Profile cover photo
Profile photo
สุขภาพดี by CAL
4 followers -
เรียนรู้การดูแลสุขภาพกันนะคะ Good Health Good Life เพราะสุขภาพที่ดีทำให้ชีวิตมีแต่ความสุข ^ ^
เรียนรู้การดูแลสุขภาพกันนะคะ Good Health Good Life เพราะสุขภาพที่ดีทำให้ชีวิตมีแต่ความสุข ^ ^

4 followers
About
Posts

Post has attachment
ข้าวกล้องมีอะไรดี

ข้าวกล้อง หรือที่เรียกกันว่า ข้าวซ้อมมือ เป็นข้าวที่สีเอาแต่เปลือกออกเท่านั้น เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่มีสีน้ำตาลแกมแดง และจมูกข้าว ยังคงอยู่ครบ จึงเป็นข้าวที่อุดมไปด้วย คุณค่าทางอาหาร เกลือแร่ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในข้าวกล้อง ประกอบไปด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และอื่น ๆ

เหล็กและทองแดง มีส่วนอย่างมากในการทำให้เกิดโรคโลหิตจาง

แมงกานีส มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ การสร้างฮอร์โมนเพศ และการเจริญเติบโต

ส่วนแคลเซียมและฟอสฟอรัส ถ้าขาดไปแล้ว จะทำให้กระดูกอ่อนและเปราะหักง่าย

ฟอสฟอรัส ยังมีส่วนช่วยป้องกันนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

โปรตีน ที่มีอยู่ในข้าวกล้องนั้นมีอยู่ประมาณ 7-12% แล้วแต่พันธุ์ข้าว แต่หลังจากสีข้าวแล้ว มีผู้ศึกษาค้นคว้าพบว่า การขัดสีข้าวกล้องจนขาว จะทำให้โปรตีนสูญเสียไป ประมาณ 30% วิตามินที่มีอยู่มากในข้าวกล้องก็คือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบีรวม ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวขาวประมาณ 4 เท่า ถ้ากินข้าวกล้องเป็นประจำจะป้องกันโรคเหน็บชา ใครที่เป็นโรคเหน็บชาก็คงไม่สนุกแน่ เพราะจะมีอาหารทั้งอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย ปวดแสบ เสียว ชาในขา แขนชาไม่มีแรง และถ้ามีอาการร้ายแรงจะมีอาการบวมตามขา หรือตามตัว เดินไม่ได้และหัวใจล้มเหลวได้

ส่วนวิตามินบี 2 นั้นในข้าวกล้องมีมากกว่าข้าวขาว 66% ถ้าร่างกายขาดวิตามินบี 2 ก็จะเป็นโรค ปากนกกระจอก ได้คือ ที่ริมฝีปากจะบวมมีแผลที่มุมปาก ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตาสู้แสงไม่ได้

อาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด ก็ล้วนเกิดจากการ ขาดวิตามินบีรวม ลิ้นก็สามารถชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในร่างกาย ลิ้นอาจจะเป็นสีชมพูสดใส หรืออาจเป็นสีม่วง หรือออกสีน้ำเงิน หรือด่างเป็นจุดๆ ถ้าลิ้นแตกและมีแผล แสดงให้เห็นว่ากำลังอยู่ในภาวะที่ขาดวิตามินบีรวม

ถ้าหากเรากินข้าวกล้องเป็นประจำทุกวัน เราก็จะรอดพ้นจากภาวะดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนั้น การได้รับวิตามินบีรวมจากข้าวกล้องเป็นประจำ ยังช่วยบำรุงสมอง นอกจากนี้ เยื่อใยที่หุ้มเมล็ดข้าวยังเป็นตัวช่วยไม่ให้ท้องผูก และป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย

ข้อมูลจาก กินต้านโรค โดย พรพรรณ รพี
http://www.cal-nutri.com/Food1
Add a comment...

Post has attachment
3 โรค ที่กระเทียมสามารถป้องกันได้

"กระเทียม" พืชสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้เป็นทั้งอาหารและยากันมานานนับเป็นพันปี แน่นอนว่าเมื่อแต่ละคนเกิดมา ก็จะได้รู้ว่า กระเทียมถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหารกันแล้ว

ในปัจจุบันนี้ กระเทียมถูกนำมาใช้ในการป้องกันโรคหลายอย่างด้วยกัน ช่วยลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิตสูง และส่งเสริมให้ระบบภุมิคุ้มกันให้ดีขึ้น

กระเทียมมีสารที่ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ซึ่งอนุมูลอิสระ (free radicals) อาจมีบทบาทสำคัญต่อการทำให้คน "แก่" เร็วขึ้น ตลอดรวมไปถึงการทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย รวมถึงโรคหัวใจ และมะเร็ง และเจ้ากระเทียมนี้ก็สามารถทำลายอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวที่สามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membranes) และ DNA ได้ดี

โรคต่าง ๆ ที่กระเทียมสามารถป้องกันได้

1. โรคหัวใจ (Heart disease)

มีหลักฐานบางอย่างสนับสนุนว่า กระเทียมอาจป้องกันไมเกิดโรคหัวใจได้ โดยอาจลดการเกิดเส้นเลือดแข็ง (artherosclerosis) และสามารถลดระดับความดันลงได้เล็กน้อย (ระหว่าง 7% ถึง 8%)

การศึกษาชิ้นหนึ่งเป็นเวลานานถึง 4 ปี ใช้กระเทียม 900 มิลลิกรัมทุกวัน ปรากฏว่า มันสามารถลดการเกิดเส้นเลือดแข็งลงได้
นอกจากนั้น กระเทียมยังเป็นสารต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด ด้วยการทำให้เกล็ดเลือดบางลง ซึ่งอาจป้องกันไม่เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) หรือ สมองขาดเลือด (stroke)

ส่วนผลที่มีต่อไขมันคอเลสเตอรอลนั้น จากการศีกษาในตอนแรกพบว่า มันสามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ แต่ผลจากการศึกษาระยะเร็ว ๆ นี้ ปรากฏว่า กระเทียมไม่ผลต่อการลดระดับไขมันดังกล่าวเลย

2. โรคหวัด (Common cold)

จากผลการศึกษาในระยะแรก พบว่า กระเทียมสามารถช่วยป้องกันโรคหวัด (common cold) ได้ โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระเทียม ในระยะที่มีโรคหวัดระบาด (common cold) ผลปรากฏว่า คนที่รับประทานกระเทียมจะเป็นโรคหวัดได้น้อยกว่าคนที่ไม่รับประทานกระเทียมเลย นอกจากนั้น ในระหว่างเป็นหวัด กระทียมสามารถทำให้อาการของหวัดหายเร็วด้วย

3. โรคมะเร็ง (Cancer)

กระเทียมอาจเสริมให้ระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น สามารถช่วยร่างกายให้ต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยผลจากห้องทดลองดูเหมือนว่า กระเทียมมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง

ผลจากการศึกษาในกลุ่มชนเป็นระยะเวลานาน พบว่า กลุ่มคนที่รับประทานกระเทียมสด หรือกระเทียมที่ปรุงในอาหาร ทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่เกิดเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่ (colon) และมะเร็งกระเพาะ (CA stomach)

ผลจากการศึกษา (จำนวน 7 ชิ้น) พบว่า คนที่กินกระเทียมสด หรือกระเทียมปรุงแล้ว สามารถลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ถึง 30%

http://www.cal-nutri.com/Herb2Garlic
Add a comment...

Post has attachment
ถั่งเช่า สมุนไพรระดับไฮเอนด์

รู้จัก เห็ดวิเศษ “ถั่งเช่า” หรือ “ดอง ชอง โช” มีความหมายว่า “หญ้าหนอน” (ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า) ถั่งเช่านั้นเป็นเห็ดรา อีกทั้งถือเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง และเนื่องจากถั่งเช่ามีปริมาณน้อยมาก การเก็บจึงค่อนข้างลำบาก ทำให้ราคายิ่งแพงมากขึ้นและกลายเป็นยาที่มีค่าสูงมากดุจดังทองคำ ตามที่ได้รับขนานนามว่าเป็นทองละมุน (Soft gold)

“สรรพคุณเด่นของมันก็จะมีสารคอร์ไดซิปิน (Cordycepin) หรือ คอร์ไดซิปิค แอซิด (Cordycepic acid) สารตัวนี้มีความสามารถช่วยดึงเอาออกซิเจนมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นั่นก็หมายถึงเวลาเราหายใจ มีอาการเหนื่อยล้า หรือต้องขึ้นที่สูง มันจะช่วยให้เราไม่เหนื่อย ไม่หอบ ลักษณะมันก็จะเป็นอย่างนั้นเราอาจเรียกว่าการบูสท์ (Boost) ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้สูงขึ้น นั่นหมายถึงผู้ป่วยหรือผู้อะไรต่างๆ ที่หายใจลำบาก หรือกำลังพักฟื้น ร่างกายอยู่ในสภาพอ่อนแอ สารคอร์ไดซิปิน (Cordycepin) มันก็จะช่วยดูดออกซิเจนมาใช้ได้ดียิ่งขึ้น ตัวนี้ตัวเด่น

จากนั้นก็เป็นเรื่องที่ถั่งเช่ามันมีสารโพลิแซกคาไรด์ (Polysaccharide) หรือที่เราเรียกว่า เบต้ากลูแคน (Beta glucan) โดยปกติ พืชทั่วไปเนี่ย พวกข้าว อะไรต่างๆ มันจะเป็นเบต้ากลูแคน 14 แต่ว่าเห็ดถั่งเช่าเนี่ยมันจะเป็นเบต้ากลูแคน 13 กับ 16 เวลาเรากินเห็ดเข้าไปแล้วเนี่ย มันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงมากขึ้น ซึ่งถ้าหากเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี เวลาเราไม่สบาย เป็นหวัด หรืออะไรก็ดี การมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย มันก็ต่อสู้ได้ โดยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมา อันนี้คือสรรพคุณที่สำคัญในเห็ดถั่งเช่า” ดร.อานนท์อธิบาย

อีกหนึ่งสรรพคุณเด็ดที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ สมุนไพรที่เหล่าชายต้องการ “ไวอากร้าธรรมชาติ” คำอวดโอ้ที่หนุ่มๆ หลายคนเห็นแล้วตาลุกวาว ซึ่งแท้จริงหาใช่เช่นนั้นไม่ เห็ดถั่งเช่าไม่ได้สามารถกระตุ้นกำหนัดของท่านชายได้แต่อย่างใด ดร.อานนท์ อธิบายต่อไปว่า มันเป็นเพียงผลพลอยได้ เมื่อร่างกายแข็งแรง มีเรี่ยวแรงพลังเหลือเฟือ อะไรๆ ก็ดูฟิต ปึ๋งปั๋งดั่งใจไปหมด

“มันเป็นผลส่วนรวมไงครับ ปกติการดึงออกซิเจนไปใช้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสมรรถภาพทางเพศหรือทางร่างกาย หรือผู้ป่วยต่างๆ ที่กำลังพักฟื้นเนี่ย ก็จะดีขึ้นและเร็วขึ้น แล้วส่วนใหญ่คนก็ชอบมุ่งไปทางยาโป๊ว หรือยาเพิ่มพลังทางเพศ แต่ว่าความจริงมันไม่ได้ไปเร่งฮอร์โมนทางเพศ ไม่ได้เป็นอะไรแบบนั้น แต่มันทำให้สมดุลในร่างกายมันดีขึ้น คือหมายถึงว่าทุกส่วนในร่างกายมันจะดีขึ้น ร่างกายก็จะมีกำลังฮึกเหิมขึ้น ความอ่อนเพลียก็น้อยลง ทำนองนี้ ไม่ได้เหมือนกับไวอากร้า ไม่ใช่ลักษณะนั้น”

http://www.cal-nutri.com/Herb1
Add a comment...

Post has attachment
เริ่มแล้วนะคะ โปรโมชั่นสุดฮอต สั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บ www.cal-nutri.com ลดสูงสุด 50% วันนี้ถึงวันที่ 9 กันยายน นี้เท่านั้น
Photo
Add a comment...

Post has attachment
ลดสูงสุดถึง 50% Thailand Online Mega Sale ครั้งที่ 4
1-9 กันยายน 2559

Raining Sale Fever ลดเว่อ! ท้าหน้าฝน

มหกรรมลดราคาสินค้าออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ มาร่วมช้อปให้กระจุย รับส่วนลดกันให้กระจายกับ สินค้าออนไลน์ทั้งประเทศไทย
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เคล ร่วมท้าหน้าฝนในครั้งนี้ ลดสินค้าสูงสุด 50% สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าผ่านทางหน้าเว็บไซต์ www.cal-nutr.com เท่านั้น (สั่งซื้อทางช่องทางอื่นไม่ร่วมรายการนะคะ ^ ^)

โดยความร่วมมือจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงไอซีที, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย

ภายใต้โครงการ THAILAND ONLINE MEGA SALE ซึ่งปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 4 ในแนวคิด
RAINING SALE FEVER ลดเว่อร์! ท้าหน้าฝน
เริ่มเปิดให้ช้อปได้ตั้งแต่ วันที่ 1 - 9 กันยายน 2559
Add a comment...

Post has attachment
เรื่องตับ สำคัญไม่แพ้ใคร

ถ้าถามถึงความสำคัญของอวัยวะของคนเรา เรามักจะคิดถึง หัวใจ สมอง แต่อีกอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ ที่สุดของร่างกาย ที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับสารอาหารทั้ง 3 กลุ่ม (คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ) สร้างฮอร์โมนบางชนิด สะสมวิตามิน ควบคุมการเผาผลาญ กำจัดสารพิษ และมีบทบาทสำคัญต่อภูมิต้านทานของร่างกาย ดังนี้

1.ตับเก็บ กลูโคส ไว้ในสภาพ กลัยโคเจน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นกลูโคส ในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ทันที ถ้าบกพร่องก็จะอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง

2.ตับสร้างโปรตีน อัลบูมิน ซึ่งช่วยรักษาน้ำในเลือดไม่ให้ซึมออกนอกเส้นเลือด ถ้าบกพร่องก็จะเกิดการ บวม

3.ตับผลิตน้ำดี เพื่อช่วยย่อยไขมัน ถ้าบกพร่อง ทำให้ท้องอืด เบื่ออาหาร และขาดกลุ่มไวตามินที่ละลายในไขมัน ( A,D,E,K )

4.หน้าที่สำคัญคือ กำจัดของเสีย ที่ร่างกายได้รับมาเช่น ยา แอลกอฮอร์ สารพิษ หรือมาจากการย่อยสลายอาหาร หากตับกำจัดสารพิษได้ไม่ดี สารพิษก็จะค้างอยู่ที่ตับ ทำให้ตับเสียและโลหิตเป็นพิษ
ในตับยังมีเซลล์ “ คุฟเฟอร์เซลล์ “ ทำหน้าที่กินและทำลายเชื้อโรค ถ้าบกพร่องก็ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เกิดการเจ็บป่วย

5.ตับเป็นแหล่งสะสมไวตามิน B12 เหล็ก โฟเลต เพื่อสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะมีอายุประมาณ 40 วัน (ถ้าบกพร่องก็เกิดโลหิตจาง) จากการทำลายเม็ดเลือดแดงที่ม้ามจะเกิดขยะคือ บิลิรูบิน(bilirubin) โดยตับจะกำจัดฝากส่งไปกับน้ำดี ออกทิ้งผ่านลำไส้ออกไปนอกร่างกาย พร้อมกากอาหาร นอกจากนี้ ตับยัง สร้างสาร ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดช่วยทำให้เลือดหยุดไหลเวลาเกิดบาดแผล

6.ตับยังเป็นโรงงานผลิตพลังงานให้ร่างกาย จากการสลายสารอาหาร สร้างความร้อนให้ร่างกาย

โรคตับที่พบบ่อย

1.โรคตับอักเสบ(Hepatitis) เป็นภาวะที่ตับถูกทำลายเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อจุลชีพ ,ไวรัส (ในไทย พบชนิด B มากที่สุด) หรือสารพิษ เช่น พิษสุรา ยาบางชนิดเช่น พบว่าผู้ป่วยตับอักเสบ กว่า 50%มาจาก กินยาพาราเซตามอล จึงไม่ควรใช้ในขนาดที่สูงและใช้ติดต่อกันนาน

2. ภาวะไขมันสะสมในตับ หรือไขมันแทรกในตับ ซึ่งจะทำให้ตับบาดเจ็บและเสื่อมสภาพและอาจพัฒนาไปเป็น ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือแม้แต่มะเร็งตับได้ เมื่อสูงวัยขึ้น สาเหตุหลักพบในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอร์ เบียร์ ไวน์ แต่ก็พบในผู้ที่ไม่ดื่มสุราก็มี โดยมีภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง และเบาหวานเป็นต้น

3. ตับแข็ง เป็นผลจากตับอักเสบ ที่ปล่อยปละละเลยมานาน จนเป็นโรคเรื้อรัง จนเกิดเป็นพังผืด หรือแผลเป็นในตับมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผิวตับหยาบและขรุขระ เนื้อตับส่วนดีจะลดลง ส่งผลต่อการทำงานตามปกติของตับ เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า โรคตับแข็ง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับสูงมาก
อาการของโรคตับ

ภาวะตับอักเสบมักไม่ค่อยมีอาการใดๆเตือนให้ผู้ป่วยรู้ตัวแต่เนิ่นๆ ผู้ป่วยแค่รู้สึกเหนื่อย เพลียเล็กน้อยเท่านั้น จนกระทั่งเห็นปัสสาวะเป็นสีเข้ม และมีคนใกล้ชิดทักว่า ตาและผิวหนัง สีเหลืองๆ (ดีซ่าน)

ตับเป็นอวัยวะพิเศษ ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เมื่อตับบาดเจ็บหรือเซลล์ตับบางส่วนตายไป เซลล์ตับส่วนที่เหลือสามารถสร้างเนื้อตับใหม่มาทดแทนได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าตับจะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่การต้องเผชิญปัจจัยบั่นทอนอยู่ทุกวัน ก็อาจสร้างปัญหาให้แก่ตับไม่น้อย ฉะนั้นหากโชคดี รู้ตัวทัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ ก็เป็นประโยชน์ต่อตับในระยะยาว

การป้องกันและดูแลสุขภาพตับ

สิ่งที่ควรทำ

1อาหาร ต้องกินอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างเซลล์ตับ ทั้งในกรณีทีเป็นโรคและยังไม่เป็น อย่าให้ขาดโปรตีน และในโรคไขมันแทรกตับ ต้องลดไขมัน อาหาร ต้องสะอาดปราศจากเชื้อโรค ม๊อตโต้ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ “ก็ยังใช้ได้ เพราะเชื้อจุลชีพ ไวรัสเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ-A ก็ติดต่อทางอาหาร
2ออกกำลังกาย ให้ร่างกายแข็งแรง
3.ถ้าไม่มีภูมิ ให้ฉีดวัคซีนป้องกันเฉพาะ ตับอักเสบ –B
4. ทาน วิตามินที่ละลายในน้ำเช่นกลุ่ม บี และสารต้านอนุมูลอิสระเสริม หรือทานผักและผลไม้ เพื่อช่วยการทำงาน ฟื้นฟูและปกป้องเซลล์ตับ

สิ่งที่ควรละเว้น

1.งด หรือลดการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ทุกชนิด
2.งดปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับซึ่งเป็นสาเหตุของท่อน้ำดีอักเสบ
3. หลีกเลี่ยงพิษจากเชื้อรา “อฟลาทอกซิน”ที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่นถั่วหรือพริกป่น
4.ระวังอาหาร ที่มีสารปรุงแต่ง สารกันบูดซึ่งมักจะใส่เกินที่กระทรวงกำหนดหรือห้ามใช้
5. ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่นมีดโกน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ เข็มฉีดยา
6.ไม่สำส่อน เพราะไวรัสตับอักเสบ-B ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

Add a comment...

Post has attachment
น้ำมันเมล็ดองุ่นสกัดเย็น : เป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณภาพจากเยอรมัน ได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม (Innovative award) จากประเทศเยอรมัน ปี 2001 และรางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์ (Best of the Best) ปี 2002 จากสถาบันควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์สหรัฐอเมริกา (US International Quality Institute,New York)
Add a comment...

Post has attachment
บิลเบอร์รี่ ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น

#สุขภาพดีbyCAL
Photo
Add a comment...

Post has attachment
อรุณสวัสดิ์ค่ะ
Photo
Add a comment...

Post has attachment
ลดอายุลงได้.. ด้วยผักและผลไม้

เชื่อไหมคะ ว่าเราสามารถลดอายุสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดูเด็กกว่าวัยได้ เพียงแค่ทานผักและผลไม้

เปลี่ยนการทานแบบปกติที่ไม่ได้มองคุณประโยชน์ของสารอาหาร มาเป็นใส่ใจกับสิ่งที่ทานเข้าไป เชื่อได้เลยค่ะ อาหารเพื่อสุขภาพ เหล่านี้จะต้องทำให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่ดีอย่างแน่นอน

บูลเบอร์รี่และองุ่นม่วง

สารสีม่วงหรือแอนโธไซยานินที่มีอยู่ในบูลเบอร์รี่และองุ่นม่วงจะถูกดูดซึมเข้าไปในเยื่อหุ้มสมองช่วยกระตุ้นความจำและการรับรู้ พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีม่วงเช่น กะหล่ำปลีม่วง แบล็กเบอร์รี่ น้ำองุ่น และลูกพลัม (ทั้งสดและแห้ง)

แอปเปิ้ล

สารต้านอนุมุลอิสระในแอปเปิ้ลอย่าง เคอร์ซีติน จะช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลายซึ่งป็นอาการที่พบได้ในโรคต่างๆ อาทิ อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน การรับประทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือกจะทำให้ได้รับเคอร์ซีตินอย่างเพียงพอ เนื่องจากเปลือกของแอปเปิ้ลมีเคอร์ซีตินอยู่มากนั่นเอง

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ ที่นำมาทำอาหารได้สารพัดชนิดทั้งสลัดผักสดหรือซุปยอดฮิต มีสารที่เรียกว่า “ไลโคพีน” สารที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม

มันเทศ ฟักทอง และแครอต

รับประทานผักและผลไม้สีเหลืองอย่างน้อยวันละสองถ้วยจะช่วยให้ร่างกายได้รับเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวหนังและดวงตา ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิด ผักและผลไม้สีเหลืองอย่าง มันเทศ และฟักทอง ยังมีลูทีนและไลโคพีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้เช่นเดียวกับมะเขือเทศ ทั้งยังอาจช่วยปกป้องผิวจากการถูกทลาย หรือแม้แต่ลดริ้วรอยได้ นอกจากนี้ ผักที่มีสีส้มอย่างแครอต ก็มีสารที่เรียกว่า ฟัลคารินอล

บร็อกโคลี่
สารซัลโฟราเฟนในบร็อกโคลี่ช่วยเพิ่มการสร้างเอนไซม์ที่ช่วยชำระช้างสารพิษในร่างกาย บร็อกโคลี่ที่ยังโตไม่เต็มที่จะมีสารชนิดนี้อยู่มาก โดยเฉพาะบร็อกโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียงแค่ 3 วัน จะมีสารชนิดนี้อยู่มากถึง 50 เท่าของต้นที่โตเต็มวัย ซัลโฟราเฟนยังพบมากในกะหล่ำปลี และดอกกะหล่ำ

ผักโขมและผักใบเขียว

การกินผักใบเขียวนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้ว ยังช่วยในเรื่องการมองเห็น เนื่องจากมีคาโรทีนอยด์ถึงสองชนิดคือ ลูทีนและซีแซนติน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอันเนื่องมาจากความชรา การที่ผักใบเขียวอุดมไปด้วยคาโรทีนอยด์ก็เพราะต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด ทำให้จำเป็นต้องสร้างคาโรทีนอยด์ขึ้นมาเพื่อป้องกันแสงแดด สำหรับคนเรา คาโรทีนอยด์ถูกสะสมไว้ที่เรติน่าเพื่อปกป้องดวงตา ดังนั้นเราจึงควรรับประทานผักใบเขียวสามถ้วยต่อสัปดาห์เพื่อประโยชน์ดังกล่าว

ซาลมอน ซาร์ดีน ทูน่า และงาขี้ม่อน

รับประทานปลาที่มีโอเมก้า3 สองมื้อต่อสัปดาห์ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี เพราะโอเมก้า 3 จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพ และการรับประทานโอเมก้า 3 ปริมาณมากจะช่วยลดปัญหาเรื่องการทำงานของสมองเสื่อมตามวัย

ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเลย์ และถั่ว

เส้นใยอาหารที่อยู่ในข้าวโอ๊ตเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติลดคอเรสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากจะมีกากใยสูงแล้ว ข้าวโอ๊ตยังมีกรดโฟลิกที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และอุดมไปด้วยโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต สารอาหารเหล่านี้ยังพบได้ในถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งยังประกอบด้วยแอนโธไซยานินและเคอร์เซติน สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในเบอร์รี่ชนิดต่าง ๆ และแอปเปิ้ล

ที่มา...womanplus
Add a comment...
Wait while more posts are being loaded