Profile cover photo
Profile photo
ประวัติศาสตร์ไทย
90 followers -
เพื่อชาติไทย
เพื่อชาติไทย

90 followers
About
ประวัติศาสตร์ไทย's posts

Post has attachment

Post has attachment
ประวัติศาสตร์พฤติกรรมล้มล้างพระธรรมวินัย http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2015/04/blog-post_13.html

http://www.alittlebuddha.com/

www.facebook.com/thaihistory
Photo

Post has attachment

Post has attachment

Post has attachment

Post has attachment
ทรัพย์สินของภิกษุ ศึกษาจากพระไตรปิฎกและกฎหมายตราสามดวง

(บทความเมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒)

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ ก.พ. ๒๕๕๘ ผมได้นำบทความเรื่อง “ธัมมชโยละเมิดพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช” ที่ได้เขียนให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ ๔ พ.ค. ๒๕๔๒ ภายหลังจากที่มีบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชประทานออกมาในฉบับแรกเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ และ “ธัมมชโย” ก็ยังไม่ยอมรับว่า ต้องปาราชิกตามพระธรรมวินัยเป็น “อภัพพบุคคล” ที่จะต้องถูกกำจัดให้พ้นให้จากหมู่สงฆ์และไม่ยอมคืนทรัพย์สินให้กับวัดอีกด้วย

ถ้าคณะสงฆ์และรัฐบาลได้ดำเนินการตามพระธรรมวินัยที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้เสร็จเด็ดขาดเสียในตอนนั้น เรื่องรับทรัพย์สินที่เข้าข่ายการฟอกเงินที่ยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอาญาฐานรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก็จะไม่เกิดขึ้นในขณะนี้

จากข้อเสนอที่ผมได้ให้ความเห็นว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุ ซึ่งมีความหมายรวมถึงทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ที่พระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น ควรจะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น

หลังจากที่ผมได้เสนอความเห็นดังกล่าวนี้ออกไปแล้ว ก็มีท่านผู้รู้ทั้งฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์สนับสนุนความเห็นของผม รวมทั้งข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ อาทิ

หนึ่ง ที่จะให้ตกเป็นสมบัติของวัด ควรจะเป็นเฉพาะประเภทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้แก่ที่ดิน

สอง ถ้าจะให้ประเภทสังหาริมทรัพย์ตกเป็นสมบัติของวัด ก็ควรจะเป็นเฉพาะสังหาริมทรัพย์ที่มีค่า เช่น รถยนต์ หรือประเภทเพชรนิลจินดา เพราะเป็นทรัพย์ที่มีราคา

แต่ที่มีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ ที่จะให้ตกเป็นสมบัติของวัด ก็เฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศเท่านั้น จะต้องไม่รวมถึงทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนแล้วก่อนที่จะบวชเป็นภิกษุ

1.ท่านผู้รู้ยังได้กรุณาแนะนำผมให้ศึกษาเรื่องนี้จากพระไตรปิฎกในสิกขาบทที่ 1 จีวรวรรค ใบนิสสัคคิยกัณฑ์ ที่มีความตอนหนึ่งว่า

“พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นทรงอนุญาตให้ภิกษุมีจีวรได้เพียง 3 ผืน

ผ้านุ่ง

ผ้าห่ม

ผ้าห่มซ้อนที่เรียกว่า สังฆาฏิ

ภิกษุ ฉัพพัคคีย์ (ภิกษุผู้รวมกันเป็นคณะ 6 รูป) เข้าบ้าน อยู่ในวัดลงสู่ที่อาบน้ำด้วยไตรจีวรต่างสำรับกัน ภิกษุทั้งหลายติเตียน ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามเก็บอติเรกจีวร คือจีวรที่เกินจำเป็นเกินจำนวนที่กำหนด ถ้าล่วงละเมิดต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

ในสิกขาบทที่ 8 โกสิยวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์ ได้บัญญัติเกี่ยวกับการห้ามรับทองเงิน ความดังนี้

“เจ้าของบ้านที่พระอุปนนทะ ศากยบุตร เข้าไปฉันเป็นนิตย์ เตรียมเนื้อไว้ถวายเวลาเช้า แต่เด็กร้องไห้ขอกินในเวลากลางคืน 
จึงให้เด็กกินไป

รุ่งเช้าจึงเอากหาปณะ (เงินตรามีราคา 4 บาท) ถวาย พระอุปนนทะก็รับ มีผู้ติเตียนพระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุรับเอง ใช้ให้รับทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน ที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด

ภายหลังทรงอนุญาตให้ยินดีในปัจจัยสี่ได้ คือ ทายกมอบเงินไว้แก่ไวยาวัจกร เพื่อจัดหาปัจจัยสี่ คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่นอนที่นั่ง ยารักษาโรค ภิกษุต้องการอะไรก็บอกให้เขาจัดหาให้ จึงมีประเพณีถวายใบปวารณาปัจจัยสี่มาจนถึงปัจจุบัน

ท่านผู้รู้ได้เน้นให้เห็นว่า นี่คือแก่นแท้ในพระไตรปิฎก ที่ห้ามพระภิกษุเป็นเจ้าของทรัพย์สินเงินทองที่มีค่ามากเกินความจำเป็นของสงฆ์ แม้จีวรก็ให้มีได้เพียง 3 ผืน

ส่วนเงินทองนั้นก็ห้ามรับ ห้ามยินดีเก็บไว้เพื่อตน ทรงอนุญาตเฉพาะที่จำเป็น ให้ยินได้ในปัจจัยสี่เท่านั้น

2.จากพระไตรปิฎก ก็มาสู่กฎหมายตราสามดวง ตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 มาตรา 36 ได้บัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของพระภิกษุไว้ว่า

“ภิกษุ จุติ จาก อาตมภาพ แล คหัถ จะปันเอาทรัพย์มรดกนั้นมิได้ เหตุว่าเขาเจตนาทำบุญให้แก่เจ้าภิกษุเปนของอยู่ในอารามท่านแล้ว ถ้าเจ้าภิกษุอุทิศไว้ให้ทานแก่คหัถๆ จึงรับทานท่านได้

อนึ่ง ถ้าคหัถมรณภาพ (บิดามารดา) ญาติพี่น้อง ลูกหลาน เปนเจ้าภิกษุอยู่ในสิกขาบทแล้ว จะปันเอาทรัพย์มรดกคหัถนั้นมิได้ เหตุว่าเปนบุตรพระเจ้าแล้ว ถ้าคหัถผู้มรณภาพนั้นอุทิศไว้ถวายสวิญาณกะทรัพย์ และอะวิญาณกทรัพย แก่เจ้าภิกษุผู้เปนญาติพี่น้องลูกหลาน จึงรับเอาทรัพย์ทั้งนั้นเป็นของเจ้าภิกษุได้ ถ้าเจ้าภิกษุจุติจากอาตมภาพ ทรัพย์นั้นคงเป็นของในอาราม ผู้ใดจะว่ากล่าวเอาท่านว่ามิได้เลย”

จะเห็นได้ว่า แม้ในกฎหมายตราสามดวง ก็มีหลักที่ได้บัญญัติไว้เกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ก็จะต้องตกเป็นสมบัติของวัด ดังที่ได้ให้เหตุผลไว้ว่า

“เหตุว่า เขาเจตนาทำบุญให้แก่เจ้าภิกษุ เป็นของอยู่ในอารามท่านแล้ว” และอีกตอนหนึ่งที่ได้ให้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า 
จะปันเอาทรัพย์มรดกนี้มิได้ เพราะเหตุว่าเป็นบุตรพระเจ้าแล้ว (พระพุทธเจ้า)

3.ซึ่งหลักการในกฎหมายตราสามดวง ในส่วนนี้ก็ตรงกับหลักที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้บัญญัติไว้ในปัจจุบันว่า พระภิกษุนั้นจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายหลัง

แต่ในส่วนที่จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกไปเลยก็คือ มาตรา 1623 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้บัญญัติว่า

“ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม”

จะเห็นได้ว่าในมาตรานี้มีช่องว่างในทางกฎหมายที่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ โดยนำทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ เช่น เขาถวายที่ดินให้กับวัด แต่ได้ใส่ชื่อเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุรูปหนึ่งในวัดนั้นมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนด แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วเขามีศรัทธาที่จะถวายให้กับวัดโดยตรง

โดยช่องว่างของกฎหมายดังกล่าวก่อนที่พระภิกษุจะถึงแก่มรณภาพ ถ้าสึกไปก่อน ที่ดินนั้นก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้นั้นไปเลย หรืออาจจะหลีกเลี่ยงได้โดยการจำหน่ายจ่ายโอนในระหว่างมีชีวิตให้กับคนอื่น หรือหลีกเลี่ยงโดยการทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้กับบุคคลอื่น เพราะฉะนั้น เมื่อถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินนั้นก็จะไม่ตกเป็นสมบัติของวัด

ผมจึงมีความเห็นสอดคล้องกับท่านผู้รู้ ที่ควรจะได้มีการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ให้เป็นไปในหลักการใหม่ว่า

“ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น ตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา”

ในกรณีทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ (เช่น แก้วแหวนเงินทอง รถยนต์) ที่มีราคาสูง ก็ควรตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด
เช่นเดียวกับอสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นเฉพาะปัจจัยที่จำเป็นตามสมควร ซึ่งได้แก่ปัจจัยสี่ ดังที่ทรงอนุญาตให้ยินดีรับไว้ได้

พร้อมนี้ผมได้นำคำนำของท่านพระเดชพระคุณพระพรมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ลงไว้
ในหนังสือของผมชื่อว่า “คัมภีร์ศาสนาที่สำคัญของโลกอันว่าด้วยปรัชญาและฐิติในการรักษา ปฏิรูปวินัยการเงินการคลัง” มีความตอนหนึ่ง ดังนี้

“....พระพุทธเจ้าทรงกำหนดวินัยของชาวพุทธที่เกี่ยวกับการเงินของคฤหัสถ์ไว้ว่า “แสวงหาทรัพย์โดยสุจริต โดยชอบธรรม 
เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนเองให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและทำบุญไม่ลุ่มหลง ไม่มัวเมา มีปัญญาเครื่องสลัดออก (นิสสรณปัญญา) ใช้จ่ายทรัพย์นั้น (อง.ทสก.๒๔/๙๑/๑๘๘) ในที่นี้ คำว่า “มีปัญญาเครื่องสลัดออก” หมายถึง จ่ายทรัพย์อย่างเป็นนายของทรัพย์ ไม่ใช่เป็นทาสของทรัพย์....”

สุดท้าย กระผมขอกราบอัญเชิญลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชที่ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ดังนี้ครับ

“ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจ ห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม”

ปรีชา สุวรรณทัต


Photo

Post has attachment

Post has attachment

ผู้ปาราชิกและมหาเถรสมาคมผู้เป็นภัย? http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2015/03/blog-post_2.html

ประจักษ์แจ้งนานแล้ว ธัมมชโยปาราชิก ใครละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่? http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2015/02/blog-post_58.html
Wait while more posts are being loaded