพฤษเคมีที่คล้ายคอเลสเตอรอล แต่เป็นสารที่มีประโยชน์และมีในปริมาณที่สุง ซึ่งเจ้าสารตัวนี้ช่วยในการลดคอเลสเตอรอล หรือไขมันเลว (LDL,HDL) ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดได้
.
ด้วยประโยชน์และคุณค่าอันหมาศาลของอาไซอิเบอร์รี่ ผลไม้อันน่ามหัศจรรย์ที่กำลังได้รับความนิยมและสนใจจากทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆจากหลายๆแห่งที่น่าเชื่อถือให้ความเห็นว่าเจ้าผล อาไซอิ เป็น Nature’s perfect food ที่มากมายด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เปรียบได้เสมือนกับตัวแทนแห่งป่าอะเมซอนที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก และเป็นยังเป็นผลไม้เพื้อสุขภาพอย่างแท้จริงอีกด้วย
Photo

Post has shared content
🍃🌺#ไมยราบ_สรรพคุณเด็ด_ใครว่าเป็นแค่วัชพืช🌺🍃

✔ไมยราบ สรรพคุณเด่นเรื่องใช้ทำยาที่ใครหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นวั­ชพืชธรรมดา ทั้งที่ความจริงแล้วไมยราบก็ถือเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่มากด้ว­ยคุณค่านะ

🔸นับว่าเมืองไทยของเราโชคดีที่มีพืชสมุนไพรมากมายให้เราได้นำมาใ­­ช้เป็นยาบำรุงร่างกาย เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงความงาม หรือแม้แต่นำมาทำเป็นอาหาร โดยที่สมุนไพรบางชนิดก็จะให้ผลกับชายและหญิงต่างกันออกไป อย่างเช่นต้นไมยราบนี้ ที่ดูเหมือนจะดีต่อสุขภาพของผู้หญิงเรามากกว่าผู้ชายเสียอีก แต่สาเหตุจะเป็นเพราะอะไรนั้น ต้องลองมาอ่านจากข้อมูลของ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ในนิตยสาร Happy+ ดังนี้ค่ะ

🔹ไมยราบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mimosa Pudica L. อยู่ในวงศ์ FABACEAE และมีชื่ออื่น ๆ ได้แก่ หญ้าต่อหยุบ หญ้ายุบยอบ กะหงับ ก้านของระงับ หงับพระพาย หญ้าจิยอบ และหญ้าปันยอด เป็นไม้ล้มลุก ใบประกอบเหมือนขนนก 2 ชั้น ดอกช่อกระจุกแน่น สีชมพู ออกที่ง่ามใบ ผลเป็นฝักแบน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

🔷ในอดีต ไมยราบเป็นสมุนไพรประจำหม้อต้มยาของพระป่า ซึ่งท่านใช้แก้ปวดเมื่อย แก้ชัด ทำให้นอนหลับสบาย จึงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่หมอยาพื้นบ้าน แต่กลับไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะนอกจากจะทำให้หลับ สงบประสาทแล้ว สมรรถภาพทางเพศของผู้ชายก็พลอยหลับไปด้วย เพราะเหตุนี้ พ่อหมอชาวมุสลิม ซึ่งเรียกไมยราบว่า “กือแมงาโต๊ะ” จึงห้ามไม่ให้ผู้ชายกินยาตัวนี้ เพราะจะทำให้ผู้ชายจะมาตีปูโจ๊ะ (หมดความรู้สึกทางเพศ) เทียบได้กับการทำหมันซึ่งถือว่าบาป

🔻พ่อหมอไทใหญ่ก็พูดทำนองเดียวกันว่า กินหญ้าต่อหยุบแล้วจะทำให้ไม่อยากเข้าหาผู้หญิง แน่นอนว่าปุถุชนคงไม่ชอบ แต่สำหรับพระภิกษุ คงช่วยให้ท่านเจริญในธรรมได้ดี หมอยาพื้นบ้านทุกภาคนิยมนำไปไมยราบมาใช้รักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง แผลพุพอง ฝี หนอง ผดผื่นคัน เริม และงูสวัด ใช้ทั้งห้าต้มกินแก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อย ปวดหัว ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตพิการ แก้เบาหวาน ในตำรายาสมุนไพรไทยระบุว่า ไมยราบมีรสจืดเฝื่อน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับระดูขาว แก้ไตพิการ

🔻 สำหรับผู้หญิงแล้ว ไมยราบมีสรรพคุณที่น่าสนใจ คือ การใช้ชำระล้างจุดซ่อนเร้นและทำให้กระชับขึ้น ซึ่งเป็นสรรพคุณที่พ่อหมอแม่หมอภาคใต้ และหมอยาไทใหญ่บอกตรงกัน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า ไมยราบเป็นสมุนไพรที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี ทั้งยังเป็นพืชในตระกูลถั่ว ซึ่งส่วนใหญ่มีสารไฟโตเอสโตรเจน หรือสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงสอดคล้องกับการนำมาใช้ในสรรพคุณดังกล่าว

🔻 ปัจจุบัน ในประเทศอาเซียนบางประเทศ มีผลิตภัณฑ์ไมยราบแคปซูล ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาช่วยในการนอนหลับ สำหรับประเทศเราก็มีกลุ่มแม่บ้านที่นำไมยราบทั้งห้ามาทำเป็นชาไ­­มยราบ เพื่อขับนิ่ว แก้วปวดเมื่อย ในตำรับยาบำรุงสุขภาพของหมอยาอีสาน นิยมใช้ไมยราบเป็นตัวยาหลัก ต้มรวมกับใบหม่อน เคยหอม คำฝอย และทองพันชั่ง ดื่มเป็นชาสมุนไพรเพื่อบำรุงสุขภาพและแก้ปวดหลัง

🔻จากการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า ไมยราบมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา แก้ปวด แก้อาการกล้ามเนื้อเกร็ง แก้ปวด แก้อักเสบ ทำให้แผลหายเร็ว ขับปัสสาวะ คลายเครียด ทำให้ง่วงนอน ซึ่งล้วนแต่เป็นการสนับสนุนการใช้ของคนโบราณทั้งสิ้น ดังนั้น ไมยราบจึงเป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแ­­ละผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ทิงเจอร์รักษาแผล แก้ผด ผื่นคัน ชาสมุนไพรคายเครียด น้ำยาชำระล้าง จุดซ่อนเร้น เป็นต้น

🔴#ตำรับยาไมยราบ 🔴

#ยาสำหรับชำระล้างจุดซ่อนเร้น

นำไมยราบทั้งห้า ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่น ตากแดดให้แห้ง ใช้ประมาณ 5 กรัม ต้มน้ำประมาณ 100 ซีซี ลดไฟลง ต้มต่ออีกประมาณ 15 นาที จากนั้นกรองเอาน้ำไว้ใช้ล้างจุดซ่อนเร้น ช่วยให้กระชับและดับกลิ่น

#ยาแก้ตกขาว

ใช้ไมยราบ และหญ้าหวาดหลุบ (หญ้าคมปาว) ทั้งสองอย่างนี้มาต้มรวมกันไว้ดื่ม และต้มอาบ

#ยาบำรุงสตรีหลังคลอด

นำรากสดของไมยราบ ประมาณ 3-5 ราก มาต้มน้ำดื่ม ครั้งละประมาณครึ่งแก้วน้ำชา ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง

#ยาแก้เบาหวาน

นำไมยราบทั้งต้นมาสับ ตากแดด ผสมกับครอบฟันสี ต้มน้ำดื่ม

#ยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ บวม

นำไมยราบทั้งห้า มาต้มดื่ม

#ยาบรรเทาอาการบวมจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

นำใบไมยราบมาขยี้ แล้วแปะตรงที่มีอาการ

#ยาแก้ฝีหนองหรือตุ่ม

นำไมยราบทั้งห้าส่วน มาต้มน้ำดื่มและอาบ รากให้ทา

#ยาแก้ปวดเอว

ใช้เข้ากับจีผาแตก และเครือไมยราบ นำมาต้มดื่ม

ข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพราะมีฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลาง
ไม่ควรใช้ในสตรีที่มีครรภ์และหญิงให้นมบุตร
ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
www.health.kapook.com
Photo

Post has shared content
รางจืด ราชาแห่งการถอนพิษ แก้พิษจากอาหาร – สุรา แก้ร้อนใน กระหายน้ำ พอกแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ความดันสูง ไม่เหมาะกับเบาหวาน และไม่ควรกินต่อเนื่อง

รางจืด แก้เมา สรรพคุณช่วยแก้อาการเมาค้าง แก้พิษจากแอลกอฮอล์ พิษจากการดื่มเหล้าในปริมาณมากเกินไป โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต่อต้านพิษจากแอลกอฮอล์ต่อตับ และพบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดนั้นสามารถช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับซึ่งเกิดจากพิษของแอลกอฮอล์ และช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้

มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ได้มีการศึกษาฤทธิ์ของรางจืดส่วนของ ใบ ราก ต่ออาการขาดเหล้า และพบว่าสารสกัดจากรางจืดช่วยทำให้ลดภาวะซึมเศร้า ทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับเคลื่อนไหวในหนูทดลองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยังช่วยลดการถูกลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากการเหล้าได้ แต่ไม่มีผลต่อการช่วยลดความวิตกกังวล

สรรพคุณ : รางจืดที่มีประสิทธิภาพ คือรางจืดชนิดเถาดอกม่วง
ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก และเถาสด
รากและเถา : รับประทานแก้ร้อนใน กระหายน้ำ
ใบและราก : ใช้ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำลายพิษยาฆ่าแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินไป หรือยาเบื่อชนิดต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น พิษติดอยู่ในผักผลไม้ที่รับประทาน เมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกล การนำส่งแพทย์ต้องใช้เวลา อาจทำให้คนไข้ถึงแก่ชีวิตได้ ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่ในบ้าน ใช้ใบรางจืดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไปนัก หรือรากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป และมีขนาดเท่านิ้วชี้ มาใช้เป็นยาบรรเทาพิษเฉพาะหน้าก่อนนำส่งโรงพยาบาล (รากรางจืดจะมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า) ดินที่ใช้ปลูก ถ้าผสมขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น จะช่วยให้ต้นรางจืดมีตัวยามากขึ้น

วิธีใช้
ใบสด :
สำหรับคน 10-12 ใบ
สำหรับวัวควาย 20-30 ใบ
นำใบสดมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวครึ่งแก้ว คั้นเอาแต่น้ำดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ อาจให้ดื่มซ้ำได้อีกใน 1/2 - 1 ชั่วโมงต่อมา

รากสด :
สำหรับคน 1-2 องคุลี
สำหรับวัวควาย 2-4 องคุลี
นำรากมาฝนหรือตำกับน้ำซาวข้าว แล้วดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ อาจใช้ซ้ำได้อีกใน 1/2 - 1 ชั่วโมง ต่อมา

คำเตือน :
การใช้รางจืดสำหรับถอนพิษยาฆ่าแมลง ยาพิษและสตริกนินนั้น ต้องใช้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จำทำได้ จึงจะได้ผลดี ถ้าพิษยาซึมเข้าสู่ร่างกายมากแล้ว หรือทิ้งไว้ข้ามคืน รางจืดจะได้ผลน้อยลง

ข้อมูลทั่วไปของรางจืด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thumbergia laurifolia Lindl.
ชื่ออื่น : กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ยาเขียว (ภาคกลาง) คาย รางเย็น (ยะลา) จอลอดิเออ ซั้งกะ ปั้งกะล่ะ พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ดุเหว่า (ปัตตานี) ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) น้ำนอง (สระบุรี) ย่ำแย้ แอดแอ (เพชรบูรณ์)
วงศ์ : Acanthaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อย/ไม้เถา เนื้อแข็ง ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเว้า มีเส้น 3 เส้นออกจากโคนใบ ดอก มีสีม่วงอมฟ้า ออกเป็นช่อห้อยลงตามซอกใบ ใบประดับสีเขียวประแดง กลีบเลี้ยงรูปจาน ดอกรูปแตรสั้น โคนกลีบดอกสีเหลืองอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 อันผล เป็นฝักกลม ปลายเป็นจะงอย เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก

*** ***
หมายเหตุแอดมิน: ชีวอโรคยา แบ่งปันข้อมูลเพื่อสุขภาพ ไม่มีผลิตภัณฑ์ขายนะคะ
ปัจจุบันมี รางจืดอบแห้งสำหรับชง และ สมุนไพรจากธรรมชาติ จำหน่ายตามร้านค้าเพื่อสุขภาพทั่วไป
หากท่านหาซื้อไม่ได้ กรุณาติดต่อสอบถามได้ที่ Health me Shop
เพจที่ชมรมชีวอโรคยา มอบหมายให้สมาชิกชมรมจัดทำขึ้นเพื่อจัดหาสมุนไพรจำหน่ายสำหรับผู้ที่ไปหาซื้อด้วยตนเองไม่ได้ ติดต่อ Health me Shop ได้ที่ลิ้งค์นี้นะคะ
www.facebook.com/healthmeshop999

*** ***
ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานไปต่อยอดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
เรียบเรียงโดย ชีวอโรคยา อ้างอิงข้อมูลจาก โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี www.rspg.or.th / สรรพคุณสมุนไพรไทย
ภาพโดย ชีวอโรคยา สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2558

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
Photo
Wait while more posts are being loaded