Post has attachment
ทำไม น้องเมเปิ้ลถึงไม่โดนบล็อกเฟสบุ๊ค ทั้งๆที่LiveเปือยกายลงFacebook
PhotoPhotoPhoto
6/2/60
3 Photos - View album

Post has attachment
เทคนิคการเขียนข่าว

เทคนิคการเขียนข่าว
วันที่ 3 พ.ค. 2553 
วิจิตร ภักนิกร
ข่าวสารนับเป็นปัจจัย สำคัญอีกประการหนึ่ง ต่อการบริหารงานประชาสัมพันธ์ การที่จะสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน จำเป็นต้องมีข่าวสารที่ดี ที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม การเลือกข่าวสารสำหรับเผยแพร่ จึงจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังให้องค์กรได้รับประโยชน์จากการเผยแพร่ข่าว สารทุกครั้ง ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควบคู่กับข่าวสารก็คือ เครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีการเลือกให้ถูกต้องเช่นกัน ข่าวสารที่มีมีคุณค่าต่อสังคม และใช้เทคนิคในการเขียนให้สอดคล้องกับแบบฉบับของสื่อแต่ละประเภท ย่อมจะได้รับการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ข่าว คือการรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความคิดเห็นของบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ
ซึ่งประชาชนให้ความสำคัญและสนใจ รวมทั้งมีผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก สำหรับนักประชาสัมพันธ์ ข่าวก็คือหัวใจของงานประชาสัมพันธ์ ที่จะรายงานภารกิจ ความก้าวหน้าของหน่วยงานให้สาธารณชนทราบ การเขียนข่าวเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ และต้องมีเทคนิคในการสร้างความเข้าใจและความสนใจแก่ประชาชน ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการประชาสัมพันธ์ ยังขึ้นอยู่กับความถี่ของผลงานข่าว ที่นำเสนอในสื่อต่างๆ
แหล่งที่มาของข่าว ข่าวเกิดจากเหตุการณ์และกิจกรรมดังต่อไปนี้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
กิจกรรมที่วางแผนไว้
ความพยายามของผู้สื่อข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ เป็นข่าวเชิงบวกและสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความจริงที่เกิดจากกิจกรรมของหน่วยงาน
องค์ประกอบของข่าว
   การเขียนข่าวสารที่จะประชาสัมพันธ์ หรือสารที่จะสื่อออกไปยังสื่อมวลชน ควรมีสาระสำคัญหรือองค์ประกอบ ที่เรียกว่า “5 W 1 H ” ดังต่อไปนี้
ใคร (Who) ใครคือบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าว
ทำอะไร (What) เกิดอะไรขึ้น การกระทำหรือเหตุการณ์ใดที่สำคัญ
ที่ไหน (Where) การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นที่ไหน
เมื่อไร (When) การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นวัน เวลาใด
ทำไมและอย่างไร ( Why and How) ทำไมเหตุการณ์นั้นจึงเกิด และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ข้อมูลประกอบอื่นๆ เช่น ความเป็นมา
ขั้นตอนในการเขียนข่าว
การเขียนข่าว ผู้เขียนควรปฎิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
หาข้อมูล โดยการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล และสัมภาษณ์
วางแผนการเขียน ศึกษากลุ่มเป้าหมายและนโยบายของสื่อที่จะส่งเผยแพร่
ร่างเนื้อหา รูปแบบ ภาษา ทบทวน
ประเมินผล โดยการอ่านทบทวนด้วยตนเอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยอ่าน องค์ประกอบการเขียนข่าว การเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ ต้องบอกสิ่งสำคัญที่สุดก่อน แล้วจึงบอกสิ่งสำคัญรองลงมา
การเขียนข่าวมีองค์ประกอบสำคัญเรียงลำดับ ดังต่อไปนี้
1. พาดหัวข่าว (headline) เป็นการบอกประเด็นสำคัญของข่าว มักใช้ประโยคที่เป็นข้อความสั้นๆ เพื่อช่วยให้รู้ว่าเป็นข่าวอะไร และมีประเด็นใดน่าสนใจ วิธีการพาดหัวข่าวให้พิจารณาความสำคัญของข่าวนั้นๆ ว่าใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร และทำไมจึงทำเช่นนั้น ตัวอย่างการเขียนพาดหัวข่า
1.1 แบบ Who นำ เช่น “นายกรัฐมนตรีประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ ศอ.บต.” “แฝดสยามเพศหญิงเสียชีวิตแล้ว” “กกต.ยืนกรานห้ามจดใหม่ พรรคถูกยุบ”
1.2 แบบ What นำ เช่น “เกิดเพลิงไหม้ที่ย่านชุมชนกลางตลาด” ซึ่งส่วนใหญ่ความสำคัญของข่าวอยู่ที่ การกระทำและผลกระทบ
1.3 แบบ When นำ เช่น “31 พ.ค.ชี้ชะตายุบพรรค” ซึ่งข่าวนี้ความสำคัญอยู่ที่เงื่อนไขของเวลา
1.4 แบบ Where นำ เช่น “เชียงใหม่กลายเป็นเมืองในหมอกจากไฟป่า” ซึ่งคุณค่าของข่าวอยู่ที่สถานที่
1.5 แบบ Why นำ เช่น “เร่งหาสาเหตุหนุ่มคลั่งยิงกราด 3 ศพ กลางตลาดไท” ความสำคัญของข่าวอยู่ที่การตั้งข้อสังเกต เพื่อเพิ่มความอยากรู้ อยากเห็น
1.6 แบบ How นำ เช่น “อยากได้มือถือรุ่นใหม่ วัยรุ่นหาเงินด้วยการขายตัว” ความสำคัญของข่าวอยู่ที่ความเป็นเหตุเป็นผล
2. วรรคนำ เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง คือต้องตอบสนองความสนใจของผู้อ่านว่า Who What When Where Why เขียนด้วยประโยคสรุปเรื่องหรือสรุปประเด็นสำคัญและกระชับ เพื่อขยายพาดหัวข่าว มีความยาวประมาณ 3-6 ประโยค เช่น “สดศรียืนกรานพรรคถูกยุบจดชื่อเดิมไม่ได้ ทนายบอก แม้วพร้อมแก้ปัญหา หาก ทรท.ถูกยุบ ด้านประธาน คมช.ติวเข้มตำรวจ-ทหาร สั่งห้ามใช้อาวุธรับมือม๊อบ”
3. ส่วนเชื่อม เป็นตัวเชื่อมระหว่างวรรคนำกับเนื้อข่าว ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่ขยายประเด็นของเรื่อง จะมีหรือไม่มีก็ได้ มักใช้กับข่าวใหญ่ เช่น “ทั้งนี้เป็นการประชุมลับ ห้ามไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องประชุมศาลฎีกา”
4. เนื้อข่าว เป็นการบอกเรื่องที่เหลือจากที่บอกไว้แล้วในวรรคนำ เป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนหรือขยายความ หรือช่วยให้วรรคนำได้ใจความชัดเจนขึ้น เป็นเรื่องราวทั้งหมดของข่าวที่ตอบคำถาม 5 W และ 1 H มี 2-5 ย่อหน้าตามความเหมาะสม โดยย่อหน้าแรกๆ เป็นรายละเอียดตามวรรคนำ ย่อหน้าสอง อ้างคำพูดผู้ให้สัมภาษณ์ หรือผู้บริหาร เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ย่อหน้าสุดท้าย เสริมข้อมูลเฉพาะที่จำเป็น เช่น “รายงานข่าวแจ้งว่า……………….” นอกจากนี้ตัวอย่างการนำคำพูดมาใช้ในเนื้อข่าว เช่น “ผู้ก่อความไม่สงบกำลังสูญเสียมวลชน เขาหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดน” พันเอกอัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก กล่าว หรือ ประโยคอ้อม “พันเอกอัคร ทิพโรจน์ กล่าวว่าผู้ก่อความไม่สงบกำลังสูญเสียมวลชน และหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดน” หรือประโยคตรง พันเอกอัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า “ผู้ก่อความไม่สงบกำลังสูญเสียมวลชน เขาหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดน”
5. ทิ้งท้ายข่าว เป็นการสรุปประเด็นเพื่อดึงดูดความสนใจ ตอกย้ำจุดหมาย ส่วนใหญ่มี ความยาวประมาณ 4-6 ประโยค เช่น “เชิญร่วมกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ และร่วมกันทำความดีถวายในหลวงด้วยการงดสูบบุหรี่”
รูปแบบการเขียนข่าว
            โดยทั่วไปการเขียนข่าวจะมีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น ได้แก่ พาดหัวข่าวหรือโปรยหัวข่าว (headline) วรรคนำ เป็นการสรุปเรื่องราว (lead) เนื้อข่าว เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์และเรื่องราว (detail) นอกจากนี้รูปแบบการเขียนข่าวทั่วๆ ไป ไม่ว่าข่าวหนังสือพิมพ์ หรือข่าววิทยุโทรทัศน์ มี 3 รูปแบบ ได้แก่ ปีรามิดหัวกลับ ปีรามิดหัวตั้ง และสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงยืนแบบผสม ซึ่งใช้ในรูปแบบของข่าวที่แตกต่างกันดังนี้

แบบปิรามิดหัวกลับ (inverted pyramid) เป็นการนำเสนอข่าวโดยลำดับประเด็นสำคัญจากมากไปหาน้อย ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ในการอยากรู้อยากเห็นสิ่งสำคัญก่อน ส่วนรายละเอียดไว้ทีหลัง ประกอบด้วย ข่าวพาดหัว วรรคนำ ส่วนเชื่อม และส่วนของเนื้อเรื่อง เรียงตามลำดับความสำคัญ เป็นการเขียนข่าว โดยเริ่มด้วยความนำที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง และส่วนเชื่อมที่โยงความสัมพันธ์ระหว่างความนำกับเนื้อหา ที่มีความสำคัญรองลงมา ส่วนเนื้อหา จะเป็นส่วนประกอบที่ให้รายละเอียดของเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้ง หมด
 แบบปิระมิดหัวตั้ง (upright pyramid) จะเรียงลำดับข้อมูลที่มีความสำคัญน้อยไปหามากที่สุด (climax) เพื่อให้ผู้อ่านมีความอยากรู้ เริ่มจากประเด็นที่ไม่มีความสำคัญมากนัก แล้วค่อยๆ เพิ่มประเด็นที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงประเด็นสำคัญที่สุด มักจะใช้ในเรื่องที่มีเงื่อนงำ เชิงสืบสวน สอบสวน ปัจจุบันไม่นิยมใช้

 แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงยืนแบบผสม (combination) มักใช้เขียนข่าวที่ไม่ค่อยสำคัญ เป็นข่าวสั้นๆ เริ่มจากส่วนเชื่อม หรือจากเนื้อเรื่องข่าว หลังจากพาดหัวข่าวแล้ว ไม่มีความนำ ความสำคัญของข่าวเท่าเทียมกัน ตั้งแต่ต้นจนจบเนื้อเรื่องของข่าว มักจะเขียนแบบเสนอข้อเท็จจริง 



    



รูปแบบการเขียนข่าว มี 3 รูปแบบ คือ แบบปิรามิดหัวกลับ (inverted pyramid) แบบปิระมิดหัวตั้ง (upright pyramid)แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงยืนแบบผสม (combination) 
รูปแบบแรกส่วนใหญ่นิยมใช้เขียนเป็นสกู๊ปข่าว เรียงลำดับความสำคัญมากมาก่อน รูปแบบที่สองปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ ส่วนมากเป็นเรื่องราวการสืบสวนสอบสวน เล่นข่าวให้ดูน่าตื่นเต้น ต้องติดตาม  ส่วนรูปแบบที่สามเป็นข่าวสั้นๆ มีความสำคัญเท่าๆ กัน หรือเป็นการเล่าข่าวตามลำดับเหตุการณ์ค่ะ


เทคนิควิธีการเขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์


ขอบคุณวีดีโอจาก youtube:https://www.youtube.com/watch?v=R-3Ix-jeKRc
บรรณานุกรม : http://www.xn--b3ct2b9a1h.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/
บรรณานุกรม
นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ และคณะ. (2543).เหยี่ยวข่าวภาคประชาชน .เชียงใหม่: บีเอสการพิมพ์.
วีรนิจ ทรรทรานนท์. (2548). รู้ลึกเรื่องกล้องดิจิตอล รู้จริงเรื่องการถ่ายภาพ. กรุงเทพมหานคร: บริษัทซัคเซส มีเดีย จำกัด
 เวบไซต์กรมประชาสัมพันธ์ www/prd.go.th
วราภรณ์ ชวพงษ์ ประชาสัมพันธ์
เขียนโดย woraprot wangplub ที่ 00:23  
ส่งอีเมลข้อมูลนี้
BlogThis!
แชร์ไปที่ Twitter
แชร์ไปที่ Facebook
แชร์ใน Pinterest

ป้ายกำกับ: การเขียนข่าว, เทคนิคการเขียนข่าว
ตำแหน่ง: Bangkok, Thailand

Post has attachment
ข่าว คือ การรายงานเสนอเรื่องราว เพื่อสื่อความหมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้อเท็จจริง ความคิดและ สิ่งต่าง ๆ ที่มีความแปลกใหม่ เด่น เป็นความรู้และน่าสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างปัจจุบัน ทันเวลา ไปสู่ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง ให้ได้ทราบสิ่งนั้น ทั้งนี้คำจำกัดความของข่าวนั้น จะขึ้นอยู่กับว่า ผู้รับข่าว หรือผู้ส่งข่าวมองเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้น ๆ ในมุมใดก็จะเสนอความคิดเห็นออกมา ปัจจุบันได้มีการแบ่งประเภทข่าวตามลักษณะเนื้อหาของข่าวได้ 3 ประเภท คือ
ข่าวแบบตรงไปตรงมา (Straight News) เป็นการมุ่งรายงานข้อเท็จจริง ภาษาเขียนรายงาน เช่น ข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ข่าวที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ (Human Interest) เป็นการมุ่งรายงานเรื่องที่ตื่นเต้น แปลกใหม่ น่าสนใจ เช่น พบงู 2 หัว
ข่าวที่เสนอให้เห็นความเด่นชัดเจน (Feature News) เป็นการรายงานเพื่อให้เกิดความบันเทิงใจแก่ผู้อ่าน เช่น คอลัมน์สำนักข่าวหัวเขียวไทยรัฐ
สำหรับโครงการสร้างการเขียนข่าวทุกประเภท จะประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ
1. หัวข่าว (Headline) หลักในเขียนหัวข่าวต้องใช้คำสั้นมีความหมายสุด แต่ไม่ถึงกับใช้คำง่ายจนผู้อ่านไม่เข้าใจ หรือหากจะใช้คำย่อก็ต้องเป็นคำย่อที่รู้กันโดยทั่วไป และเขียนให้มีความหมายในทางบวก
2. ความนำ (Lead) คือ ประโยค หรือ สองประโยคแรกของข่าว ซึ่งมักใช้คำนำที่ประกอบด้วย 5 W 1 H (Who What Where When Why และ How) เช่น ใครทำอะไรกระทบกับใคร อะไรเกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน วันเวลาใด ทำไมจึงเกิดขึ้นและเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งความนำที่ดีจะต้อง
ถูกต้อง เที่ยงตรง ดึงดูดความสนใจ
ความนำทุกประเภทต้องมีความกระชับไม่ยุ่งเหยิง
สถานที่เกิดเหตุโดยทั่วไปหากไม่มีความสำคัญจริง ๆ ไม่ควรเขียนไว้ในความนำ และหากสำคัญสามารถเขียนไว้ในส่วนของเนื้อเรื่องได้
ตัวเลขที่เป็นอายุของผู้เกี่ยวข้องในข่าว ไม่มีความสำคัญที่จะต้องอยู่ในความนำ แต่หากมีความสำคัญควรเลือกใช้คำอื่นแทน เช่น ชายสูงอายุ หญิงชรา หรือ ทารก
การเขียนความนำข่าวที่ดี ควรเขียนถึงเหตุการณ์ว่า เกิดอะไรขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการเขียนความนำที่กล่าวถึงสถานที่ หรือสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่มีความสำคัญ ความจำเป็นเพียงพอที่จะดึงความสนใจของผู้ฟัง
3. เนื้อเรื่อง (Body) คือส่วนที่ถัดจากความนำ เป็นส่วนของการนำเข้าข้อมูลใหม่ และขยายส่วนที่กล่าวไว้ในความนำมาจัดลำดับเนื้อเรื่องข่าว ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
3.1 การจัดลำดับเนื้อเรื่องตามลำดับเวลา ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดสำหรับข่าวที่มี
ลำดับเหตุการณ์ โดยอธิบายทีละขั้นจากสาเหตุไปสู่ผลกระทบ ส่วนมากจะเป็นข่าวอาชญากรรมหรือข่าวอุบัติเหตุ
3.2 การจัดลำดับเนื้อเรื่องจากผลย้อนไปสู่เหตุ คือ การนำเสนอข่าวที่จะให้ผลที่เกิดจากเหตุ
เป็นลำดับแรกเสมอและเมื่อแสดงถึงผลที่เกิดแล้ว จึงกลับมาอธิบายสาเหตุและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
3.3 การจัดลำดับเนื้อเรื่องตามลำดับประเด็น มีแนวทางคล้ายคลึงกับการจัดลำดับเนื้อเรื่อง
จากผลย้อนไปสู่เหตุ แต่นิยมใช้กับข่าวที่มีการแสดงทัศนคติต่อประเด็นข่าวจำนวนมาก
4. ส่วนท้าย (End) เป็นส่วนของข้อความที่มีลักษณะการเขียนอย่างสั้น ๆ ในตอนท้ายของข่าวหรือเป็นการสรุปอย่างสั้น ๆ ปิดท้าย หรืออาจเป็นการนำเข้าสู่ข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ใช่เป็นการให้ข้อมูลหรือประเด็นใหม่แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มีในเนื้อข่าว หรืออาจเขียนถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของข่าวนั้น ซึ่งข้อพึงระวังในการเขียนข่าวส่วนท้าย คือ ข้อความของส่วนท้ายไม่ควรมีลักษณะที่เป็นการอธิบายครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือไม่สมบูรณ์
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการเขียนข่าวโดยย่อ ที่นำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน แต่ถ้าจะให้ดี ก็ต้องลองลงมือปฏิบัติจริง และฝึกเขียนบ่อย ๆ ก็จะชำนาญและเข้าใจถึงเทคนิคการเขียนให้น่าสนใจได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ที่มา : เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ www.okubon.com
ตัวอย่างการเขียนข่าว
1. หัวข่าว (Headline) จังหวัดอุบลจัดการประชุมเสริมสร้างความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรนานาชาติยิ่งใหญ่

2. ความนำ (Lead) วันที่ 29 สิงหาคม 2554 ที่ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล นายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้เป็นประธานในการจัดเปิด การประชุมเสริมสร้างความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรนานาชาติกับจังหวัดอุบลราชธานี (The International Conference to Promote Relations between Sister and Friendship Cities and Ubon Ratchathani) ซึ่งมีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2554

3. เนื้อเรื่อง (Body) การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการประสานความสัมพันธ์และการดำเนินการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านต่างๆ อาทิ การเสริมสร้างและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน การจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมประเพณี การแข่งขันกีฬา การแสดงสินค้าและจำหน่ายสินค้า การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางวิชาการ การเยี่ยมเยือน การให้ทุนการศึกษา การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และความร่วมมือด้านสาธารณสุขและการป้องกันโรคระบาดข้ามแดน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้กับองค์กรและบุคลากรของจังหวัดอุบลราชธานีในการจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) เมืองคู่มิตรนานาชาติที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีจำนวน 20 จังหวัด จาก 8 ประเทศ
4. ส่วนท้าย (End) สำหรับกิจกรรมภายในงาน ได้มีการจัดประชุมโต๊ะกลมระดับผู้นำเมืองและการประชุมแลกเปลี่ยนความร่วมมืออาทิ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข, การศึกษา, อุตสาหกรรมและการลงทุน, การท่องเที่ยว และอื่นๆ รวมทั้งการเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน
Wait while more posts are being loaded