Profile

Cover photo
ห้องติวกฎหมาย
13 followers|1,952 views
AboutPostsPhotosVideos

Stream

 
ข้อ ๔
------
บริษัท เมียวดีสยาม จำกัด ซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งสภาพบุคคลตามกฎหมายพม่า สำนักงานแห่งใหญ่ที่แท้จริงตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ผู้ถือหุ้นทั้งหมดมีอยู่ ๑๐ คน ซึ่งผู้ถือหุ้นไทยมีจำนวน ๙ คน และผู้ถือหุ้นพม่ามีจำนวน ๒ คน ส่วนทุนของบริษัทจำนวนร้อยละ ๙๐ เป็นของผู้ถือหุ้นไทย และอีกร้อยละ ๑๐ เป็นของผู้ถือหุ้นพม่า โดยมีนายสมชายซึ่งมีสัญชาติไทยเป็นกรรมการผู้จัดการ
          โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ถามว่า บริษัท เมียวดีสยาม จำกัด มีสัญชาติไทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
 ·  Translate
1
1
Add a comment...
 
สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อที่ ๑
          โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ศาลไทยใช้กฎหมายใดบ้างในการพิจารณาคดีพิพาทระหว่างนางสาวดวงตะวันและผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ตามข้อเท็จจริง ?
 ·  Translate
1
1
ห้องติวกฎหมาย's profile photo
 
แนวคำตอบข้อ 2
------------
            โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เมื่อปัญหาเป็นเรื่องสัญชาติของนางสาวดวงตะวัน ปัญหานี้จึงจัดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แม้จะมีลักษณะระหว่างประเทศ ก็จะต้องเป็นไปภายใต้กฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอื่น
           โดยทางปฏิบัติของนานาอารยประเทศ สัญชาติของนางสาวดวงตะวัน ย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี ซึ่งนานารัฐในประชาคมระหว่างประเทศมักยอมรับให้สัญชาติของตนแก่ (๑) บุคคลธรรมดาที่สืบสายโลหิตจากคนชาติของตน (๒) บุคคลธรรมดาที่เกิดในประเทศไทยของตน และ (๓) บุคคลธรรมที่ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดทั้งโดยหลักบุคคลหรือโดยหลักดินแดน แต่ต่อมามีจุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิดกับตน
           ในข้อเท็จจริงของนางสาวดวงตะวัน บุคคลนี้จะมีสัญชาติไทยหรือไม่ ย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย หรือบุคคลนี้จะมีสัญชาติเวียดนามหรือไม่ ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเวียดนาม
           ในกรณีของกฎหมายของรัฐไทยว่าด้วยสัญชาติไทยของบุคคลธรรมดานั้น ในระดับของกฎหมายทั่วไป ประเทศไทยมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรทั่วไปว่าด้วยสัญชาติของบุคคลธรรมดา ดังนั้น ผู้ออกข้อสอบจึงคาดหวังจะเห็นนักศึกษานำเอากฎหมายไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เกี่ยวข้องกับนายดวงตะวันมาพิจารณา อันได้แก่
           (๑)  มาตรา ๗ (๒) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม  ซึ่งมีผลในขณะที่นางสาวดวงตะวันเกิด
          (๒) ข้อ ๑ แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕
          (๓) มาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งมีผลในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และ
          (๔) มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งมีผลในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕
          โดยพิจารณาข้อกฎหมายไทยทั้งหมด เราจะพบในประการแรกว่า นางสาวดวงตะวันไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาในขณะที่เกิด เพราะไม่มีข้อเท็จจริงครบตามที่กำหนดในมาตรา ๗ (๒) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม  ซึ่งมีผลในขณะที่นางสาวดวงตะวันเกิด เพราะแม้มีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย และไม่ปรากฏมีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ดวงตะวันก็ไม่ได้เกิดนอกประเทศไทย
          ในประการที่สอง เราพบว่า นางสาวดวงตะวันมีัสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๗ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม  ซึ่งมีผลในขณะที่นางสาวดวงตะวันเกิด เพราะเกิดในประเทศไทย โดยไม่ปรากฏมีบิดาและมารดาต่างด้าวซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มีเอกสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ (มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘) ทั้งนี้ แม้เมื่อมีการประกาศใช้ ปว.๓๓๗ ดวงตะวันก็ไม่เสียสัญชาติไทยเพราะกฎหมายนี้
          ในประการที่สาม เราพบว่า นางสาวดวงตะวันได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕  เพราะมีข้อเท็จจริงครบตามที่กำหนดในมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และ มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ กล่าวคือ มีมารดาเป็นคนสัญชาติไทยในขณะที่เกิด
          นอกจากนั้น ในประการสุดท้าย เราพบว่า สัญชาติไทยที่ดวงตะวันได้มาในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ นี้ ทำให้ดวงตะวันมีสถานะเป็น “คนสัญชาติไทยโดยการเกิด” มิใช่คนสัญชาติไทยภายหลังการเกิด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า นางสาวดวงตะวันไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และจะเริ่มต้นมีสัญชาติไทยโดยการเกิดตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน
          จะเห็นว่า ความมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐต่างประเทศไม่เป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งสัญชาติไทย หรือการมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทยก็ไม่หมายความว่า จะต้องทำให้ได้สัญชาติไทยเสมอไป  การมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐไทยกับสิทธิในสัญชาติไทยเป็นคนละเรื่องกัน เป็นที่แน่นอนว่า โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ คนที่อาจได้สัญชาติไทยย่อมจะต้องมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทย แต่คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทยอาจไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในสัญชาติย่อมเป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติ ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงอื่นมากำหนดเงื่อนไขแห่งสิทธิ นอกเหนือไปจากจุดเกาะเกี่ยวที่มนุษย์มีกับรัฐไทย
 ·  Translate
Add a comment...
 
ข้อสอบปลายภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีการศึกษา ๒๕๕๐
ข้อ ๑
นางแพง เกิดที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีใน พ.ศ.๒๔๘๗ จากบิดาและมารดาซึ่งมีเชื้อชาติไทยและสัญชาติไทยโดยการเกิด  เธอจึงมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ทั้งนี้  ในราว พ.ศ.๒๕๐๕ เธอได้รับการจัดทำทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๔ อยู่ที่อำเภอวารินชำราบ และถือบัตรประชาชนตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖
ส่วนนายมุ่ยเป็นคนเชื้อสายเวียดนามซึ่งเกิดที่เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ และในราว พ.ศ.๒๔๙๐ เมื่อมีปัญหาความไม่สงบในประเทศเวียดนาม เขาและครอบครัวจึงได้อพยพผ่านประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครพนม ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายมุ่ยมีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศเวียดนาม แต่กลับปรากฏว่า เขาได้รับการจัดทำทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยประเภท ท.ร.๑๓ อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เพราะเขาได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว ในปัจจุบัน นายมุ่ยถือบัตรประจำตัวตามกฎหมายทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “ญวนอพยพ”
ใน พ.ศ.๒๕๐๑ นางแพงและนายมุ่ยได้เป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุคคลทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๑ คน กล่าวคือ นางสาวดวงตะวันซึ่งเกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔
ใน พ.ศ.๒๕๒๓ จังหวัดนครพนมโต้แย้งว่า นางสาวดวงตะวันไม่มีสัญชาติไทยโดยผลของ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เธอจึงฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเป็นต่อศาล เพื่อขอให้ศาลยืนยันว่า นางสาวดวงตะวันผู้เป็นโจทก์มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด
จึงเกิดคดีพิพาททางปกครองระหว่างนางสาวดวงตะวันและผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
ในที่สุด ศาลฎีกาได้ชี้หลักกฎหมายว่า ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ มีผลต่อบุตรของบุคคลที่เกิดในไทยจากบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นต่างด้าวเข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวร หรือมิใช่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากมารดาต่างด้าวเข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวรโดยไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่า นางสาวดวงตะวันไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เพราะเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากมารดาไทยโดยไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนายมุ่ยก็เป็นเพียงบิดาที่มิชอบด้วยกฎหมายของนางสาวดวงตะวัน ศาลจึงยืนยันที่สุดว่า นางสาวดวงตะวันเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด
           โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวดวงตะวันมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐใดบ้าง ? เพราะเหตุใด ?
 ·  Translate
1
1
ห้องติวกฎหมาย's profile photo
2 comments
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/300031
 ·  Translate
Add a comment...
Have them in circles
13 people
 
ข้อ ๓
------
นายแอคเว่เกิดในประเทศฝรั่งเศสใน พ.ศ.๒๕๑๒ จากนายจองและนางแมรี่คนสัญชาติฝรั่งเศส  เขาได้ถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลฝรั่งเศส และเอกสารนี้ยอมรับว่า เขามีสัญชาติฝรั่งเศส
เขาได้เดินทางเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศลาวตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔  นายแอคเว่ได้สมรสตามกฎหมายกับนางสกุณาซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยใน พ.ศ.๒๕๔๕  และบุคคลทั้งสองไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ตั้งแต่สมรส จนถึงปัจจุบัน
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ เขาไปเดินป่าในเขาใหญ่ และหายไป ไม่มีใครพบเขาอีกเลยหลังจากนั้น
           โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า หากนางสกุณาร้องขอให้ศาลไทยสั่งให้นายแอคเว่เป็นผู้ไม่อยู่ในระหว่างที่ยังไม่อาจสั่งให้สาบสูญ ศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายไทยกำหนดความเป็นผู้ไม่อยู่ของของนายแอคเว่ได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
 ·  Translate
1
ห้องติวกฎหมาย's profile photo
 
แนวคำตอบ ข้อ3
---------------
          จะเห็นว่า ปัญหาความเป็นบุคคลของนายแอคเว่นั้นมีจุดเกาะเกี่ยวกับหลายรัฐ กล่าวคือ ประเทศฝรั่งเศสในสถานะของรัฐเจ้าของสัญชาติของนายแอคเว่ ประเทศลาวในสถานะของรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำเนา และประเทศไทยในสถานะของรัฐเจ้าของรัฐเจ้าของสัญชาติของภริยาของนายแอคเว่และเจ้าของถิ่นที่เกิดการหายตัวไปของนายแอคเว่ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่กรณีความไม่อยู่ของนายแอคเว่อาจจะต้องถูกนำไปกล่าวอ้างใน ๓ ประเทศที่เกี่ยวข้องดังกล่าว
           โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ปัญหาความเป็นผู้ไม่อยู่เป็นปัญหา กฎหมายเอกชน และเมื่อมีลักษณะระหว่างประเทศ กฎหมายที่ศาลไทยจะต้องนำมาเริ่มพิจารณาคดี จึงได้แก่กฎหมายขัดกันไทย เพราะเป็นกฎหมายขัดกันของรัฐเจ้าของศาลผู้พิจารณาคดี ซึ่งก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งเรื่องความเป็นผู้ไม่อยู่ถูกกำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ซึ่งมีใจความว่า “ถ้าคนต่างด้าวในประเทศสยามได้ไปเสียจากภูมิสำเนาและถิ่นที่อยู่ตามเงื่อนไข ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๕๓ และ ๕๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ศาลสยามจะสั่งการให้ทำพลางตามที่จำเป็นนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายสยาม"
          เมื่อปรากฏว่า นายแอคเว่ มิใช่  "คนต่างด้าวในประเทศสยามได้ไปเสียจากภูมิสำเนาและถิ่นที่อยู่" ศาลไทยจึงไม่อาจใช้กฎหมายไทยในการสั่งการให้ทำพลางตามที่จำเป็นได้ และไม่มีมาตราอื่นใดที่กำหนดถึงเรื่องนี้ กรณีจึงตกอยู่ในช่องว่างแห่งกฎหมายซึ่งมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ จึงกำหนดให้ศาลไทยต้องปฏิบัติตามหลักทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล กล่าวคือ ศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติ
          ดังนั้น เพื่อที่จะปฏิบัติตามกฎหมายฝรั่งเศส ศาลไทยจึงต้องพิจารณาต่อไปถึงกฎหมายขัดกันฝรั่งเศส จะเห็นว่า กฎหมายนี้ระบุให้ใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลในการกำหนดปัญหาบุคคลเช่นกัน เนื่องจากประเทศฝรั่งเศสก็มีแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายขัดกันว่าด้วยบุคคลในแบบของ Civil Law เช่นกัน
        ดังนั้น ศาลไทยจึงจะต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งว่าด้วยบุคคลของประเทศฝรั่งเศสในการกำหนดความเป็นผู้ไม่อยู่ของนายแอคเว่เนื่องจากปรากฏตามข้อเท็จจริงว่า บุคคลดังกล่าวมีสัญชาติฝรั่งเศส
       แต่อย่างไรก็ตาม ศาลไทยจะใช้กฎหมายฝรั่งเศสภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องนำสืบเนื้อหากฎหมายนี้ได้จนศาลพอใจ (มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑) และกฎหมายนี้จะถูกใช้ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไทย (มาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑)
 ·  Translate
Add a comment...
 
 
ข้อสอบปลายภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีการศึกษา ๒๕๕๐
ข้อ ๑
นางแพง เกิดที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีใน พ.ศ.๒๔๘๗ จากบิดาและมารดาซึ่งมีเชื้อชาติไทยและสัญชาติไทยโดยการเกิด  เธอจึงมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ทั้งนี้  ในราว พ.ศ.๒๕๐๕ เธอได้รับการจัดทำทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๔ อยู่ที่อำเภอวารินชำราบ และถือบัตรประชาชนตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖
ส่วนนายมุ่ยเป็นคนเชื้อสายเวียดนามซึ่งเกิดที่เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ และในราว พ.ศ.๒๔๙๐ เมื่อมีปัญหาความไม่สงบในประเทศเวียดนาม เขาและครอบครัวจึงได้อพยพผ่านประเทศลาวเข้ามาอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครพนม ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายมุ่ยมีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศเวียดนาม แต่กลับปรากฏว่า เขาได้รับการจัดทำทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยประเภท ท.ร.๑๓ อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เพราะเขาได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว ในปัจจุบัน นายมุ่ยถือบัตรประจำตัวตามกฎหมายทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “ญวนอพยพ”
ใน พ.ศ.๒๕๐๑ นางแพงและนายมุ่ยได้เป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุคคลทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๑ คน กล่าวคือ นางสาวดวงตะวันซึ่งเกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔
ใน พ.ศ.๒๕๒๓ จังหวัดนครพนมโต้แย้งว่า นางสาวดวงตะวันไม่มีสัญชาติไทยโดยผลของ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เธอจึงฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเป็นต่อศาล เพื่อขอให้ศาลยืนยันว่า นางสาวดวงตะวันผู้เป็นโจทก์มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด
จึงเกิดคดีพิพาททางปกครองระหว่างนางสาวดวงตะวันและผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
ในที่สุด ศาลฎีกาได้ชี้หลักกฎหมายว่า ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ มีผลต่อบุตรของบุคคลที่เกิดในไทยจากบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นต่างด้าวเข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวร หรือมิใช่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากมารดาต่างด้าวเข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวรโดยไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่า นางสาวดวงตะวันไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เพราะเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากมารดาไทยโดยไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนายมุ่ยก็เป็นเพียงบิดาที่มิชอบด้วยกฎหมายของนางสาวดวงตะวัน ศาลจึงยืนยันที่สุดว่า นางสาวดวงตะวันเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด
           โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวดวงตะวันมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐใดบ้าง ? เพราะเหตุใด ?
 ·  Translate
1
1
Add a comment...
People
Have them in circles
13 people