Post is pinned.Post has attachment
ประหนึ่งฟ้า ถล่ม กลางใจราษฎร์
ไทยทั้งชาติ ใจจะขาด แล้วอกเอ๋ย
จอมกษัตริย์ สู่สวรรค์ นิรันดร์เอย
ล้านคำเอ่ย จะขาดใจ แล้วรอนรอน
โอ้ดวงใจ ของไทย ชนทั้งชาติ
ทุกทวยราษฎร์ ใต้ร่ม สโมสร
ภาวนา วิงวอน พร่ำอ้อนวอน
ทั้งนคร ร้องหา พระนามองค์
น้ำตาไทย หลั่งไหล ท่วมถึงฟ้า
ขอเทวา คืนพ่อมา ให้ได้ไหม
จะขอเป็น ข้ารองพระบาท ทุกชาติไป
เกิดชาติไหน ขอเป็นไทย ชั่วกัปกัลป์

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
Photo

Post has attachment
กรรม!! อึ้ง...เรื่องนี้แทบไม่เคยมีใครรู้ อธิบดีกรมคุกเผย "เบญจา" จัดเป็นผู้ต้องขังพิการแขนขาด-มีโรคตามวัย นอนคุกคืนแรก-เครียด

โดย : สำนักข่าวทีนิวส์ 2017-10-20 15:01:11

แทบไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน !! อึ้งอธิบดีกรมคุกเผย "เบญจา" จัดเป็นผู้ต้องขังพิการแขนขาด แต่เรือนจำจะดูแลเช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีโรคตามวัย นอนคุกคืนแรกย่อมเครียดปกติ วันแรกจัดให้อยู่แดนแรกรับ จากนั้นหากไม่ได้ประกันตัว...อาจส่งต่อแดนแดนผู้สูงอายุ ด้าน ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง บอก สำหรับนางเบญจา ที่มือขวามีความบกพร่อง เท่าที่ดูตามสภาพก็ยังสามารถใช้การได้ปกติ

วันนี้ (20 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยศาลอุทธรณ์ฯ ได้อ่านคำพิพากษายืนจำคุก นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร , น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง , น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต , นายกริช วิปุลานุสาสน์ ซึ่งเป็นอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 - 5 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ล่าสุดต่อกรณีนี้ นางชฏาพร รักษาทรัพย์ ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้ทำการสอบประวัติและซักถามอาการป่วยเบื้องต้น หลังรับตัวผู้ต้องขังทั้ง 4 รายมาควบคุมที่แดนแรกแล้ว โดยผู้ต้องหาบางคนมีโรคประจำตัวตามวัย คือเป็นความดันและเบาหวาน แต่ได้เตรียมยาส่วนตัวมาด้วย และจะมีแพทย์มาตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งในวันนี้ คืนแรกผู้ต้องขังทุกคนมีอาการเครียดและเป็นกังวลเล็กน้อย เพราะเป็นผู้สูงอายุทุกคน แต่ก็สามารถปรับตัวได้ โดยช่วงเช้าสามารถกินข้าวได้ตามปกติ และหวังว่าวันนี้จะได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

สำหรับนางเบญจาที่มือขวามีความบกพร่องนั้น ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง ระบุว่า เท่าที่ดูตามสภาพก็ยังสามารถใช้การได้ปกติ ทัณฑสถานหญิงกลางก็คงให้ร่วมทำกิจกรรมตามที่ถนัด แต่คงไม่ได้ให้ทำงาน และหากศาลไม่อนุญาตให้ประกันก็จะพิจารณาย้ายผู้ต้องขังไปอยู่ในแดนที่เหมาะสม อาจเป็นแดนผู้สูงอายุ

ขณะที่ทาง พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยในเรื่องเดียวกันว่า ได้รับรายงานจากทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่าผู้ต้องขังเข้าใหม่ทั้ง 5 ราย ไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผลการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่ามีโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

"ส่วนนางเบญจาจัดเป็นผู้พิการแขนขาด โดยเรือนจำจะให้การดูแลเป็นปกติเช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไป ระหว่างการรอฟังผลการประกันตัวเรือนจำจะจัดให้อยู่ในแดนแรกรับ หากไม่ได้รับอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจะจำแนกไปยังแดนคุมขังที่เหมาะสมต่อไป" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุ

http://m.tnews.co.th/contents/370146

เรียบเรียงโดย
นายอารมณ์ เคนหล้า : สำนักข่าวทีนิวส์
Photo

Post has attachment
ช้างป่าสีดอชมพู"ล้มแล้ว" (เสียชีวิต) ด้วยอาการไตวาย
-----------------------------------------
ลำดับเหตุการณ์ 5 วัน”สีดอชมพู”ช้างป่าโชคร้าย

17 ต.ค.60 ชาวบ้านเนินมะปราง แจ้งเจ้าที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เจอช้างป่าตกคลองชมพู จ.พิษณุโลก

18 ต.ค.60 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ทีมสัตวแพทย์ อาสาสมัคร พยายามช่วยนำช้างขึ้นจากน้ำ เวลาบ่ายโมง ช่วยนำช้างขึ้นจากน้ำสำเร็จ และช้างนอนตะแคงตัว เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถแบคโฮช่วยพยุงช้างให้ลุกขึ้น

19 ต.ค.2560 ทีมสัตวแพทย์ 4 หน่วยงานประเมินอาการ และมีข้อสรุปขนย้ายช้างไปที่จ.ลำปาง

20 ต.ค.2560 ช้างสีดอชมพู เดินทางถึงสถาบันคชบาลแห่งชาติ ช้างไม่กินอาหารน้ำ สัตวแพทย์ วินิจฉัยพบร่องรอยบาดเจ็บที่ขากระทบระบบประสาท และมีเลือดซึมที่กระดูก

21 ต.ค.2560 เวลาประมาณ 20.00 น.ช้างล้ม(เสียชีวิต)

ขอขอบคุณ Thai PBS
Photo

Post has attachment
เปิดเบื้องลึก!!! "ยิ่งลักษณ์" เขียนจดหมายหา "ครูบาน้อย" อึ้ง! มีพระประธานประจำตระกูล "ชินวัตร" อยู่ในโบสถ์!!! (มีคลิป)

โดย : สำนักข่าวทีนิวส์2017-10-21 08:10:46

วันที่ 20 ตุลาคม 2560 ทีมข่าวอัมรินทร์ทีวี เดินทางไปยัง สภ.นาน้อย อ.นาน้อย จ.น่าน เพื่อสอบถามถึงประวัติด้านคดีความ ของ พระมหาณัฐวุฒิ ญาณวิชชโย หรือ “ครูบาน้อย” ซึ่ง พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ ชูจันทร์ รองผู้กำกับสอบสวน รักษาราชการแทน ผกก.สภ.นาน้อย

โดยให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยได้รับร้องเรียน หรือมีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ “ครูบาน้อย” เท่าที่ตนทราบ “ครูบาน้อย” เป็นคนในพื้นที่บวชมาตั้งแต่เด็ก มีแต่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา

ขณะที่ นายประสิทธิ์ โนทะ ลูกศิษย์ใกล้ชิด “ครูบาน้อย” ผู้ทราบเรื่องการเดินทางมาถ้ำเชตวัน ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาที่ถ้ำเชตวัน 2 ครั้ง ครั้งแรก คือช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 เป็นช่วงทำบุญวันเกิด “ครูบาน้อย” โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เข้าไปพบ “ครูบาน้อย” ด้านในถ้ำ เป็นเพียงการสื่อสารโต้ตอบ ผ่านการเขียนข้อความในกระดาษสนทนา บริเวณนอกประตูเท่านั้น

โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เขียนข้อความในทำนองว่า “วันนี้ที่เดินทางมานั้น เพราะอยากมาขอโชคขอพร และอยากกราบครูบาน้อย” ซึ่ง “ครูบาน้อย” เขียนจดหมายตอบกลับออกมาว่า “ขอให้ทุกอย่างราบรื่น สำเร็จๆ ทุกอย่างที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ขอให้ประสบความสำเร็จ”

ส่วนครั้งที่ 2 หลังออกพรรษา เป็นช่วงการทอดกฐิน ประมาณเดือนตุลาคม 2559 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระพุทธรูปประจำตระกูลชินวัตร ซึ่งเป็นพระประธานกลางศาลาหลวง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีแผ่นป้ายติดไว้ที่ฐานพระชัดเจนว่า “ตระกูลชินวัตร” ซึ่งครั้งนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สนทนาผ่านตัวอักษรกับ “ครูบาน้อย” เช่นเดิม ใจความว่า “ขอให้ผ่านวิกฤตชีวิตในขณะนั้นที่ประสบเจอ” ขณะที่ “ครูบาน้อย” ก็มีจดหมายตอบกลับออกมาว่า “ฟ้าหลังฝนย่อมสว่างไสวเสมอ” เพื่อให้กำลังใจ

ซึ่งการเดินทางมาทั้ง 2 ครั้ง ตนทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่าง “ครูบาน้อย” กับคณะของอดีตนายกฯ ซึ่งตนได้รับการติดต่อจากอดีต สส.จังหวัดน่าน ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมากราบ “ครูบาน้อย” ซึ่งก็เหมือนชาวบ้านทั่วไป ที่มากราบไหว้ โดยไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ

นายประสิทธิ์ ยืนยันอีกว่า พุทธสถานไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมือง เพราะ “ครูบาน้อย” จะพูดเสมอว่า “ไม่มีการแบ่งพรรคพวก รวมถึงสีภายในวัด ขอให้ทุกคนมาด้วยสีขาว ซึ่งเป็นสีของความบริสุทธิ์”



ขอบคุณ รายการทุบโต๊ะข่าว อัมรินทร์ทีวี HD34


คลิป. http://m.tnews.co.th/contents/la/370334


เรียบเรียงโดย
อติ บุญเสริม : สำนักข่าวทีนิวส์
Photo

Post has attachment

Post has attachment
ผู้ต้องขังหญิง
เลียบวิภาวดี
กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมี “หญิงใจแกร่ง” มากมายที่กู้ชาติจนถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ในขณะเดียวกัน ก็มี “อรทัยใจทมิฬ” ก่อคดีดุดันจนถูกคำพิพากษาให้จำคุกกลายเป็น “ผู้ต้องขังหญิง” ก็มีไม่ใช่น้อย

แม้สถิติ “นักโทษหญิง” ในบ้านเราจะห่างไกลจาก “นักโทษชาย” ไม่ใช่ขนาดย่อยๆ แต่ทันทีที่ “ยาเสพติดกลายเป็นยานรกเข้ามาบงการชีวิตคนไทย” สาวน้อยสาวใหญ่และอรทัยเกือบทุกอาชีพ จำนวนมากต่างสมัครใจขอเป็น “ผู้ต้องขังหญิง”

ครั้นมาถึงยุค “หนังแอ๊กชั่นยอดดุดันครองโลก” สตรีไทย “ยอดใจเย็น” ก็พลิกผันเป็น “แม่เสือร้าย” ทั้งตีชิงวิ่งปล้นและเข่นฆ่าคนได้อย่างสุดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย จนทำให้ “นักโทษหญิง” ในเรือนจำเพิ่มมากขึ้นกลายเป็น “ชุมชนแออัด” เหมือนคุกชาย

มาถึงยุค “ผู้หญิงได้เป็นใหญ่ในหน้าที่ราชการ” ได้ครองอำนาจ “ในตำแหน่งทางการเมือง” บวกกับจิตใจ “โลภไม่แพ้ชาย” ทำให้กล้าทำผิดกฎหมายแบบ “ศรีธนญชัยอาบน้ำให้น้อง” จนท้ายสุดต่างเดินทางเข้าคุกอย่างสุดมัน

รายการ “หนีคุก” อย่าง “อาซ้อน้ำตาสั่งได้” และนกรู้อย่าง “ลูกสาวเสี่ยเปี๋ยง” จะไม่ขอกล่าวถึง เอาเฉพาะที่ “ต้องเดินทางเข้าเรือนจำ” จริงๆ โดยล่องหนไม่ทัน ก็มี “ตำนานหญิงแสบ” ให้นับหลายราย

รายการ “แม่ปูกับลูกปู” ที่เป็นคดีกระหึ่มก้อง ได้แก่ สองแม่ลูกแห่ง ททท.ที่ “รับสินบนอั้งม้อ” เพื่อจัดงานมหกรรมหนังนานาชาติที่กรุงเทพฯ ได้ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกตัวแม่ 50 ปี และตัวลูก 44 ปีตามลำดับ

ล่าสุด “ป้าเบญจา” อดีตรมช.คลังยุคยิ่งลักษณ์ที่เคยใช้ตำแหน่งรองอธิบดีสรรพากร “ช่วยให้บุตรชายและบุตรสาวตะขิ่นดูไบ ไม่ต้องเสียภาษีหุ้นเทมาเส็ก”ตัวป้ากับลูกน้องอีกสามรายก็ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยเรือนจำ เชิญให้ไปเป็นนักศึกษากินนอนสามปี

ส่วน “นักฆ่าหน้าหวาน” นอกจาก “สาวเปรี้ยว ฆ่าหั่นศพ” ร่วมกับสองเพื่อนสาว ที่เป็น “นักโทษสาวสุดดัง” ยังมี “เจ๊บิว มาเฟียวัด” ที่สังหาร “เณรปลื้ม”แล้วฝังดิน ถือเป็นจอมเหี้ยมไม่แพ้กัน

สำหรับ “หญิงไก่” นั้น เป็น “เจ้าแม่เรือนจำ” ที่พลิกผันมาจากอาชีพ “เจ้าแม่ 18 มงกุฎ”

นับวัน “หญิงไทยใจสู้” ยังจะกลายเป็นผู้ต้องขังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้ผู้ชาย เพราะวันนี้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับผู้ชายแล้วครับ

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

http://www.naewna.com/politic/columnist/32378
Photo

Post has attachment
( คู่ผี...เปิดตัวจนได้ )

ดับเครื่องชนสนช. พิศิษฐ์แฉเตะตัดขาสกัดนั่งผู้ว่าสตง.
วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.32 น.

"พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส"โผล่ซัดกมธ.-สนช.แก้ร่างกม.ลูกห้ามผู้ว่าสตง.สอบจนท.ปปช.ทุจริต ชี้ขัดหลักการถ่วงดุลอำนาจ งง!มีเจตนาอะไรที่สกัดกั้นไม่ให้คัมแบ็ค ถามบ้านเมืองได้ประโยชน์อะไรทั้งที่ในทางวิชาการไม่เคยมีกฎหมายแบบนี้มาก่อน อ้างคำสั่ง คสช.ไม่ถอนตัวลงสมัคร ขณะที่ "หมอเจตน์" ยกรธน.สวนกลับใครใหญ่กว่ากัน ด้าน "มีชัย"รอถกตั้งกมธ.ร่วม3ฝ่าย

จากกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ในวาระ2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ(กมธ.)พิจารณาแล้วเสร็จ โดยสาระสำคัญในมาตรา 7 วรรค3 ที่กมธ.แก้ไขร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ตัดเรื่องการให้อำนาจผู้ว่าสตง.ตรวจสอบเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ที่ทุจริตทิ้งไปนั้น

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2560 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า โดยหลักการเดิมของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ กรธ. ออกแบบให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล โดยยึดหลักการว่าองค์กรอิสระที่มีอำนาจในการตรวจสอบก็จะถูกตรวจสอบได้ด้วยเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับสตง.ที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินก็ต้องถูกผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบด้วย

ยันกมธ.ออกแบบถ่วงดุลปปช.ดีแล้ว

นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การออกแบบของกรธ.ครั้งนี้กำหนดเพียงแค่เจ้าหน้าที่ในกรณีที่เมื่อตรวจเงินแผ่นดินแล้วพบว่ามีพยานหลักฐานเชื่อว่ามีการกระทำในทางมิชอบก็สามารถตรวจสอบต่อได้ แต่มีขั้นตอนว่าเมื่อรวบรวมหลักฐานเสร็จจะต้องส่งประธาน ป.ป.ช. ว่าพบเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ที่มีปัญหา เป็นวิธีการเดียวกับที่ป.ป.ช.ตรวจสอบคนอื่น ถือเป็นวิธีชั้นสูงกว่าการสอบสวนแล้วชี้มูลกล่าวโทษ จึงเห็นว่ามีลักษณะคุ้มครองมากกว่า

ลั่นจนท.ปปป.ต้องถูกถ่วงดุลด้วย

นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่วิตกกังวลว่าจะไปล่วงล้ำในเรื่องของสำนวน ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.เป็นเจ้าพนักงานไต่สวน ไต่สวนคดีจะถูกรบกวนนั้น ตนเห็นว่าในเรื่องการตรวจสอบการเงิน ไม่มีเรื่องที่ต้องไปตรวจสอบสำนวน หรือรูปคดี แต่ก็เห็นใจเพราะเป็นเรื่องใหม่ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นกฎหมายก็ต้องยอมรับเพราะทุกหน่วยงานต้องตรวจสอบถ่วงดุลเช่นนี้ เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าปราศจากการตรวจสอบ แต่คนทำงานในป.ป.ช.ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลด้วย

อ้างคำสั่งคสช.มีสิทธิ์ลงสมัครได้

เมื่อถามว่าร่างพ.ร.ป.ตรวจเงินฯกำหนดไว้ในบทเฉพาะการมาตรา 108 ว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าสตง.ก่อนกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ให้ถือว่าเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าสตง.มาก่อน ส่งผลให้อดีตผู้ว่าสตง.จะมีปัญหาในการลงสมัครรับการสรรหาผู้ว่าสตง.ใหม่ นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายในปัจจุบันตนมีสิทธิลงสมัครรับการสรรหา โดยยึดตามคำสั่งคสช.ที่ 71/2557 ซึ่งได้ดูอย่างรอบคอบแล้วว่าผู้สมัครเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและดำรงตำแหน่งแล้วยังสามารถสมัครได้อีก 1 วาระอย่างน้อย 2 ปี

โวยใช้บทเฉพาะกาลมาเพื่อสกัดกั้น

"คำสั่งดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้นตนจึงมีคุณสมบัติที่จะลงสมัครได้ โดยถือว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งใดในองค์กรอิสระตามความหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องซึ่งที่ประชุมสนช.ก็ยอมรับ จึงไปกำหนดในบทเฉพาะการมาตรา 108 เพื่อสกัดกั้น" นายพิศิษฐ์ กล่าว

ถามบ้านเมืองได้ประโยชน์อะไร

และว่าการถือว่าเคยดำรงตำแหน่งตามกฎหมายอื่น ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ออกมามีผลบังคับใช้ แล้วให้ถือว่าเป็นหนึ่งวาระ จะเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมคงจะรับทราบและตรวจสอบได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และสังคมต้องตั้งคำถามด้วยว่าเขียนกฎหมายมาตรานี้ออกมาแล้วบ้านเมืองได้ประโยชน์อย่างไร

งง!ไม่เคยมีกฎหมายแบบนี้มาก่อน

เมื่อถามว่า เชื่อว่าการเขียนในมาตรา 108 เป็นการสกัดกั้นนายพิศิษฐ์ ใช่หรือไม่ นายพิศิษฐ์ กล่าวว่าพอจะเห็นได้อยู่ เพราะตอนนี้ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าสตง. แต่กลับเขียนย้อนไปว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ จึงพอทราบเจตนารมณ์อยู่ ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ในทางวิชาการไม่เคยเกิดขึ้น แต่ตนก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมต้องมาสกัดกั้นตน ตลอดการทำงานทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ โดยไม่คำนึงว่าจะกระทบกับใครเป็นการเฉพาะ คิดถึงแต่การดูแลเงินแผ่นดิน

"ในอดีตคนที่อภิปรายสนับสนุนมาตรานี้ เคยอภิปรายในสมัยที่เป็น ส.ว.สนับสุนนให้ผู้ว่าสตง.ท่านหนึ่งที่อายุพ้นเกณฑ์ไปแล้วให้มีสิทธิ์กลับมาสมัครใหม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า การที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนไม่ถือว่าเป็นหนึ่งวาระ แต่ครั้งนี้กลับเขียนกลับกัน แสดงให้เห็นว่าคนเปลี่ยนแปลงได้" นายพิศิษฐ์ ระบุ

ยืนยันไม่ถอนตัว-วัดใจนายกฯชี้ขาด

อย่างไรก็ตาม ตนจะไม่ถอนตัวจากการลงสมัคร เพราะไม่มีข้อห้าม ซึ่งคณะกรรมการสรรหาจะเป็นผู้พิจารณา โดยคณะกรรมการสรรหาไม่เกี่ยวข้องกับประธานทั้ง 3 ศาล เป็นเรื่องของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)เป็นผู้สรรหา ตนมีหน้าที่นำเสนอแนวคิดการทำงานตามนโยบาย คตง.ชุดปัจจุบันอย่างไร แต่ถ้าหลังจากกฎหมายออกแล้ว โดยไม่มีการแก้ไขมาตรา 108 ก็ต้องเคารพไปตามนั้น แต่ระหว่างนี้หากมีการพิจารณาทบทวนว่าขัดหลักนิติธรรมแล้วจะแก้ไขก็เป็นเรื่องของ สนช.หรือขั้นตอนที่ส่งไปยังนายกฯที่จะพิจารณาทบทวน โดยตนจะไม่ยื่นเรื่องถึงนายกฯ ให้เป็นอำนาจของนายกฯพิจารณาโดยไม่ขอก้าวล่วง

"หมอเจตน์"งัดรธน.ตอกหน้าพิศิษฐ์

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(โฆษกวิปสนช.) กล่าวถึงกรณีนายพิศิษฐ์ อ้างคำสั่งคสช.ที่71/2557 เพื่อยืนยันมีสิทธิลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าสตง.ได้ว่า ถ้าจะฟันธงกัน ต้องไปถามให้นักกฎหมายตีความชัดๆว่าสุดท้ายเเล้ว คำสั่งมาตรา 44 ของคสช.กับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอะไรมีศักดิ์สูงกว่ากัน แต่ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า คำสั่งคสช.หรือมาตรา44ก็ถือว่าเป็นกฎหมาย แต่ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญถือว่าน่าจะมีศักดิ์สูงกว่า กฎหมายหรือพ.ร.บ.ทั่วไป หรือพูดง่ายๆพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญน่าจะมีศักดิ์สูงกว่ามาตรา 44

ยันไม่มีใครกลั่นแกล้งหรือเตะตัดขา

น.พ.เจตน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีอดีตผู้ว่าฯสตง.บอกว่าสนช.ตั้งใจจะเขียนกฎหมายกีดกันนั้น จะเรียกกีดกันได้อย่างไร ในเมื่อร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ผ่านเสียงโหวตวาระ3ของที่ประชุมสนช. โดยเฉพาะในมาตรา108 วรรคท้าย จึงถือว่าเป็นมติร่วมกันของสภา ไม่ใช่ความคิดเห็นของคนๆเดียว ที่จะไปกลั่นเเกล้งหรือเตะตัดขาใครได้ ยืนยันว่าอดีตผู้ว่าสตง.ตกคุณสมบัติการเข้ารับการสรรหาเป็นว่าสตง. ถ้ามีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ เชื่อว่าคนที่พูดคงรู้และไปลอกข้อกฎหมายมาอ่านเนื้อหา พร้อมตีความเอาเองได้ว่าตนเองยังมีคุณสมบัติครบหรือไม่

มีชัยรอพิจารณาตั้งกมธ.ร่วมหรือไม่

ด้านนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กรธ. จะรอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ผ่านมาลงมติวาระ3จากสนช.แล้ว กลับมาที่กรธ.เพื่อดูรายละเอียดทั้งหมดว่าจะต้องยื่นข้อโต้แย้ง เพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นในมาตรา 7 สนช.ได้ยอมปรับแก้เนื้อหาให้อำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถไต่สวนเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ที่กระทำการทุจริตได้ ซึ่งถือว่าเป็นการปรับแก้ตามที่กรธ.เคยเสนอไปก่อนหน้านี้

ไม่ติดใจปมสกัดผู้ว่าคนเดิมคัมแบ็ค

ส่วนในมาตรา 108 ที่ สนช.ได้ปรับแก้ช่วงท้าย กำหนดให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าสตง.มาก่อน ไม่สามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งได้อีกนั้น นายมีชัย กล่าวว่า ในประเด็นนี้ กรธ.ไม่ได้เป็นผู้เสนอไปในร่างดังกล่าว แต่เป็นเรื่องใหม่ที่ สนช. เขียนเพิ่มไป ซึ่ง กรธ.ก็คงไม่ไปโต้แย้ง เพราะการปรับแก้ของ สนช.ก็เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่าให้กรรมการในองค์กรอิสระ ไม่สามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งได้อีก ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนการดำเนินการดังกล่าวของ สนช.จะเป็นลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้สมัคร ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปตีความในเรื่องคุณสมบัติกันต่อไป

http://www.naewna.com/politic/298695
Photo

Post has attachment
Photo

Post has attachment
แฉ!!!!!เบื้องหลัง เรื่องวุ่น ข่าวการเดินทางมาไทยของ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ใคร?????คือต้นเหตุทำป่วน

โดย : สำนักข่าวทีนิวส์ 2017-10-20 14:21:28

หลังจากมีข่าวว่า มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งเฟสบุค ซึ่งถือเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในไทยโดยมีจำนวนผู้ใช้เฟสบุกในไทยสูงถึง41ล้านราย คิดเป็นอันดับ8ของโลก จะเดินทางมาเยือนไทย และเข้าพบพล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 30 ตุลาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งจุดเริ่มต้นของข่าวมาจากหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับที่ลงข่าวการให้สัมภาษณ์ของ นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นข่าวฮือฮา และได้รับความสนใจอย่างมาก

แต่ปรากฎว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังของข่าวดังกล่าวมาจากที่ นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวกลุ่มหนึ่ง โดยมีการเปิดเผยถึงการเดินทางมาไทยของ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก

รวมถึงกำหนดการเข้าพบนายกรัฐมนตรี พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา แต่นาย สมคิด ได้ขอร้องสื่อทุกคนในวงสนทนาหลังจบการพูดคุยว่าขออย่านำเสนอข่าวนี้ไปก่อน เพราะไม่อย่างนั้นมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก อาจไม่เดินทางมา แต่ปรากฎว่ามีสื่อ2สำนักซึ่งไม่อยู่ในวงพูดคุย ได้นำข่าวนี้ออกมาเผยแพร่ จนกลายเป็นข่าวครึกโครมและตามมาด้วยการให้สัมภาษณ์ยืนยันจากนายกรัฐมนตรีถึงหัวข้อในการหารือกับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ด้วยว่า

จะมีการพูดคุยหาแนวทางในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างกัน แต่ในที่สุดเมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เริ่มมีกระแสข่าวออกมาจากเฟสบุคว่าขอปฎิเสธข่าวการเดินทางมาไทยของมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก

แต่ที่น่าสนใจก็คือแม้เฟสบุคจะออกมาปฎิเสธ แต่มีการยืนยันชัดเจนว่าการเข้าพบของผู้บริหารเฟสบุค กับ นายกรัฐมนตรีของไทยได้ถูกจัดวางกำหนดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย คือกำหนดเวลา13.30น.ของวันที่ 30 ตค.นี้

แต่มาจนถึงขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่า ผู้บริหารเฟสบุค อาจยกเลิกการเดินทางมาไทย เพราะด้วยบุคคลิกลักษณะที่ไม่ชอบเป็นข่าว ขณะที่นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีก็เครียดจนป่วย ไม่เข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลนับแต่เป็นข่าว แต่หากข่าวยกเลิกการเดินทางมาไทยของ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์กเป็นจริง คนที่จะโดนผลกระทบเต็มๆแบบไม่อาจหนีพ้น ก็คือ นายกรัฐมนตรี พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม



http://m.tnews.co.th/contents/la/370126

เรียบเรียงโดย
บุญระดม จิตรดอน : สำนักข่าวทีนิวส์
Photo

Post has attachment
ธ เสด็จจากฟ้ามาโปรดราษฎร์
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

น้ำตาไทย ยังไหลล้น คนทั้งชาติ คิดถึงบาท นาถบพิตร อดิศร

ธ เสด็จ กลับสวรรค์ นิรันดร์ ราษฎร์สุดถอน หักอาลัย ใจอาวรณ์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้ว 1 ปีเต็ม

จากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จวบจนบัดนี้ พสกนิกรไทยยังคงถวายความจงรักภักดี และแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์นี้ อย่างไม่มีวันลดน้อยถอยลงไปแต่ประการใด แต่ทว่ายิ่งนับวันก็ยิ่งเพิ่มพูนความอาลัยรัก และความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน อยากยากที่จะหาคำพูดใดมาบรรยายได้

อีกเพียงแค่ 5 วันจากนี้ไป ก็จะถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งในวันประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในครั้งนี้ ก็จะเป็นเสมือนวันที่หัวใจของคนไทยทั้งแผ่นดินต้องแตกสลายลง เพราะว่าพระเจ้าแผ่นดินที่คนไทยรักและบูชาไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมมายาวนานถึง 7 ทศวรรษ จะเสด็จกลับสรวงสวรรค์นิรันดร์กาล

ตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ คือ 70 ปี ที่ทรงอุทิศพระวรกาย เพื่อทรงงานหนักจนเกินจักบรรยายเป็นถ้อยคำได้ ดังนั้น 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติคือ 70 ปีที่ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีงาม เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“...พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอวตารของพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์ กล่าวคือในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชครูพราหมณ์พิธีจะได้ร่ายเวทสรรเสริญไกรลาส อัญเชิญพระอิศวรจากเขาไกรลาสเสด็จมาสถิตในองค์พระมหากษัตริย์ ถวายสังวาลพราหมณ์ธุรำให้ ทรงรับมาสวมพระองค์เฉียงซ้าย เช่นเดียวกับที่พูดกับพระผู้เป็นเจ้าเรียกว่าราชาศัพท์ แต่อย่างไรก็ตาม ลัทธิเทวราชของขอมก็ติดอยู่ที่ภายนอกเท่านั้น ในจิตใจของคนไทยโดยแท้แล้ว ไม่เห็นว่าพระมหากษัตริย์จะเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร เพราะความนิยมที่จะให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นธรรมิกราชยังคงดำรงอยู่...” (“สถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา : จามจุรี ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2560)

แน่นอนที่สุดว่า คนไทยผู้ซึ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต่างประจักษ์ดีว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้คือมนุษย์ แต่ทรงเป็นมนุษย์ที่สุดวิเศษ ทรงเป็นมนุษย์ที่ทรงเข้าอกเข้าใจ และทรงเห็นอย่างชัดแจ้งในความทุกข์ยากของพสกนิกร ดังนั้นจึงทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดับทุกข์ดับร้อนให้พสกนิกร โดยทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

บัดนี้ ถึงเวลาที่พระผู้ทรงเป็นมนุษย์พระองค์นี้ได้ทรงพักผ่อนชั่วนิจนิรันดร์ โดยเสด็จสู่สวรรค์ชั้นฟ้า ถึงแม้ทวยราษฎร์จะไม่อยากให้พระองค์เสด็จฯ แต่ก็มิอาจขวางกั้นสังสารวัฏได้ แม้รู้ดีว่าพระองค์เสด็จฯสู่ฟากฟ้าสุราลัยสรวงสวรรค์ แต่ทวยราษฎร์ก็อดจะร่ำไห้ด้วยอาลัยรักในพระองค์มิได้

http://www.naewna.com/politic/columnist/32381
Photo
Wait while more posts are being loaded