Profile cover photo
Profile photo
iLaw
38 followers -
we engage people to create interest in political, social, human rights reforms, through the use of Internet.
we engage people to create interest in political, social, human rights reforms, through the use of Internet.

38 followers
About
Communities and Collections
Posts

Post has attachment
อ่าน #สรุปร่างรัฐธรรมนูญ  ได้ที่นี่


++สิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของรัฐ++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพถ้ากฎหมายไม่ห้าม และไม่กระทบความมั่นคง http://ilaw.or.th/node/4206
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: เมื่อ "สิทธิเสรีภาพ" เขียนใหม่เป็น "หน้าที่ของรัฐ" https://ilaw.or.th/node/4214
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: กรธ. ไม่เขียน "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" แต่สั่งรัฐสนับสนุนเฉพาะพุทธเถรวาท http://www.ilaw.or.th/node/4080
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: สิทธิทางสาธารณสุข เพิ่มสิทธิมารดา คำว่า "สิทธิเสมอกัน" หายไป http://ilaw.or.th/node/4190
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: สิทธิของผู้บริโภคและการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากรัฐอาจจะยากขึ้นไปอีก http://ilaw.or.th/node/4205
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: สิทธิแรงงานแบบกลับไม่ได้-ไปไม่ถึง http://ilaw.or.th/node/4207
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: การศึกษาไม่เป็น "สิทธิ" รัฐต้องจัดเรียนฟรี 12 ปี จากเด็กเล็กถึงม.3 http://ilaw.or.th/node/4209
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ตัด 'สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี' โบกมือลาองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม https://ilaw.or.th/node/4215

++สถาบันทางการเมือง++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: เปิดทาง "นายกฯ คนนอก" เฉพาะคนแรกหลังเลือกตั้ง http://www.ilaw.or.th/node/4068
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: รีวิว ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมของมีชัย http://www.ilaw.or.th/node/4079
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ที่มาและอำนาจของ ส.ว. แบบไม่ได้ง้อการเลือกตั้ง http://www.ilaw.or.th/node/4199
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ตีกรอบนโยบายให้คณะรัฐมนตรีทำงานเหมือนข้าราชการประจำ http://ilaw.or.th/node/4211

++ศาล และกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: กลไกการปราบโกง “นักการเมือง” http://www.ilaw.or.th/node/4044
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ศาลรัฐธรรมนูญกับบทบาท "คนดี" ของมีชัย http://www.ilaw.or.th/node/4071
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนดจริยธรรม ควบคุมฝ่ายการเมือง http://ilaw.or.th/node/4204
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: เมื่อข้าราชการเป็น “เสียงส่วนใหญ่” ในองค์กรอิสระ http://ilaw.or.th/node/4210
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ตัดขั้นตอนการรับฟังประชาชน ก่อนการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ https://ilaw.or.th/node/4216

++การปฏิรูป++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: "หมวดปฏิรูป" และ "ยุทธศาสตร์ชาติ" ภาพฝันที่ คสช. เร่ขาย http://ilaw.or.th/node/4202

++การปกครองส่วนท้องถิ่น++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: กระจายอำนาจถอยหลัง บางท้องถิ่นไม่ต้องเลือกตั้ง และลดการมีส่วนร่วมประชาชน https://ilaw.or.th/node/4212

++แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ง่ายซะที่ไหน http://www.ilaw.or.th/node/4076

++บทเฉพาะกาล++

- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: กรธ.ไม่ ‘ขัดใจ’ ยกให้ คสช. เลือก ส.ว. 250 คนเอง http://www.ilaw.or.th/node/4069
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: เห็นร่างรัฐธรรมนูญวันนี้ สิ้นปีหน้าได้เลือกตั้ง http://www.ilaw.or.th/node/4070
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ถ้าร่างผ่านเท่ากับ "ตีเช็คเปล่า" ให้ กรธ.เขียนกฎหมายลูก 10 ฉบับได้ตามใจ http://ilaw.or.th/node/4197
- สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญผ่าน คสช.ยังอยู่ต่อเบื้องหน้าและเบื้องหลัง http://ilaw.or.th/node/4198


#ร่างรัฐธรรมนูญ   #ลงประชามติ   #7สิงหา   #ประชามติ  
Photo
Add a comment...

Post has attachment
พรุ่งนี้ 15 ก.ค.เป็นต้นไป ถึงก่อนวันลงประชามติ

ร่วม #อ่านอนาคต #อ่านประชามติ #อ่านร่างรัฐธรรมนูญ ไปกับเรา https://t.co/Ez0IiCDiBc
Photo
Add a comment...

Post has attachment
เสรีภาพการแสดงอออก: 'อารยะที่(ต้อง)ขัดขืน'
วันนี้(8 กรกฎาคม 2559) ที่โรงแรมขอนแก่น โฮเต็ล จังหวัดขอนแก่น สำนักข่าวเดอะอิสาน เรคคอร์ด จัดเวทีสาธารณะ เรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงออกในอีสาน ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ทหารจาก มทบ.23 พูดคุยกับผู้จัดโดยแจ้งว่าจัดได้ แต่ห้ามพูดเรื่องการเมือง นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่าสิบนายสังเกตการณ์และบันทึกวิดีโอตลอดงาน

ไฮท์ไลต์เวทีช่วงเช้าอยู่ที่ผู้เข้าร่วมอภิปรายซึ่งมีที่มาหลากหลายทั้งจากส่วนกลางและในภูมิภาค ได้แก่ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสข่าวสดอิง
ลิช , ดร.เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อานนท์ ชวาลาวัณย์ ตัวแทน iLaw ,และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิฯ โดยมี อ.พฤกษพรรณ บรรเทาทุกข์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
'คนที่ไม่ถูกละเมิดจะไม่รู้สึก'

หมอนิรันดร์ เริ่มเปิดฟลอร์ด้วยการกล่าวถึง คำปรารภในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มนุษย์ต้องเป็นอิสระจากสี่ประการ ความกลัวทำให้เกิดความเงียบ เกิดจากการใช้อำนาจและความคิดของรัฐ
เรื่องเสรีภาพการแสดงออก มีปัญหาคือหนึ่งรัฐมองว่าประชาชนโง่ เลยพยายามปิดบังข้อมูลข่าวสาร ไม่ชอบให้มีการรวมตัว มักอ้างเรื่องความมั่นคง รัฐไม่ยอมรับสิทธิในการมีส่วนร่วมเห็น การทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน
ต้องทำไปพร้อมกันทั้งกับรัฐบาลและกับประชาชน รัฐมองว่าคนที่มองเห็นต่างเป็นศัตรู และรัฐบาลเป็นคนรู้และเข้าใจ ยอมรับสิทธิมนุษยชนน้อย
ตั้งแต่ปี 2540 มีการรับรองเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไว้แล้ว แต่หน่วยงานของรัฐไม่เคารพกฎหมายในส่วนนี้ คำร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลังรัฐประหารอย่างกรณีการละเมิด
เสรีภาพในวิชาการ อาทิ จากการแทรกแซงกิจกรรมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ส่วนที่รัฐมักอ้างว่า ‘ถ้าไม่ได้ทำผิดจะไปกลัวอะไร’ คือเห็นว่าคนที่ไม่ถูกละเมิดจะไม่รู้สึก คนมีอำนาจในสังคมไทยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในสังคมไทยอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์

หมอนิรันดร์ยังบอกว่า ย้ำกับชาวบ้าน/ประชาชนเสมอว่าเสรีภาพจะได้มาเฉพาะด้วยการต่อสู้ อย่างกรณีเหมืองโปแตช อะไรเป็นสิทธิของประชาชน ก็เป็นหน้าที่ของรัฐในการปกป้องคุ้มครอง หน้าที่ของประชาชนคือไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและการเรียกร้องสิทธิของตัวเองต้องไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย


เสรีภาพการแสดงออกมีราคาที่ต้องจ่าย ?
อานนท์ ตัวแทนจากศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ เห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะรัฐที่ละเมิดเสรีภาพการแสดงออก แต่บริษัทเอกชนก็มีละเมิดประชาชนด้วย เพราะมีกฎหมายหลายอย่างเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่
เจตนารมณ์แรกเริ่ม มุ่งปกป้องธุรกรรมออนไลน์ แต่เมื่อเข้า'กฤษฎีกา' กลับขยายจากข้อมูลปลอมเป็นข้อมูลเท็จ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทำให้มีการใช้กฎหมายซ้ำซ้อน และเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ หลายครั้งผู้ใช้ ไม่ได้ใช้เพราะได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิ แต่เพื่อปิดปาก เช่น หากบริษัท บริษัทหนึ่งไปฟ้องหมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมฯกับชาวบ้านที่ขอนแก่น แต่บริษัทเลือกไปฟ้องที่กรุงเทพฯ เป็นการเพิ่มความยากลำบาก คนที่ไม่มีกำลังก็ลำบากก็อาจจะยอมยุติการเคลื่อนไหวเพื่อแลกกับการไม่
ถูกดำเนินคดี ถือว่าใช้ข้อกฎหมายปิดปากจากเทรนด์ที่รัฐใช้มาตรา '116' อานนท์เห็นว่ากฎหมายยุยงปลุกปั่นตามม. 116 ที่ถูกใช้ปิดปากประชาชนมากขึ้น ซึ่งมีปัญหามาก นอกจากประกาศคำสั่งคสช.ที่ 37/2557 ทำให้คดีนี้ต้องขึ้นศาลทหาร ปัญหาอีกอย่างคือ อะไรคือนิยามของยุยงปลุกปั่น แชร์ข่าวลือผังราชภักดิ์ บุคคลสำคัญโอนเงินไปต่างประเทศ นิยามกว้างทำให้ประชาชนกลัวไม่กล้าใช้เสรีภาพในการแสดงออก ในฐานะเจ้าหน้าที่ของไอลอว์ที่ทำเพจให้ความรู้เรื่องกฎหมาย และมีคนติดตามกว่าแสนไลก์ ก็มีความหวั่นกลัวโดน พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ บ้างจากเนื้อหาบางอย่างที่ล่อแหลม แต่ก็มีกองบรรณาธิการ คุมเนื้อหาของเรา ประเด็นสำคัญคือไม่สามารถจัดการคอมเมนต์ในเพจซึ่งเยอะมาก แต่เราก็พยายามยืนยันหลักการเสรีภาพในการแสดงออกที่เรายึดถือ

อานนท์ทิ้งท้ายว่า การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เป็นผลร้ายต่อความมั่นคงของรัฐ อย่างกรณีการดำเนินการกับ กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ คนแสดงออกอย่างสันติไม่ได้ เพราะถูกจำกัด เป็นระเบิดเวลาที่อาจทำให้คนเลือกใช้ความรุนแรง ความมั่นคงไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกับเสรีภาพอีกทั้งไม่ใช่เส้นขนาน หากคงแบบนี้ต่อไปความมั่นคงที่พยายามสร้างมาอาจพังทลายในพริบตาจากน้ำผึ้งหยดเดียว

'สู้สิครับจะรออะไร'
ประวิตรเริ่มพูดอย่างฉะฉาน ต่อการต่อของเสรีภาพการแสดงออกว่า "สู้สิครับจะรออะไร" "ส่วนตัวเกือบจะโดนคดี 116 เหมือนกัน แต่คณะกรรมการฯ ใน คสช. ให้'ใบชมพู' ไปก่อน" เสรีภาพการแสดงออก เป็นสิ่งมีเท่าที่มีเท่าที่สื่อและประชาชนยืนหยัดที่จะสู้ เป็นสิ่งที่ต้องสร้างร่วมกัน ยุคสฤษดิ์ถ้า
สื่อไหนไม่ถูกใจ อาจถูกยิงเป้า แต่ปัจจุบันรัฐบาลใช้มาตรา ปรับทัศนคติ อย่างไรก็ตามอำนาจเบ็ดเสร็จของ คสช.ก็ไม่สามารถใช้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะความกดดันและห่วงใยของประชาคมระหว่างประเทศ และยืนหยัดของสื่อ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประวิตรและประชาชน สื่อไทยก้าวมาไกลจากยุคสฤษดิ์แล้ว
ทุกวันนี้สังคมไทยเงียบและมืดแต่ยังมีการต่อต้านขัดขืน อย่างอีสานใหม่ที่ไปเดินขบวน ถือเป็นอารยะขัดขืนภาคปฏิบัติ อย่างการจัดงานวันนี้ ที่จัดได้แม้ทหารตำรวจมานั่งในห้อง

"ผมไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อไทยรายงานไปด้านเดียว แม้อย่างการพร้อมใจกันต่อต้าน คสช.ก็ตาม แต่ขอให้รายงานให้รอบด้านและเก็บข้อเท็จจริงไปเสนอให้ครบ" อาทิ ไม่(ค่อย)มีสื่อใดรายงานการเข้าร่วมสังเกตการณ์ ของตัว
แทนสถานทูต ในชั้นพิจารณาคดีของศาลทหารในกรณีนักโทษประชามติ
นอกจากนี้ ประวิตรยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการผูกขาดการนำเสนอข้อเท็จจริงผ่านการรายงานข่าวโดยสำนักข่าวในกรุงเทพฯ สื่อประชาชน สื่อทางเลือกก็กระจุกแต่ในกรุงเทพฯ ฉะนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับอีสานของคนไทยจึงถูกบิดเบือน

'คนอีสานเว้าบ่แจบ'
ดร.เสาวนีย์ พูดถึงสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความกลัว ใครมีเสียงกรุงเทพฯ พูดแทนคนไทย ภาษาไทยกลาง เสียงจะมีน้ำหนักกว่า ทั้งที่หากพิจารณาในแง่ภาษาศาสตร์มีภาษา 70 กว่าภาษาในไทย ภาษาไทย/ภาษากลาง อยู่บน
ยอดพีระมิด 'คนอีสานเว้าบ่แจบ' คนพูดภาษาอีสานอยู่ล่างของพีระมิด เราถูกทำให้เชื่อว่าเราต่ำต้อยกว่า มาจากการหล่อหลอม เมื่อพูดภาษากลางก็ดูมีราคา ในฐานะทุนทางสังคมและเมื่อหลายๆ สิ่งกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางก็เป็นปัญหาเพราะเสียง'อีสาน' (คนที่มีภาษาลาวในไทยเป็นภาษาแม่) กว่า
17 ล้านเสียง ถูกทำให้เงียบ ไม่มีค่า ภาษาก็นับว่าเป็นตัวแทนปัญหาอื่นได้ นอกจากนี้ภาษาอีสานเป็นอุปสรรคในการสื่อสารปัญหาของตน พูดภาษาต่างกันย่อมทำให้รู้สึกห่างเหิน ข้าราชการที่มาประจำที่นี่ ก็ไม่เคยถูกเทรนให้ฝึกพูดภาษาบ้านเรา เมื่อมีข้าราชการพูดภาษาลาวได้ ชาวบ้านกลับรู้สึกชื่นชม ว่าเขาลดตัวมาพูดภาษาตัว

ประวิตรเสริมประเด็นนี้ว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ทัศนคติไม่เฉพาะภาษา สตริงเงอร์ในท้องถิ่นซึ่งมีอาชีพอื่น ส่งข่าวให้เอเจนซีในภาคกลาง บ้างทำเพื่อบารมีตัวเอง สำนักข่าวส่วนกลางไม่ค่อยลงทุนกับการเข้าถึงแหล่งข่าวตัวจริงในภูมิภาคบ่อยครั้งเรื่องราวเกี่ยวกับชนบทในไทยถูกนำเสนอโดยสื่อต่างประเทศ

ในภาคบ่ายยังคงเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากภาคเช้า แต่ถ่ายทอดด้วยประสบการณ์ตรงของผู้ถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ได้แก่ ดีเจวิทยุคนเสื้อแดง แกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่น อาจารย์ธีรพล อันมัย จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สองผู้ถูกฟ้องจากคดีชุมนุมต่อต้านการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสาร ขอนแก่น

แม้ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องราวเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก แต่เมื่อดำเนินรายการไปเพียงไม่นาน หลังช่วงแบ่งปันมุมมองว่าด้วยนิยามของเสรีภาพและความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขา ผู้อภิปรายต่างเล่าถึงสภาพปัญหาและผลกระทบจากการละเมิดสิทธิประการอื่นๆ ที่ได้เผชิญ อย่างสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ จนนำไปสู่ความกดดันและต้องการแสดงออกเพื่อบอกเล่าปัญหาของตน ก่อนลงเอยด้วยการจำกัดเสรีภาพหลากหลายรูปแบบ ทั้งการถูกดำเนินคดีและเรียกไปปรับทัศนคติ

#ilawFX   #เสรีภาพ   #สิทธิเสรีภาพการแสดงออก  
Photo
Add a comment...

Post has attachment
"ผมอยากเห็นการรณรงค์ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็น ประชาชนจะเพิกเฉยได้อย่าไร ในเมื่อคนก็มีลูกมีหลาน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านเราต้องอยู่กับคสช. อยู่กับเศรษฐกิจแบบนี้ไปอีกหลายปี สังคมจะเดินต่อลำบาก" บอยหนึ่งในนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังฐานฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประชามติฯ กล่าว

อนันต์ โลเกตุ หรือ บอย ชายหนุ่มร่างเล็ก บุคลิกเรียบร้อยใส่แว่นตากรอบหนา พูดจาสุภาพอ่อนน้อม และยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นหนึ่งในผู้ถูกจองจำหลังไปแจกใบปลิวรณรงค์การลงประชามติ ที่ชุมชนเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ขณะถูกจับบอยกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ คณะมนุษยศาสตร์ เอกปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง บอยเป็นคนที่มีความสนใจในประเด็นทางสังคม บอยจึงทำกิจกรรมที่ชมรมค่ายอาสาพัฒนารามอีสาน จนได้ขึ้นเป็นประธานชมรม และยังเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นระยะด้วย

ย้อนไปสมัยเรียนมัธยม บอยเคย"บวชเรียน"อยู่ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี จ.ลำปาง และเรียนจนจบชั้นเปรียญธรรม 7 ประโยค หลังจากนั้นเขารู้สึกอิ่มตัวกับการศึกษาทางธรรมจึงลาสิกขาและออกมาสมัครเรียนทางโลกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตามคำแนะนำของรุ่นพี่ที่ลาสิกขาออกมาก่อนหน้านั้น แม้จะละทิ้งเพศบรรพชิตไว้เบื้องหลังแล้วแต่บอยก็ยังเลือกเรียนสาขาปรัชญาซึ่งเป็นศาสตร์ความรู้ทางเดียวกับศาสนาที่เคยศึกษามา

บอยเล่าว่า ตอนที่เข้ามาเรียนที่รามคำแหงใหม่ๆ เขามีเป้าหมายชีวิตคล้ายๆกับคนส่วนใหญ่ คือ เรียนให้จบแล้วหางานดีดีทำ แต่หลังจากเริ่มเข้ามาทำกิจกรรมค่ายอาสา บอยมีโอกาสเรียนรู้ปัญหาของชาวบ้านมากขึ้น การออกค่ายครั้งแรกบอยไปที่จังหวัดสกลนคร ไปเรียนรู้ปัญหาของชาวบ้านที่ถูกประกาศเขตอุทยานทับที่ดินทำกิน สิ่งที่บอยเรียนรู้จากการทำกิจกรรมมาทำให้เขาเกิดความรู้สึกในใจว่า ปัญหาต่างๆที่เขาได้เรียนรู้อาจเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนรอบตัวได้ไม่ยาก บอยจึงทำกิจกรรมค่ายอาสามาอย่างต่อเนื่อง จากคนเข้าร่วมค่าย มาเป็นคนจัดค่าย และขึ้นเป็นประธานชมรม

"สมัยเรียนที่โรงเรียนปริยัติธรรม ก็มีแต่กิจกรรมสังคมสงเคราะห์ เช่น แจกของช่วยชาวบ้าน แจกผ้าห่มให้กับคนในพื้นที่รอบๆ วัด ซึ่งไม่ได้แก้จุดที่เป็นปัญหาจริงๆ พอได้ทำกิจกรรมมากขึ้นแล้วได้เห็นว่า มีปัญหาในสังคมอยู่เต็มไปหมด ปัญหาอาจไม่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้โดยตรง แต่อาจเกิดขึ้นกับเราในอนาคตโดยอ้อมก็ได้ เราก็เลยอยากทำงานเพื่อสังคมให้มากขึ้น สิ่งที่ได้ก็ได้กับเราและแบ่งให้คนอื่นด้วย" บอยกล่าว

ในส่วนกิจกรรมการเมือง บอยก็เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นบางครั้ง เพราะเขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตและเกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันของชีวิตทุกคน เช่นการรัฐประหาร 2557 ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ

หลังการรัฐประหารบอยเคยรวมตัวกันกับเพื่อนในมหาวิทยาลัยอย่างหลวมๆ เพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง เขาเคยถูกจับไปปรับทัศนคติแล้วหนึ่งครั้งช่วงปี 2557 หลังไปติดสติ๊กเกอร์รณรงค์ไม่ยอมรับการรัฐประหาร แต่การถูกเรียกปรับทัศนคติก็ไม่ได้ทำให้บอยกลัวหรือยุติการทำกิจกรรมแต่อย่างใด ยังคงร่วมกิจกรรมเท่าที่สามารถทำได้ จนกระทั่งมาแจกใบปลิวและถูกจับ

"ผมเห็นด้วยกับการ 'Vote No' ผมอยากเสนอความคิดว่า ถ้าประชาชนนิ่งเฉย หรือรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องอยู่กับคสช.ต่อนะ ผมอยากเห็นการรณรงค์ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็น ประชาชนจะเพิกเฉยได้อย่าไร ในเมื่อคนก็มีลูกมีหลาน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านเราต้องอยู่กับคสช. อยู่กับเศรษฐกิจแบบนี้ไปอีกหลายปี สังคมจะเดินต่อลำบาก" บอยเล่าถึงเหตุที่เขาออกไปร่วมแจกเอกสารรณรงค์ในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นเหตุให้เขาถูกจับกุม

บอย บอกด้วยว่า สังคมยุคนี้เป็นยุคลังเล ยุคปิดหูปิดตา เขาอยากเห็นนักศึกษาตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยมากกว่านี้ เพราะเรื่องการเมืองกระทบกับตัวนักศึกษาและพ่อแม่ของนักศึกษาด้วย ไม่ใช่เพียงสนใจแต่การเรียนให้จบอย่างเดียว เพราะปัญหาจากสังคมการเมืองจะเกิดขึ้นกับทุกคนและคนที่อยู่รอบตัว
บอยมองว่า การที่เขาไม่ยื่นขอประกันตัวก็เป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง เพราะเขาต้องการให้สังคมเห็นว่าตอนนี้มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น

การที่มีคนโดนจับจากการแจกใบปลิวแบบนี้ สังคมน่าจะตั้งคำถามว่าสิทธิเสรีภาพไม่มีเลยหรือเปล่า


"เราฝันอยากเห็นสังคมที่ถูกคนลืมตาอ้าปากได้ แสดงความคิดเห็นได้ในสิ่งที่มันไม่ใช่ ไม่ชอบธรรม ไม่ยุติธรรมต่อสังคม พวกเราก็ไร้เดียงสานะ สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยมันสวยงามสำหรับพวกเรา แต่จริงๆ ประชาธิปไตยในไทยมันยังไปไม่ถึงไหน" นักศึกษาที่กำลังจะเปิดเทอมปีสุดท้ายในเดือนกรกฎาคมกล่าวขณะยังคงถูกจองจำ

---------------------
23 มิถุนายน 2559 สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่และสมาชิกสหภาพแรงงานรวม 13 คน ไปเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและแบบฟอร์มการขอใช้สิทธิลงประชามตินอกเขตที่ตลาดเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจับกุม

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหา ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. 3/2558 และข้อหาตามพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ศาลทหารสั่งให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ผู้ต้องหา 6 คน ขอประกันตัวด้วยเงินสดคนละ 50,000 บาท ผู้ต้องหาอีก 7 คนไม่ประสงค์จะประกันตัวจึงถูกส่งไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ดูรายละเอียดกรณีนี้เพิ่มเติมได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/case/718
Photo
Add a comment...

Post has attachment
#ก่อนท้องฟ้าจะสดใส : ประชามติต้องเปิดใจไม่ใช่ปิดปาก
.
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ฐานคิดของการลงประชามติคือ "ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย" ผู้จัดการลงประชามติต้องมอบอำนาจตัดสินใจสุดท้ายไว้ที่ประชาชน
.
ดังนั้น สิ่งที่ผู้จัดการออกเสียงประชามติต้องคุ้มครองก็คือ บรรยากาศแห่งการถกเถียง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะว่า ประชาชนต้องมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลอย่างรอบด้านเพียงพอเพื่อประกอบการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ และทราบถึงผลลัพธ์ของการทำประชามติว่า มันจะส่งผลต่อวิถีชีวิตในอนาคตของพวกเขาอย่างไร
.
แต่เมื่อมองย้อนกลับมาในสังคมไทย ชวนให้อดสงสัยไม่ได้ว่า การแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างเท่าเทียม เสมอภาค และมีเสรีภาพที่จะคิดหรือแสดงออก จริงหรือเปล่า..
.
ที่ผ่านมา มีคนจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรค 2 เพราะว่า "ออกมารณรงค์ประชามติ" หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และรายล่าสุดก็คือ นักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่และสมาชิกสหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ ที่ออกไปแจกเอกสารใบปลิว Vote No หรือ No Vote และหนังสือเห็นโต้แย้งต่อคำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้สรุปออกมา แล้วก็มีนิตยสารก้าวข้ามซึ่งเป็นนิตยสารเกาะติดสถานการณ์การเมืองที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่เป็นคนจัดทำ รวมไปถึงเอกสารการลงทะเบียนใช้สิทธิลงประชามตินอกเขต
.
ปัญหาสำคัญของ พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรค 2 อย่างหนึ่งคือ กฎหมายกำหนดลักษณะการกระทำความผิดด้วยถ้อยคำที่กำกวม มีความหมายกว้าง อีกทั้ง ยังไม่มีการนิยามคำที่กล่าวมาให้ชัดเจน จึงทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใจถึงขอบเขตสิทธิเสรีภาพได้ว่าการแสดงออกแบบใดจึงจะไม่มีความผิด
.
นอกจากนี้ ฐานความผิดดังกล่าวยังมีอัตราโทษสูงจนเกินพอดี เพราะการจำคุกไม่เกินสิบปีจากการแสดงความคิดเห็นนั้นร้ายแรงกว่าอัตราโทษของความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่อง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคงเสียอีก และถ้าถือว่า การแสดงความเห็นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ก้าวร้าว หรือหยาบคาย ในฐานความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ก็เป็นเพียงโทษสถานเบาจำคุกไม่เกิน 2 ปี
.
นี่หรือคือปลายทางที่รออยู่ของคนที่ต้องการเปิดพื้นที่ถกเถียงถึงอนาคตของชาติภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่...
.
ถึงวันนี้ หากว่ารัฐเลือกจะให้มีประชามติเพราะต้องการจะฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชน รัฐคงต้องเริ่มจากการผ่อนปรนทุกมาตรการที่กำลังคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
.
อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://ilaw.or.th/node/4165

[ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ทำหน้าที่คล้ายบทบรรณาธิการ ที่แสดงจุดยืนของทีมงานไอลอว์ ในฐานะคนทำงานติดตามประเด็นต่างๆ]

#ประชามติต้องเปิดใจไม่ใช่ปิดปาก
#อย่าลงประชามติด้วยความกลัว
Photo
Add a comment...

Post has attachment
นิสิตเกษตรฯ แจกใบปลิวประชามติ ก่อนถูกปรามหวั่น'ถูกจับกุม'
วันนี้ (14 มิถุนายน 2559) เวลา 9.00 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นิสิตกลุุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ทำกิจกรรม เดินแจกใบปลิวจากบริเวณคณะสังคมศาสตร์ ใบปลิวดังกล่าว มีเนื้อหารณรงค์ให้นิสิตและประชาชน ออกไปใช้สิทธิลงประชามติและประชาสัมพันธ์กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์

ในช่วง 10.30 น.นิสิตกลุ่มดังกล่าวกลับได้รับแจ้งจากมหาวิทยาลัยว่า มีตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบประสานกับมหาวิทยาลัยว่าทหารและตำรวจจะเข้าควบคุมสถานการณ์

ทางผู้บริหารไม่อยากให้มีเหตุควบคุมตัวกันเกิดขึ้นจึงประสานไปยังกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์หยุดกิจกรรมแจกใบปลิวเป็นการชั่วคราว
จากนั้น 11.30 น. เมื่อแจกเอกสารไปจนถึงบริเวณคณะเศรษฐศาสตร์ ได้พบบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ เจรจา
ให้ยุติกิจกรรม หนึ่งในนิสิตของกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ เผยกับไอลอว์ว่า "กิจกรรมครั้งเป็นเพียงการแจกใบปลิวเรื่องความเห็นแย้ง และ "ประชาสัมพันธ์ในกลุ่มเท่านั้น หนูไม่เข้าใจว่าจะมาคุกคามกันทำไม หนูก็กลัวเหมือนกันนะ แค่รณรงค์ให้ออกไปใช้สิทธิยังทำไม่ได้ แล้วจะมีประชามติไปเพื่ออะไร"
ก่อนที่กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์จะยุติกิจกรรมในช่วงก่อนเที่ยง โดยเอกสารที่แจกวันนี้ เป็นความเห็นแย้งของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เอกสารประชาสัมพันธ์กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ เอกสารรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิในวันที่7 สิงหาคม 2559 และเอกสารวิธีลงทะเบียนประชามตินอกเขต

ตัวแทนกลุ่มอีกคนกล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มเห็นร่วมกัน เรื่องประชามติจะมีผลต่อระยะยาวในอนาคต เป็นสิ่งกำหนดกดเกณฑ์ประเทศต่อไป จึงออกมาทำกิจกรรมให่นิสิตและผู้ปกครองเข้าใจ แรกเริ่มวันนี้วางแผน จะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญในมหาวิทยาลัย บริเวณคณะสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์. หอสมุด ไปจนถึงบริเวณประตูงามวงศ์วาน 1
ทั้งนี้เสรีเกษตรศาสตร์ เป็นกลุ่มกิจกรรมนิสิตที่ไม่สังกัดองค์การนิสิต ดำเนินกิจกรรมในประเด็นการเมือง และการรับน้อง เริ่มทำกิจกรรมมาตั้งแต่ปี2552 เช่นจุดเทียนเขียนสันติภาพ ช่วงปี 2556-2557 ,ต้านพรบ.นิรโทษกรรม ปี 2556 ฯลฯ
Photo
Add a comment...

Post has attachment
อนุเนื้อหาฯ กสท.เสียงข้างมากเสนอโทษหนัก Peace TV ถึงขั้นปิดสถานี
วันนี้ (12 มิถุนายน 2559) ประชาไทรายงานว่า สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึง การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 19/2559 วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2559 มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ การพิจารณาโทษปรับทางปกครองสูงสุดช่องพีซ ทีวี ภายหลังสำนักงาน กสทช. ตรวจพบการออกอากาศรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559 และ วันที่ 21 มีนาคม 2559 รายการ “เข้มข่าวดึก” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2559
และรายการ “ห้องข่าวเล่าเรื่อง” วันที่ 28 มีนาคม.2559 มีเนื้อหาต้องห้ามไม่ให้ออกอากาศตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ ฉบับ 103/2557 และเป็นการขัดต่อเงื่อนไขในการออกอากาศตามบันทึกข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกับสำนักงาน กสทช. นอกจากนี้ที่ประชุมจะมีการพิจารณาเรื่องร้องเรียน กรณีการออกอากาศรายการ Wake Up News ทางช่องรายการ Voice TV เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ภายหลังจากที่สำนักงานได้ขอถอนวาระการประชุมไปในการประชุม กสท.ครั้งที่ 17/59 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559
สุภิญญา กล่าวว่า เป็นครั้งที่สองแล้วที่มีการเสนอโทษให้เพิกถอนใบอนุญาตช่องพีซทีวี เนื่องเพราะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติซึ่งทางอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ ได้วิเคราะห์เองว่าไม่สามารถเอาผิดตามฐานมาตรา 37 ตามปกติของ กสทช.ได้ จึงต้องใช้ฐานอำนาจพิเศษคือประกาศ คสช. ซึ่งเสียงในอนุกรรมการฯก็ไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 4 โดยเฉพาะความเห็นของนักวิชาการและนักกฎหมายมองว่าไม่ได้ผิดขนาดนั้น โดยเฉพาะถ้าถึงขั้นจะต้องเพิกถอนใบอนุญาต
ส่วนตัวก็เห็นต่างจากมติอนุเนื้อหา แต่เห็นด้วยกับอนุกรรมการเสียงข้างน้อยและคิดว่าตนเองจะเป็นเสียงข้างน้อยใน กสทช. อีกครั้งที่เห็นต่างเรื่องการจะเพิกถอนใบอนุญาติช่องพีซทีวี เพราะเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันฝ่ายอำนาจรัฐก็ควบคุมการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายค้านได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว ถ้าจะปิดทีวีดาวเทียมฝ่ายค้านซึ่งตอนนี้ก็ลดโทนลงมากแล้ว จะยิ่งทำให้สถานภาพด้านสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมืองของไทยลดลงอีกจนเป็นที่จับตาของทุกฝ่ายและตอกย้ำบรรยากาศความหวาดกลัว ตึงเครียดในการลงประชามติที่กำลังจะมาถึงนี้
รอบก่อนหลังจากมติส่วนใหญ่เสนอให้เพิกถอนใบอนุญาต ทางช่องพีซ ทีวี ไปฟ้องศาล จนศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว รอบนี้รอดูว่าจะออกมาอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่าการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์โดยฐานกฎหมายพิเศษ จะเข้าข่ายการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุได้ เพราะจะกระทบกับรายการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั้งหมดจะตกงานกะทันหันด้วย
“ส่วนกรณีช่องวอยซ์ทีวี ความเห็นในอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญเสียงก็แตก 7:4 เช่นกัน โดยเสียงข้างน้อยที่เป็นนักวิชาการสื่อและกฎหมายมองว่ายังไม่ขัดมาตรา 37 คงเพราะยังเป็นสิทธิในการแสดงความเห็นและตรวจสอบ ตั้งคำถามการใช้อำนาจของภาครัฐตามหน้าที่ของสื่อ จะให้เชียร์อย่างเดียวก็จะฝืนความเป็นจริงมากเกินไป สังคมควรต้องมีการถ่วงดุลบ้าง
การลงโทษหนักช่องโทรทัศน์ที่มีจุดยืนต่างจากฝ่ายรัฐ จะทำให้ กสทช. ถูกมองว่าขาดความอิสระในการทำหน้าที่และใช้อำนาจในมิติทางการเมืองมากเกินไป ในขณะที่เรื่องอื่นๆ เช่น การคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกเอาเปรียบกลับยังอ่อนแอมากในการใช้อำนาจกำกับดูแล ดังนั้น ดิฉันยังหวังว่า บอร์ด กสท. จะพิจารณาวาระอย่างรอบคอบและมีความเป็นธรรมในการใช้อำนาจด้วย” สุภิญญา กล่าว

อ่านคดี กสทช.ระงับออกอากาศ พีซทีวี -->http://freedom.ilaw.or.th/case/665
ข้อมูลและขั้นตอนการปิดกั้นเนื้อหาในสื่อโทรทัศน์ ภายใต้ยุคคสช.-->http://freedom.ilaw.or.th/en/node/281
Photo
Add a comment...

Post has attachment
ถึง ผู้อ่านทุกท่าน

หวังว่าเราจะคิดตรงกันว่า 'ความเงียบ' ที่สังคมพึงปรารถนา คือ "ความเงียบสงบ" มิใช่ "ความเงียบสงัด"

ครบรอบ 24 เดือนหลังการรัฐประหาร จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่จะทบทวนบทเรียนจากการบริหารความเงียบและความดังในสังคมนี้ว่า คสช. มีวิธีการรับมือกับประชาชน ที่กำลังรอการคืนความสุขอย่างไร

ที่ผ่านมา แม้จะยกเลิกกฎอัยการศึกมาได้หนึ่งปีเศษ แต่การเปลี่ยนมาใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ที่ออกโดย "มาตรา 44" ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือบรรเทา การใช้อำนาจเพื่อปราบปรามประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก อย่าง การชุมนุม การจัดงานเสวนา หรือแม้แต่การโพสต์สเตตัสเฟซบุ๊ก แต่อย่างใด

ซ้ำร้ายรูปแบบและวิธีการกลับพัฒนาตัวจนเข้มแข็งและเข้มข้นมากขึ้น นับจนถึงวาระ 24 เดือน ทหารวางระบบให้สถาบันของทหารเองมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ครบทั้งวงจรของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การจับกุม ควบคุมตัว สอบสวน ฟ้องคดี ตัดสินคดี และดูแลเรือนจำ

รายงานฉบับนี้มีความมุ่งหวังว่า สังคมจะได้รู้ ได้เห็น ถึงกลไกที่รัฐใช้เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อรัฐอ้างว่ามันเป็นไปตาม "กระบวนการยุติธรรมปกติ"

ส่วนเมื่ออ่านแล้วผู้อ่านแต่ละคนจะเข้าใจและมีความเชื่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่จะคิดเห็นไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน

ท่านสามารถอ่านบทสรุปรายงาน 24 เดือนคสช.: เมื่ออำนาจทหารอยู่เหนือระบบยุติธรรม ได้ที่ http://goo.gl/JehwFl

หรือ อ่านรายงานแต่ละส่วนได้ที่

http://goo.gl/NLoFsj >> เมื่อทหารทำตัวเป็นตำรวจ

http://goo.gl/30Wn1e >> เมื่อทหารทำตัวเป็นศาลและอัยการ

http://goo.gl/pkA73C >> เมื่อทหารทำตัวเป็นผู้คุม

http://goo.gl/L7Uz4m >> เมื่อทหารทำตัวเป็น “กองเซ็นเซอร์”

และ

http://goo.gl/mHUOZ3 >> เมื่อทหารไม่ได้คืนแต่ "ความสุข"
Photo
Add a comment...

Post has attachment
คืน'ความศุกร์' ที่ 20 พฤษภาคมนี้

ไอลอว์จะเปิดรายงานเสรีภาพหลังรัฐประหาร 24 เดือนที่ผ่านมา
เมื่อทหารทำตัวเป็นศาลและอัยการ
เมื่อทหารทำตัวเป็นตำรวจ
เมื่อทหารทำตัวเป็นผู้คุม
เมื่อทหารทำตัวเป็นกองเซนเซอร์
เมื่อทหารเป็นโรงงานผลิตน้ำตา

โปรดลืมตา ร่วมฉุกคิด และติดตาม เร็วๆนี้ ..
ในโมงยามแห่งการรอคอย #ก่อนท้องฟ้าจะสดใส
Photo
Add a comment...

Post has attachment
มาตรา 116 เพื่อความมั่นคงฯหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ?

จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวแอดมินเพจต่างๆและประชาชนในกรุงเทพฯ และขอนแก่นรวม 10 คน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 เมษายน 2559 โดยอาศัยอำนาจคุมตัว 7 วัน ตาม 'มาตรา44' ของหัวหน้าคสช. ก่อนนำตัวมาไว้ที่ มทบ.11 ต่อมาปล่อยตัวไป 2 คน และคุมตัว8คนที่่เหลือไว้ ซึ่งช่วงบ่ายวันนี้(28 เมษายน 2559) ที่กองปราบฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล แถลงข่าวจับกุมและดำเนินคดีทั้ง8 คน ในข้อหาผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และตามประมวลกฎหมายมาตรา 116 ซึ่งพนักงานสอบสวนอ้างว่า สอบสวนไปแล้วจนพบหลักฐานเชื่อมโยงและการกระทำผิดที่ชัดเจน (http://bit.ly/1WsyAAd)

วันนี้ไอลอว์จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับ มาตรา 116 ว่าด้วยเรื่องยุยงปลุกปั่น และการบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้หลังรัฐประหารฯ

“มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”

ทั้งนี้ มาตรา 116 เขียนอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ลักษณะที่ 2 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นความผิดอาญาที่มุ่งเอาผิด “การทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่น” หมายความว่า กฎหมายนี้เป็นกรอบกำกับการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

หากเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่เห็นว่าไม่ชอบธรรม หรือ สำหรับยุคที่มีรัฐธรรมนูญ หากเป็นการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิขึ้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116 และที่สำคัญเมื่อกฎหมายนี้อยู่ในหมวด “ความมั่นคง” การกระทำที่จะถือว่าผิดมาตรา 116 ผู้กระทำต้องมีเจตนาให้กระทบต่อความมั่นคงด้วย

โดยหลังรัฐประหารพฤษภาคม 2557 มีปรากฎการณ์บังคับใช้ กฎหมายมาตรา 116 และมีผู้ถูกดำเนินคดีในรูปแบบต่างๆอย่างน้อย 39 ราย (http://freedom.ilaw.or.th/politically-charged)
และจากการใช้โซเชี่ยลมีเดียอย่างน้อย 8 ราย เช่นผู้แชร์ข่าวลือเกี่ยวกับผู้นำประเทศหรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลใน คสช. โดยจะพบว่าการกระทำผ่านโซเชี่ยลมีเดียนี้ มักจะพ่วงทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯและความผิดมาตรา 116 อยู่ด้วย โดยเฉพาะความมาตรา 116 ที่อยุ่ในหมวดความมั่นคง ต้องขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลทหาร ตามประกาศ คสช.ที่ 37/2557 ที่หลายกรณีอาจถูกมองว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง 
และจากการเก็บบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้ จึงมีบางกรณีที่ไอลอว์เห็นว่ามีความคล้ายคลึงในลักษณะการกระทำเช่นวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น ในโลกออนไลน์ ก่อนถูกจับกุมและเป็นคดีความ ดังต่อไปนี้

โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี 

รินดา (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/682) ถูกดำเนินคดีจากการโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ โอนเงินหมื่นล้านไปสิงคโปร์ ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ และศาลระงับการพิจารณาคดีไว้ หลังเห็นว่าไม่เข้าข่ายความผิดยุยงปลุกปั่น ให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นเพียงการหมิ่นประมาทโดยโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ศาลทหารจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ โดยอัยการโจทก์ ค้านต่อศาลว่า คดีนี้ศาลทหารมีอำนาจวินิจฉัยคดี เมื่อศาลเห็นว่าอัยการโจทก์ค้าน จึงขอส่งคำร้องไปให้ศาลอาญาพิจารณา ให้ระงับการพิจารณาคดีนี้ไว้ชั่วคราว และรอฟังคำสั่งศาลอีกที 

โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ทุจริตอุทยานราชภักดิ์ 

'แจ่ม' (http://freedom.ilaw.or.th/case/707) ถูกดำเนินคดีมาตรา 116 และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องทุจริตก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ โดยต่อมาศาลให้ประกันตัวด้วยเงินสด 100,000 บาท และภายหลังอัยการทหารพิจารณาตรวจสำนวนแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ส่วนความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ใช่ความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร จึงจำหน่ายคดีให้ศาลยุติธรรม และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดพระโขนง

----------------------------------------------------

อ่าน บทบรรณาธิการตอนใหม่ของไอลอว์ "ก่อนท้องฟ้าจะสดใส: บรรยากาศเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ !" ได้ที่ http://ilaw.or.th/node/4093

อ่าน บทวิเคราะห์ ปรากฏการณ์ ใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ "ขู่" ประชาชนห้ามชุมนุมทุกประเภท ได้ที่http://ilaw.or.th/node/3991

อ่าน บทวิเคราะห์ปัญหาของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่ยังไม่ถูกแก้ไข ได้ที่ http://ilaw.or.th/node/3676

อ่าน บทวิเคราะห์การใช้มาตรา 116 เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/blog/116NCPO
Photo
Add a comment...
Wait while more posts are being loaded