Post has attachment

#การฝึกจิตให้มีสติอยู่เสมอ จนจิตเกิดความสงบเงียบมากๆ จะทำให้เกิดผู้รู้ขึ้นในจิต(ธรรมคุณข้อที่ ๖ คือ ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ วิญญูหิ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน) ผู้รู้จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยสอดส่องดูแลจิต(ธัมมวิจยะ) ไม่ให้หลงไปในจิตมาร ผู้รู้จะคอยพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ(สติปัฏฐานข้อที่ ๓) ผู้ปฏิบัติธรรมจนเกิดผู้รู้ ผู้รู้จะคอยทำหน้าที่วิตกวิจารประคองจิตไว้ไม่ให้เกิดอกุศลธรรมคือความฟุ้งซ่าน จะทำให้จิตเกิดความสงบเงียบได้นานต่อเนื่องขึ้นๆ จนเกิดความสงบเงียบแน่วแน่ได้ ผู้หวังธรรมคุณนี้ จะต้องฝึกจิตของตนอยู่เสมอเพื่อให้มีสติ ด้วยการพากเพียรชอบ ในการดำริชอบไว้ในใจของตนอยู่เสมอว่า “(เนกขัมมะสังกัปโป) ไม่ยินดียินร้าย...(อัพ๎ยาปาทะสังกัปโป) ไม่ว่าร้ายใคร...(อะวิหิงสาสังกัปโป) ไม่คิดร้ายใคร...” จะทำให้เกิดความรู้ตัว(คือสัมปชัญญะ) แล้วจะทำให้มีสติ สติจะทำให้จิตสงบจากกิเลสกามทั้งหลาย และสงบจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้าถึงจิตวิเวกคือความสงบเงียบ อันเป็นเหตุให้เกิดผู้รู้ขึ้นมาในจิตได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากลของจักรวาล ที่เป็นสากลของจักรวาลก็เพราะทุกศาสนาสามารถนำหลักแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ นี้ไปใช้ฝึกปฏิบัติได้โดยไม่ขัดต่อหลักความเชื่อของศาสนานั้นๆ เพราะในหลักของอริยมรรคสอนให้ฝึกจิตให้เป็นกุศลธรรม ทำให้มีสติในการพูดจาชอบ มีสติในการทำการงานชอบ มีสติในการเลี้ยงชีวิตชอบ สรุปก็คือประพฤติตนให้อยู่ในสุจริตธรรม มีสุจริตทางกาย สุจริตทางวาจา สุจริตทางใจ ที่ศาสนาไหนๆก็สอนให้ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว การฝึกจิตให้มีกุศลธรรม ก็ต้องฝึกจิตของตนให้คิดเห็นตามหลักในอริยมรรค เป็นบทเริ่มต้นคือความดำริชอบ เมื่อเราฝึกดำริชอบอยู่เสมอในชีวิตประจำวันว่า “(เนกขัมมะสังกัปโป) ไม่ยินดียินร้าย...(อัพ๎ยาปาทะสังกัปโป) ไม่ว่าร้ายใคร...(อะวิหิงสาสังกัปโป) ไม่คิดร้ายใคร...” ก็จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์จากภายนอกทำให้จิตเกิดความสงบนิ่ง การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ก็เกิดขึ้น สติทำให้เราไม่หลงในอารมณ์ของกิเลสคือความอยาก จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็จะรู้พิจารณาด้วยปัญญาเสียก่อน จึงจะทำ จะพูด จะคิด ด้วยความสุจริตธรรมมีความจริงใจต่อกัน เพราะจิตของผู้มีสติ จะเป็นกุศลธรรมอันเป็นบุญมีเมตตา ไม่คิดพยาบาทใคร ไม่คิดเบียดเบียนใคร สันติสุขในโลกจะเกิดขึ้น ถ้าทุกคนได้ฝึกจิตของตนตามในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

คติธรรมในวันพระนี้

จิตของคนเราเศร้าหมองก็เพราะกิเลสกาม หรืออกุศลธรรมอันเป็นบาป ที่เกิดจากความรู้สึกยินดียินร้าย ในการรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เรียกว่ากามคุณ ๕ หรือวัตถุแห่งกาม คนเราต้องอยู่กับการรับรู้ในกามคุณทั้ง ๕ หรือวัตถุแห่งกาม ตลอดเวลาจึงยากที่จะละความรู้สึกยินดียินร้ายได้ทัน การเจริญสติไว้เสมอจะช่วยให้เรามีสติ สกัดกั้นจิตไม่ให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายได้ทันที การฝึกจิตให้มีสติ จึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะการอยู่อย่างไม่มีสติ จะทำให้จิตมีแต่ความเศร้าหมองคิดมากเป็นอกุศลวิตก เกิดความวุ่นวายใจกังวนใจเครียดฟุ้งซ่าน มีความวิตกวิจารไปในทางไม่ดีเป็นมโนทุจริต เป็นไฟเผาดลจิตใจให้ร้อนอยู่เสมอ หาความสงบสุขไม่ได้มีแต่ความทุกข์ใจตลอดเวลา การมีสติจะช่วยได้ ถ้าเราหมั่นมีธรรมะภาวนาไว้เสมอเป็นกุศลวิตกอยู่ในใจตลอดเวลา ว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” จะทำให้มีสติ สกัดกั้นจิตไม่ให้หลงไปยินดียินร้ายได้ทันที การมีสติอยู่เสมอ จะทำให้จิตของเราเป็นกุศลธรรมอันเป็นบุญ มีความสงบนิ่งและเย็นเกิดขึ้น ยิ่งมีสติมาก ยิ่งทำให้จิตของเราเกิดวิเวกความเงียบสงบ เกิดปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวก ทำให้เป็นผู้มีสุขในชาตินี้ สุขในชาติหน้าด้วย ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

Post has attachment
..ขออนุญาติด่วนๆค่ะ........
ตอนนี้รับออเดอร์ลูกค้าไม่ทันค่า
ต้องการรับผู้ช่วยในการรับออเดอร์
รายได้ 15,000-20,000 บาท/เดือน ค่ะ
รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่ทำนะค่ะ
รับงานไปทำที่บ้านได้เลยค่ะ 
รับบุคคลอายุตั้งแต่ 20 ขึ้นไปค่ะ
มีเวลาสำหรับเที่ยวต่างประเทศกับเราปีละ 4 ครั้ง ในประเทศ ปีละ 6-8 ครั้ง 
=======================================
สนใจฝากชื่อและเบอร์โทรไว้ใต้โพสได้เลยหรือ
Tel : 086-901-5384 ดิว
Line : dew14265
หมายเหตุ : เล่นไลน์ เล่นเฟสบุคเป็นก็ทำงานได้แล้วค่ะ สอนงานให้ฟรีค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่าย 
กรุงเทพฯ สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงใหม่ ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียงจังหวัดดังกล่าวจะพิจารณาเป็นพิเศษค่ะ
....ใครที่เคยกรอกข้อมูลเข้ามาแล้วห้ามกรอกเข้ามาอีกนะค่ะ....
Photo

สิ่งที่แน่นอนคือความไม่แน่นอน หรือความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงจึงทำให้คนมีความทุกข์ ทุกข์เพราะเครียดเพราะกังวลกับชีวิต ชีวิตจึงเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่เราอาจจะตกลงมาเมื่อไรก็ได้ ความเป็นอยู่ที่ดี สถานะและการเงินที่ดี อาจเปลี่ยนแปรงไปมาได้อยู่เสมอ สภาวะในปัจจุบันนี้พอมองเห็นได้ถึงสิ่งที่ไม่แน่นอนได้ชัดแจน การรักษาจิตใจของตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การมีธรรมะภาวนาไว้เสมอเป็นกุศลวิตกอยู่ในใจ ว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” จะช่วยให้คนเรามีสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ไม่ยินดียินร้ายในกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือสื่อรับรู้ทั้งหลาย การมีธรรมะภาวนาไว้เสมอจะช่วยให้ใจของเรามีอินทรีย์สังวรระวังไม่หลงไปยินดียินร้ายได้ การมีสติอยู่เสมอ จะช่วยทำให้คนเราไม่เครียดไม่กังวลไม่ทุกข์ใจ เพราะการมีสติ จะช่วยให้จิตเกิดความสงบนิ่งและเย็นเพราะกุศลธรรม จึงทำให้อยู่เย็นเป็นสุขในโลกปัจจุบันนี้ได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ความพยาบาทคือความมุ่งร้ายเป็นอกุศลธรรมอันเป็นบาป ความพยาบาทเกิดจากความยินร้าย ความไม่พอใจ ความไม่ชอบใจ ความพยาบาทจึงทำให้คนคิดติเตียนว่าร้ายใครๆในใจอยู่เสมอ เพราะมีความโกรธสุมเป็นไฟลุกอยู่ในใจ ใครก็ตามที่เราพยาบาทมาอยู่ใกล้ๆ จะทำให้เรามีจิตใจที่เร่าร้อนเพราะไฟแห่งความโกรธ คนที่มีจิตพยาบาทมากๆจะอยู่ไม่เป็นสุข เกิดความฟุ้งซ่านเป็นความทุกข์ใจ ทุกวันนี้มีคนที่ไม่รู้ตัวเองหลงสร้างความพยาบาทไว้ในใจมากมาย จากการเสพสื่อที่มีการปลุกปั่นให้คนเกลียดชังกันจ้องทำร้ายทำรายกัน จึงเกิดวิหิงสาความเบียดเบียนคิดร้ายกัน การหลงอยู่ในโลกแห่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปและความพยาบาทและเบียดเบียนกัน เป็นสิ่งที่ให้โทษกับตนเองและผู้อื่นด้วย

การอยู่ในโลกอย่างทุกวันนี้จึงต้องอยู่อย่างมีสติ จึงจะไม่เกิดความฟุ้งซ่านความทุกข์ใจ จากความพยาบาทและความเบียดเบียนกันคือวิหิงสา พระพุทธองค์จึงให้คิดแก้คิดคือความดำริชอบหรือกุศลวิตกไว้เสมอในใจของตนไว้ว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” จะทำให้มีสติ กำจัดอกุศลธรรมความพยาบาทและวิหิงสาออกไปเสียได้ การมีสติจะทำให้จิตของเราเป็นกุศลธรรมอันเป็นบุญมีความสงบนิ่งและเย็น บุญคือความสบายใจ ทำให้จิตใจของเราไม่เร่าร้อนเพราะดับไฟแห่งความโกรธลงได้ ผู้มีสติอยู่เสมอในกุศลธรรม จึงอยู่เย็นเป็นสุขในโลกนี้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ในอริยสัจ ๔ มีทุกข์เป็นผล มีสมุทัยคือใจเป็นเหตุ มีนิโรธคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นผล มีอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ คือข้อปฏิบัติที่เป็นหนทางอันประเสริฐเป็นเหตุ
ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอันใดจะถูกเก็บเอาไว้ในความทรงจำในจิตใต้สำนึก เป็นสัญญาขันธ์คือความจำได้หมายรู้ ความทรงจำเหล่านี้จะถูกกิเลสมารทำให้เกิดการนึกคิดปรุงแต่งเป็นสังขารมารในใจทำให้ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทางใจอยู่เสมอ จึงเรียกว่าสมุทัยคือใจเป็นเหตุ ถ้าเราได้ฝึกภาวนาจนมีสติ มีความสงบนิ่งได้บ้างแล้ว ก็จะเห็นจิตของตนที่มีอาการต่างๆเกิดขึ้น เราก็จะกำหนดรู้ทุกข์นั้นได้ เมื่อเรากำหนดรู้ทุกข์ที่เกิดจากความนึกคิดปรุงแต่งในเรื่องราวต่างๆได้แล้ว ก็ให้คิดพิจารณาที่จะเอาออกคือให้ลบเรื่องราวที่ใจนึกคิดนั้นเสีย เมื่อเราสามารถตามดูจิต และตามกำหนดรู้ และตามลบได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจได้แล้วอยู่เสมอ จิตของเราก็จะค่อยๆสงบลงเป็นนิโรธคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น การจะมีสติทำให้จิตสงบลงได้ ก็จะต้องมีความเพียรชอบในการดำริชอบ คือการคิดถึงธรรมะที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเอาไว้อยู่เสมอในใจของตนเป็นโอปะนะยิโก คือการน้อมธรรมะเข้ามาใส่ในใจของตนว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” การมีธรรมะภาวนาไว้อยู่เสมอ ก็จะทำให้เรามีสติ มีจิตที่สงบจากกิเลสกาม สงบจากความพยาบาทคิดว่าร้ายใครๆ สงบจากวิหิงสาความเบียดเบียนคิดร้ายใครๆ การมีสติอยู่เสมอ จะทำให้จิตของเราเข้าถึงธรรมอันว่างอย่างยิ่ง คือว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตนเราเขา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่สติเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา ความวางเฉยแล้วแลดูอยู่ เป็นนิโรธ การประพฤติปฏิบัติตามในหลักแห่งอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ ได้ถูกต้องจึงทำให้เราเข้าใจในอริยสัจ ๔ ได้ เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ ดังนี้

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยความอาลัย, และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง, สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว, สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา,”
ตามธรรมดาของคนที่ไม่เคยฝึกจิตของตนให้มีสติ ย่อมไม่อาจตามรู้ตามเห็นจิตของตนได้ว่าจิตของตนมักหลงไปในความนึกคิดในสิ่งที่ล่วงไปแล้วอยู่เป็นประจำ เมื่อเราฝึกจิตของตนให้มีสติอยู่เสมอว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” ทำให้เรามีสติ จะทำให้เราเห็นจิตใจตัวเองได้ เพราะการมีสติแต่ละครั้งก็คือการมีสมาธิเป็นขณะๆที่เรียกว่าขณิกสมาธิ 
การมีสติจึงทำให้เราตามรู้ตามเห็นจิตใจของเราได้ ว่าเรามักหลงไปในเรื่องของการนึกคิดอยู่เสมอ การนึกคิดในสิ่งที่ล่วงไปแล้วมักทำให้เราเกิดความทุกข์ทางใจ การพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ทางใจ การนึกคิดถึงสิ่งเป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว และสิ่งที่เป็นอนาคตที่ยังไม่มาก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ทางใจ 
ความทุกข์ทางใจจึงต้องแก้ที่ใจของเราให้มีสติ เมื่อเห็นจิตของเราหลงไปในการนึกคิดเรื่องอะไรๆ ก็ให้กำหนดรู้แล้วคิดพิจารณาในใจว่าลบเรื่องที่นึกคิดนี้ออกไปเสียๆ การคิดพิจารณาได้เช่นนี้อยู่เสมอๆ ก็จะทำให้จิตของเราค่อยๆสงบลงทุกข์ที่ใจก็จะดับไป สัญญาขันธ์คือความจำได้หมายรู้ในจิตใต้สำนึกของเรามีอยู่มากมายที่เป็นเรื่องทุกข์ทางใจ การหลงนึกคิดเรื่องในใจจึงทำให้เกิดความทุกข์ใจอยู่เสมอ จึงควรเจริญสติไว้ให้มากๆเป็นปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม จะได้ไม่ทุกข์ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

สุขแท้คือความสุขที่เกิดจากใจที่สงบจากกิเลสกาม กิเลสกามทำให้ใจของคนเร่าร้อนไปด้วยไฟ คือไฟแห่งราคะความกำหนัด ไฟแห่งความโลภ ไฟแห่งความโกรธ ไฟแห่งความหลง พระพุทธองค์จึงได้ทรงสอนให้ชาวพุทธ ฝึกจิตของตนเพื่อทำลายกิเลสกามออกไปเสีย จิตที่เกิดกิเลสเป็นอกุศลธรรมอันเป็นบาป จะมีแต่ความเศร้าหมองหาความสงบสุขไม่ได้ เราจึงควรฝึกจิตตนเองไว้เสมอไม่ให้เผลอสติ การเจริญสติจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของชาวพุทธ เพราะชาวพุทธต้องอยู่ในโลกแห่งการรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายอยู่ตลอดเวลา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นวัตถุแห่งกาม ที่ชวนให้รัก ชักให้เกิดความใคร่ พาใจให้ไหลหลง ความรู้สึกยินดียินร้าย ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จึงทำให้เราเกิดกิเลสกามอยู่ตลอดเวลา จึงควรฝึกจิตของตนให้มีสติอยู่เสมอ ด้วยการมีความเพียรอยู่ในใจที่ท่องธรรมะภาวนาไว้เสมอในใจของตนว่า “ไม่ยินดียินร้าย...ไม่ว่าร้ายใคร...ไม่คิดร้ายใคร...” การท่องธรรมะภาวนาไว้เสมอจะทำให้เรามีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้าย ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆออกไปเสียได้ เมื่อมีสติอยู่เสมอ จิตของเราก็จะสะอาดปราศจากกิเลสกาม เป็นกุศลธรรมอันเป็นบุญ มีความสงบนิ่งและเย็นเป็นความสุขแท้ ที่เรียกว่าเนกขัมมะสุข เป็นสุขที่ไม่มีความวุ่นวายในเรื่องใดๆในโลกนี้อีกต่อไป ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
Wait while more posts are being loaded