Profile cover photo
Profile photo
Ampolfood Apf
28 followers
28 followers
About
Posts

Post has attachment
ใครกำลังคุมน้ำหนักอยู่ ต้องเมนูนี้เลย อร่อยไม่ต้องกลัวอ้วนด้วยค่ะ :)
ดูวิธีทำได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=FcqVy8ArXUw
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ >> www.goodlifeforyou.com
Photo

Post has attachment
ใครชอบทานปลาแซลมอน ห้ามพลาดเมนูปลาแซลมอนราดพริก เลยนะคะ ^_^
ดูวิธีทำได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=-ANjuGfF24Y
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ >> www.goodlifeforyou.com
Photo

Post has attachment
วันนี้น้องเฮลตี้มีเมนูสำหรับคนรักสุขภาพมาฝากกันค่ะ กับเมนูไข่เจียวสมุนไพร อร่อยแถมยังดีต่อสุขภาพด้วย ^_^
ดูวิธีทำได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=JH76NsSKwIU
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ >> www.goodlifeforyou.com
Photo

Post has attachment
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "คลองลัดโพธิ์" ที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มาดูกันครับ :)

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "คลองลัดโพธิ์"
คลองลัดโพธิ์ เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีกระแสร์พระราชดำรัสถึง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ และทรงเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล ๑ ภูมิพล ๒ ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓

คลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อคลองเดิม บริเวณเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร (ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) เดิมที่มีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยยึดหลักการ "เบี่ยงน้ำ" (Diversion) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก ๓ หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

มีหลักการคือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบพื้นที่บริเวณบางกระเจ้านั้นมีความยาวถึง ๑๘กิโลเมตร นั้นทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขินมีความยาวราว ๖๐๐ เมตร ให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทางสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลทันทีในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน และปิดคลองลัดโพธิ์เมื่อน้ำทะเลหนุน เพื่อหน่วงน้ำทะเลไม่ให้ขึ้นลัดเลาะไปตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดโค้งถึง ๑๘ กิโลเมตรก่อนซึ่งใช้เวลามากจนถึงเวลาน้ำลง ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปท่วมตัวเมืองได้

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กล่าวถึงโครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ว่า " โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่กรมชลฯสนองพระราชดำริในองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชทานพระราชดำริ ให้ปรับปรุง คลองลัดโพธิ์ บริเวณคุ้งน้ำช่วงที่ไหลผ่านเขตพื้นที่ ต.บางกระเจ้า จากเดิมที่มีสภาพตื้นเขินมีความกว้างเพียง ๑๐-๑๕ ม.ให้สามารถรับปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นทางลัดของน้ำไหลลงสู่ทะเลได้สะดวก รวดเร็ว ขึ้น โดยช่วยลดระยะทางการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยาจาก ๑๘ กม.ให้เหลือเพียง ๖๐๐ ม. รวมทั้ง ลดเวลาการเดินทางของน้ำจาก ๕ ชม.ให้เหลือเพียง ๑๐ นาที เท่านั้น ทำให้ช่วยลดผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งใน กทม.และ ปริมณฑล จากสภาวะน้ำเหนือไหลหลากในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการฯนี้สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้เฉลี่ยวันละประมาณ ๔๐ ล้าน ลบ.ม.ซึ่งผลการดำเนินการระบายน้ำ ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.-๑๕ พ.ย.๒๕๓๓ สามารถระบายน้ำได้โดยรวมประมาณ ๒,๔๗๐ ล้าน ลบ.ม.ถือว่าเป็นปริมาณน้ำที่มากในระดับหนึ่งที่ระบายลงสู่อ่าวไทยได้

โครงการฯนี้ ยังมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ โดยกรมชลฯร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ ทำการศึกษา วิจัย และ นำไปขยายผล เพื่อพัฒนา ผลิตกังหันพลังน้ำ ติดตั้งในประตูระบายน้ำต่างๆทั่วประเทศ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ทั้งยังช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนประหยัดพลังงานอื่นให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาลด้วย โดย ม.เกษตรศาสตร์ ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และ ชุดสำเร็จเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ ในพระปรมาภิไธยคาดว่าจะประกาศได้ในเร็ววันนี้ และจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป "

นอกจากนี้ ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังมีศักยภาพในด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ซึ่งกรมชลประทาน ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาและวิจัย โดยการประดิษฐ์กังหันไฟฟ้าพลังน้ำไหลต้นแบบขึ้นมา ๒ แบบ คือ แบบหมุนตามแนวแกน (Axial Flow) และแบบหมุนขวางการไหล (Cross Flow) โดยใช้ใบพัดต้นแบบที่วิเคราะห์และผลิตขึ้นแบบหมุนตามแนวแกนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ เมตร และใบพัดแบบหมุนขวางการไหลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ เมตร ยาว ๒.๕๐ เมตร ที่ความเร็วน้ำออกแบบ ๒ เมตรต่อวินาที จะทำให้ได้กำลังไฟฟ้าสูงสุด ๕ กิโลวัตต์ โดยได้ดำเนินการประกอบและติดตั้งกังหันทั้ง ๒ แบบกับโครงเหล็กที่ปรับขึ้นลงได้บริเวณท้ายประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เพื่อทำการทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าผลปรากฏว่า ได้กำลังไฟฟ้าสูงสุดถึง ๕.๗๔ กิโลวัตต์ สูงกว่าที่ได้วิเคราะห์และคำนวณออกแบบไว้ ตัวอาคารประตูระบายน้ำเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีช่องประตูระบายน้ำที่ติดตั้งบานระบายน้ำ ๔ ช่อง กว้างช่องละ ๑๔ เมตร โดยฤดูแล้งจะปิดบานระบายน้ำตลอดฤดู ส่วนฤดูน้ำหลากปิดบานประตูเมื่อน้ำทะเลกำลังขึ้น และเปิดบานประตูในช่วงที่น้ำทะเลกำลังลง เริ่มก่อสร้างเมื่อ ๑๓ พ.ย. ๒๕๔๕ เสร็จ มิ.ย. ๒๕๔๙ งบประมาณ ๕๐๙ ล้านบาท ซึ่งนอกจากเป็นประตูระบายน้ำแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองลัดโพธิ์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยออกแบบเป็นกังหันพลังน้ำอาศัยพลังงานจลน์จากความเร็วของกระแสน้ำ ติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งได้กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ ๕.๗๔ กิโลวัตต์ต่อวัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคราวน้ำท่วมปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อ 4 ธันวาคม ๒๕๔๙ ถึงการบริหารจัดการน้ำของคลองลัดโพธิ์ว่า "สมเด็จพระบรมฯ กับสมเด็จพระเทพฯ ไป มันต้องมีเรื่องเวลาให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง" “ที่พระประแดง ที่มีอุปกรณ์ที่เวลาน้ำขึ้น กักเอาไว้ แล้วเวลาน้ำลง ปล่อยให้ลง คือ ที่คลอง คนแก่จำไม่ได้แล้ว และได้ทำโครงการที่จะปล่อยน้ำไปได้ เวลาน้ำลง แล้วก็เวลาน้ำขึ้นก็ปิดเอาไว้ ดังนั้น คลอง ๖๐๐ เมตร ถ้าเปิด มันก็ทะลักเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าปิด น้ำจะอ้อมไป นี่วิธีที่จะบริหารน้ำให้ดี ก็คือ วิธีการให้ทราบว่าเวลาไหนน้ำกำลังขึ้น ปล่อยให้ออกไป พอไปทางคลองเตย กว่าจะถึงตรงปลาย น้ำก็ลง พอน้ำขึ้นเป็นเวลา แล้วเวลาลงเป็นเวลา แต่ว่าเวลาน้ำขึ้น เขียนเอาไว้ว่าขึ้นเวลานั้นๆ สูง ๒ เมตร ๒ เมตรกว่า เวลาน้ำลง น้ำก็จะลง ลงไป ทำให้เป็นจังหวะ ถ้าไม่ได้จังหวะ เปิดประตูน้ำเวลาน้ำขึ้น มันก็ทะลักเข้ามา ก็เข้ามาอาจจะท่วมได้ น้ำอาจจะขึ้นไปสูงกว่า ๒ เมตร น้ำมันขึ้น ๒ เมตร ๒๐ - ๒ เมตร ๓๐

แต่ว่าถ้าเราปิดในเวลานั้น น้ำก็ไม่ทะลักมาในถนนในกรุงเทพฯ เวลาน้ำลงก็ปล่อย หมายความว่า ต้องให้ตรง มันเป็นเวลา ถ้าทำเป็นเวลาแล้วน้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้กรุงเทพฯ ก็ต้องท่วม แต่ว่าถ้าไม่ทำให้ถูกต้อง ถูกเวลา ถ้าฝนตกด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะฝนตก แต่ว่ามีฝนตกน้ำท่วม ถ้าน้ำท่วมรถแล่นไปก็จมน้ำ ฉะนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ไม่ได้ทำ แต่ตอนนี้เขาต้องทำ บอกเขา เขาทำให้ ปล่อยน้ำเวลาน้ำมันลง น้ำขึ้นก็กักเอาไว้ มีทุกอย่าง มีแห่งเดียวที่มีอุปกรณ์ ที่อื่นก็ควรจะทำ รอมาหลายปีแล้ว ควรจะทำได้ แต่ต้องลงทุนไม่ใช่น้อย ข้อสำคัญต้องลงแรง ตามคลองชายทะเลก็เคยมี เมื่อ ๙ ปี เมื่อปี ๓๘ ส่งองครักษ์ไปดู ไปดูส่วนมากเป็นตอนกลางคืน เห็นคนนอนหลับสบายที่ชายทะเล ปกติไปทางใต้เพราะว่า จะเปิดไหม เพราะว่าเขาไม่ได้บอกให้เปิดก็ไม่ปิด ปิดหรือเปล่า เขาไม่ได้บอกให้ปิด น้ำทะลักเข้ามาก็ท่วมในคลอง คลองก็มาท่วม จากชายทะเลแต่ถ้าทำถูกจังหวะน้ำไม่เกิด

ตอนที่ทำทางฝ่ายรัฐบาลก็จะไม่รู้เรื่องว่าจะเป็นอย่างไร คนที่ชายทะเล ที่นอนสบายเขาบอก คุณมาจากไหน รู้ได้อย่างไร น้ำขึ้นจริงๆ นะ เขานึกว่า ทำไมมาบอก รู้ว่าขึ้นทำไมไม่ปิด รู้ว่าลงไม่เปิด แล้วเขาถาม เป็นนายพล นายพลมาจากไหน มาจากในวัง ก็เลยเข้าใจว่ารู้เรื่อง ทำไมรู้เรื่อง เขาก็เชื่อ แต่ว่านายไม่เชื่อ นายผู้ใหญ่ต่างๆ เขาไม่ได้สั่งว่าเวลานั้นเวลานั้นต้องเปิดต้องปิด ที่ต้องเปิดต้องปิดเวลานี้ เพราะว่าน้ำไม่คอยใคร น้ำขึ้นน้ำลง ท่านเป็นทหารเรือก็รู้เรื่องว่าน้ำขึ้นลงเวลาไหน ต้องรู้ น้ำขึ้น น้ำลง แล้วช่วยป้องกันไม่ให้น้ำท่วม ตัวเขานอนสบายแต่ว่าคนที่อยู่ข้างในทุกข์

ฉะนั้น เดี๋ยวนี้ยังมีเวลาที่จะแก้ไข ไม่อย่างนั้นถึงปีใหม่น้ำก็ท่วมอีก ก็เลยบอกว่าท่านที่มีหน้าที่ไปดู เราต้องไป เขาไม่เห็นแต่อย่างไรก็น่าจะไป ๒ วัน ๓ วันนี้ ก็จะไปดู เพราะว่ายังจำเป็นที่จะดู แต่ว่าเห็นเป็นอย่างนี้ อาจจะไปไม่ได้ ปวดหลัง ก็เลยไม่ได้ไป แต่ที่สมเด็จพระบรมฯ กับสมเด็จพระเทพฯ ไป มันต้องมีเรื่องเวลาให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง ทางกรมชลประทาน บอกว่า ปลายปีก็หมดแล้ว ปลายปีนี้ยังมีอีกเดือน แล้วฝนก็ยังไม่หมด ต้องทำให้ถูกต้อง เพราะเชื่อว่า มันจะไม่ช้าเกินไป จวนจะหมดฤดูกาลแล้ว แต่ว่ามาพูดเพราะว่าที่ผ่านมาพูดไม่มีใครได้ยิน เสียงมันแหบ วันนี้เสียงนับว่าดี ได้แจ้งให้ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรสำหรับในน้ำท่วม"
พระราชดำรัสของของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๙

ที่มา : http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=19365
Photo

Post has attachment
วันนี้มาดู ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ที่ได้ชื่่อว่า "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" กันครับ :)
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ให้พิจารณาจัดตั้งขึ้นบริเวณป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ขอบเขตพื้นที่โครงการประมาณ ๘,๕๐๐ ไร่ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสมและเผยแพร่ให้ราษฎรนำไปปฎิบัติต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งศูนย์ศึกษากาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะทำการศึกษาการพัฒนาป่าไม้พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์เป็นหลักต้นทางปลายทางเป็นการศึกษาการประมงตามอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรอย่างแท้จริง ผสมกับการศึกษาด้านการเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์และโคนมและด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ฯ แล้วนำไปใช้ปฎิบัติอย่างได้ผลต่อไป ดังมีพระราชดำริว่าให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" หรืออีกนัยหนึ่งเป็น "สรุปผลของการพัฒนา" ที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฎิบัติได้
ที่มา เรารักพระเจ้าอยู่หัว.com
Photo

Post has attachment
วันนี้มาดูโครงการห้วยองคต กันครับ :)

โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บนเนื้อที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม จำนวน ๒๐,๖๒๕ ไร่ ตำบลสมเด็จเจริญ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และการทำมาหากินของราษฎรควบคู่ไปกับ การพัฒนาและฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยทรงเน้น การบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้ราษฎรได้อยู่อาศัยและทำมาหากินร่วมกับการคงอยู่ ของธรรมชาติอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ โดยมีมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นผู้สนับสนุน โครงการ รวมทั้งส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมป่าไม้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ฯลฯ จะใช้พื้นที่ป่าสงวนซึ่งถูกบุกรุกทำลายจนมีสภาพเสื่อมโทรม มาดำเนินการจัดสรรให้แก่ราษฎรผู้ยากจนเข้าไปประกอบอาชีพ ซึ่งได้จัดเป็นแปลงที่ดินให้ก่อสร้างที่อยู่อาศัยครอบครัวละ ๑ ไร่ ที่ดินทำการเกษตร ครอบครัวละ ๘ ไร่

ที่มา rdpbproject.com
Photo

Post has attachment
วันนี้มาดูประวัติ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กันครับ ^_^

เมื่อวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคแรกอย่างทั่วถึงจึงเป็นที่ปลาบปลื้มปิติยินดีของมวลพสกนิกรทั้งหลายยิ่งนัก ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ทำให้พระองค์ทรงประสบปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร ภาคอิสานว่าแร้นแค้นยิ่งนัก อีกทั้งการคมนาคมหลายแห่งทุรกันดารยิ่งและถือได้ว่าการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นทำให้ทรงได้รับรู้ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นที่สำคัญด้านการพัฒนา และเป็นรากฐานสู่การพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จุดกำเนิดศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมากพระราชดำริ

จารึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นเหตุปัญหาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพะราชดำริ จากเอกสารข้อมูลส่วนพระองค์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานแก่สำนักงาน กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) มีความตอนหนึ่งว่า

"...ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เดิมเป็นป่าโปร่ง คนไปตัดไม้สำหรับ

เป็นฟืนและใช้พื้นที่สำหรับทำการการเกษตรกรรม ป่าไม้ที่อยู่เหนือพื้นที่ถูกทำลายไปมาก จึงไม่มีน้ำในหน้าแล้ง

น้ำไหลแรงในหน้าฝน ทำให้มีการชะล้าง (Erosion) หน้าดิน (Top Soil) บางลง และเกลือที่อยู่ข้างใต้

จะขึ้นเป็นหย่อมๆ..."

พร้อมกันนี้ ได้พระราชทานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของดินบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ว่า

"...เป็นดินทราย ดินเค็ม ขาดน้ำ..."

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ องคมนตรี และนายสุนทร เรืองเล็กอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายเล็ก จินดาสงวน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรมราชองครักษ์ สวนจิตรลดาได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นครั้งแรก
โดยทรงให้พิจารณาวางโครงการจัดหา น้ำสนับสนุนโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานตามพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดลอง งานพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ อันได้แก่ การพัฒนาป่าไม้ การเกษตรต่างๆ ตามความเหมาะสม รวมทั้งการดำเนินงานด้านเกษตรอุตสาหกรรม สำหรับเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองได้ ต่อไป

และได้พระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ ที่พิกัด 48 QUD 961-909 แผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 ระวาง 5843 III เพื่อจัดหาน้ำสนับสนุนศูนย์ฯ พื้นที่โครงการประมาณ 1,800 ไร่ ให้สามารถ ส่งน้ำใช้ทำการศึกษาและทดลองได้ตลอดทั้งปี

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไดเสด็จทอดพระเนตรตรวจสภาพพื้นที่บริเวณ บ้านนานกเค้า และเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปถึงพื้นที่บริเวณที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชดำริ

ให้พิจารณานำน้ำจากอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่มาสนับสนุนพื้นที่ เกษตรกรบริเวณบ้านนานกเค้า และทรงคัดเลือกพื้นที่จัดตั้งศูนย์ ณ บริเวณบ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นพื้นที่ ตัวแทนของภูมิภาคทั้งหมด ด้วยพื้นที่นี้มีลักษณะสภาพธรรมชาติแวดล้อม และวงจรชีวภาพที่คล้ายคลึงกับภูมิภาคโดยทั่วไป ของภาคอิสาน

ดังนั้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นแบบจำลองของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นพื้นที่ ส่วนย่อ ที่สอดค้องกับการแก้ปัญหา และศึกษาวิธีการพัฒนาของภูมิภาคนี้ได้อย่างเหมาะสม

ในปี พ.ศ. 2527 ได้ดำเนินการก่อตั้งที่ทำการของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ หมู่บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่เส้นรุ้งที่ 17.04 องศา ถึง 17.07 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 104.00 องศา ถึง 104.04 องศา ตะวันออกบ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000
โทร. 0-4274-7458-9 โทรสาร. 0-4274-7460 ถนนสาย สกลนคร - กาฬสินธุ์ ประกอบด้วยพื้นที่ 11,300 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

1. พื้นที่สาธิตเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม จำนวน 2,300 ไร่

2.พื้นที่พัฒนาป่าไม้ จำนวน 1,1000 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ ฯ 22 หมู่บ้าน จำนวน 11,000 ไร่

ที่มา royal.rid.go.th
Photo

Post has attachment
วันนี้มาดูโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน กันครับ :)

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินมาเปิดศาลพระบวรราชานุสาวรีย์ ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ณ ที่นั้น ราษฎร ๗ ราย ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน บริเวณหมู่ ๒ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน ๒๖๔ ไร่ เพื่อต้องการให้สร้างพระตำหนัก ด้วยเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปที่ไหนก็พยายามที่จะพัฒนาทำให้ที่ดินเจริญขึ้น เนื่องจากผืนดินเสื่อมโทรมไม่สามารถทำการเกษตรได้ ดังพระราชดำรัส

การดำเนินงานของศูนย์ฯ เขาหินซ้อนฯ ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมการศึกษา ทดลอง วิจัย และการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ดินทรายจัดเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งมีรูปแบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว โดยให้บริการแก่ประชาชนและเกษตรกรที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ ณ ที่แห่งเดียวในทุกสาขาวิชาชีพ เสมือน ”พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จในด้านการเกษตรกรรม และการพัฒนาอาชีพ เพื่อเป็นต้นแบบ และแนวทางให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติในพื้นที่ต่อไป โดยเฉพาะหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน ๑๕ หมู่บ้าน เนื้อที่ ๑๑๓,๒๑๔ ไร่

ที่มา rdpb.go.th
Photo

Post has attachment
ใครอยากมาชมดอกกุหลาบสวยๆ มาที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ได้เลยครับ ^_^
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2521 โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติเพื่อดำเนินการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพที่เหมาะสม ที่อย่างน้อยทำให้มีรายได้พอกินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ผืนป่าต้นน้ำ ทดแทนการทำลายพื้นที่ป่าจาก การทำไร่เลื่อนลอย ปัจจุบันเป็นศูนย์เรียนรู้ผักอินทรีย์และการปลูกอะโวคาโดที่สำคัญของโครงการหลวง อีกทั้งทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงยังได้เข้าไปส่งเสริมพื้นที่ว่างเปล่าภายในหมู่บ้านห้วยผักไผ่ โดยเผยแพร่หลักวิชาการปลูกกุหลาบเมืองหนาวให้คนในพื้นที่อีกด้วย
เมื่อปี พ.ศ.2532 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแปลงกุหลาบที่บ้านห้วยผักไผ่ ทรงชื่นชมที่ราษฎรสามารถเพาะพันธุ์กุหลาบกลิ่นหอม ให้มีดอกใหญ่ สวยงาม พระองค์จึงทรงส่งเสริมให้ราษฎรช่วยกันเพาะขยายเป็นอาชีพเสริม โครงการหลวงทุ่งเริงได้น้อมนำพระราชเสาวนีย์ไปต่อยอดขยายผล จึงจัดทำเป็นแปลงกุหลาบ พร้อมทั้งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ อีกทั้งยังมีการเพาะกิ่งพันธุ์จำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่
ปัจจุบัน ‘สวนกุหลาบห้วยผักไผ่’ มีกุหลาบช่อดอกหอมและกุหลาบเดี่ยวดอกหอม ทั้งสิ้น 187 สายพันธุ์ บนพื้นที่ 20 ไร่ เป็นสถานที่ที่เห็นครั้งแรกจะต้องรู้สึกตกตะลึงไปกับความงามของเหล่าดอกกุหลาบหลากสีสัน รวมถึงกุหลาบสีแปลกตาอย่างสีม่วงจาก บลู ฟอร์ ยู, การไล่สีตั้งแต่ขาวไปชมพูอ่อนในต้นเดียวจาก ซัมเมอร์ สโนว์, สีแดงเข้มจาก สตาร์รูน่า และ สีแดงและขาวในดอกเดียวจาก ดับเบิ้ลดีไลท์เป็นต้นซึ่งดอกกุหลาบที่ ‘สวนกุหลาบห้วยผักไผ่’ จะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน และออกดอกมากที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามของกุหลาบในบรรยากาศที่เย็นสบาย
หลังจากดื่มด่ำความงามของดอกกุหลาบจนหมดแรงแล้ว คุณสามารถแวะพักเติมพลังกับอาหารออร์แกนิคเพื่อสุขภาพ ที่ปรุงจากวัตถุดิบสด สะอาด ส่งตรงจากแปลงปลูกในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ออกมาเป็นอาหารแสนอร่อย พร้อมกันนี้ยังมีเครื่องดื่มและของว่าง ที่บริเวณสวนกุหลาบหลวงร้านอาหารที่มองเห็นแปลงกุหลาบไล่ระดับไปตามไหลเขา พร้อมกับมีการจัดโต๊ะอาหารภายในร้านให้เหมือนกับอยู่ในสวนรวบรวมพันธุ์กุหลาบกลิ่นหอมไว้ ทำให้การนั่งรับประทานอาหารที่นี่ถือเป็นการพักผ่อนที่คุ้มค่ากับการเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่มาเพียง 40 นาที
นอกจากนี้ สวนกุหลาบหลวงยังมีมุมจำหน่ายผลไม้และผักอินทรีย์สด ผลิตภัณฑ์ชุมชน และต้นกุหลาบหลายสายพันธุ์สำหรับเป็นของฝากและของที่ระลึกอีกด้วย ทั้งยังมีลานกางเต้นท์สำหรับการพักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร สนุกสนานและเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานชมสวนเกษตรอินทรีย์ สวนกุหลาบห้วยผักไผ่เปิดให้เข้าชม บริการอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทุกวัน เวลา 9.00-20.00 น. สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สวนกุหลาบห้วยผักไผ่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงเบอร์โทรศัพท์ 099-135-1118
ที่มา thairoyalprojecttour.com
Photo

Post has attachment
วันนี้มาเที่ยว ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง กันครับ :)
เดิมเป็นหน่วยย่อยของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยแล้ง แล้วแยกออกมาก่อตั้งเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง เดือนเมษายน พ.ศ. 2550 บริเวณหมู่บ้านผาตั้ง บนเทือกดอยผาหม่น แนวแบ่งเขตไทยกับลาว มีพื้นที่รับผิดชอบดำเนินงาน 6,471 ไร่ ครอบคลุม 4 หมู่บ้าน 664 ครัวเรือน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,300-1,500 เมตร พื้นที่มีความลาดชันร้อยละ 50-75
กิจกรรมการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ชมแปลงผลสดของศูนย์ฯ และเกษตรกร เช่น บล็อคโคลี แรดิชชิโอ ถั่วลันเตาหวาน กะหล่ำม่วง ฯลฯ
ชมแปลงไม้ผล เช่น พีช พลับ บ๊วย เคปกูสเบอร์รี่ ฯลฯ
ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเชียงรายเพราะมีการปลูกดอกไม้เมืองหนาวสวยๆ ให้ชมอย่าง ทิวลิป และลิลลี่
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง จีนยูนนาน เย้า
ประเพณีปีใหม่ม้ง
ประเพณีตรุษจีนของเย้าและจีนยูนนาน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ดอยผาตั้ง สูงจากระดับน้ำทะเล 1,800 เมตร เป็นจุดชมวิว ไทย-ลาว เป็นที่ชมทะเลหมอก และช่วงเดือนมกราคมจะมีต้นนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) สีชมพูบานเต็มต้นตลอดสองข้างทาง
จุดชมวิวผาบ่อง (ประตูสยาม) โพรงหน้าผาเป็นรูขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านไปได้ ซึ่งจะเห็นวิวที่ราบและเทือกเขาของประเทศลาว
ของฝากของที่ระลึก
ผลิตผลของโครงการ เช่น พลับ พลัม ท้อ ฯลฯ
งานหัตถกรรมชาวเขา เช่น ผ้าปักม้ง ผ้าทอ ฯลฯ
ที่พัก-ร้านอาหาร
ไม่มีที่พักและร้านอาหารบริการ แต่มีบ้านพักรีสอร์ทเอกชนให้บริการอยู่หลายแห่ง ส่วนร้านอาหารเปิดให้บริการทุกวัน
การเดินทาง
จากจังหวัดเชียงรายใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า (ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173 และ1152) ประมาณ 50 กิโลเมตร บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155) ประมาณ 17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง อีก 15 กิโลเมตร จากทางแยกขึ้นสู่ดอยผาตั้งประมาณ 1 กิโลเมตรจะมีทางแยกขวามือเข้าไปยังศูนย์ฯ ระยะทางประมาณ 500 เมตร รวมระยะทาง 160 กิโลเมตร
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย 57310 โทร 053-163-308, 081-882-7477
ที่มา thairoyalprojecttour.com
Photo
Wait while more posts are being loaded