Profile cover photo
Profile photo
HealthInfoInThailand
70 followers -
เว็บสารสนเทศสุขภาพไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. โดยไม่แสวงหาผลกำไร
เว็บสารสนเทศสุขภาพไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. โดยไม่แสวงหาผลกำไร

70 followers
About
HealthInfoInThailand's posts

Post has attachment
#หน้าท้องแบนราบด้วยการเพิ่มไฟเบอร์


กินแบบไหน ได้แบบนั้น หากเราอยากให้สุขภาพดีก็ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน แต่หากต้องการควบคุมน้ำหนักไปด้วย “กีวี” เป็นทางเลือกอันยอดเยี่ยม เพราะดีต่อสุขภาพและมีรสชาติอร่อยอีกด้วย



กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ปริมาณ 100 กรัม มีแคลอรี่เพียง 57 กิโลแคลอรี และไฟเบอร์สูงถึง 5.3 กรัมต่อ 100 กิโลแคลอรี โดยมีทั้งไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยควบคุมระบบการย่อยอาหาร ลดหน้าท้อง และช่วยให้การทำงานของลำไส้ดียิ่งขึ้น ส่งผลดีเป็นพิเศษต่อผู้ที่มีอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยแอคตินิดิน ซึ่งเป็นเอมไซม์ที่พบในกีวี ซึ่งทำหน้าที่ย่อยโปรตีน เช่น นม เนื้อ ถั่วเหลือง และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการท้องอืด จึงเหมาะที่จะรับประทานควบคู่ไปกับแต่ละมื้ออาหาร และเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รับปรานอาหารโดยเน้นโปรตีนเป็นหลักและหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การเกิดอาการท้องผูกและส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดตามลำดับ 



การเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ ในมื้ออาหารของเราให้มากขึ้นจะมีส่วนช่วยในเรื่องการจัดน้ำหนัก เพราะไฟเบอร์ทำให้เรารู้สึกอิ่มนานยิ่งขึ้น ซึ่งมักทำให้เรารับประทานอาหารในจำนวนที่น้อยลง และนำไปสู่การมีรูปร่างที่ผอมเพรียวขึ้น นอกจากนี้ ไฟเบอร์ยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยลดความอยากของหวานให้น้อยลงอีกด้วย 



นอกจากกาเลือกรับประทานอาหารอย่างสมดุลแล้ว เรายังควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยเร่งการทำงานของกระบวนการเผาผลาญอาหาร และแคลอรี่ส่วนเกิน ไม่ว่าคุญจะเลือกออกกำลังกายแบบใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือการเลือกวิธีที่เหมาะที่จะทำให้คุณมีน้ำหนักตัวที่คุณต้องการ และเสริมการดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ


ที่มา: หนังสือพิมพ์ new 108
Photo

Post has attachment
#วิจัยพบนวัตกรรมกระตุ้นนมแม่ไหลดี


น.ส.เพ็ญนิภา อย่างรัตนโชติ พยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยสูติ-นรีเวชกรรม กลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาล (รพ.) สุโขทัย เปิดเผยนวัตกรรมเรื่องท่อน้ำนมเทียมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในการประชุมวิชาการ สาธารณสุข ประจำปี 2558 ว่า เนื่องจากพบปัญหาน้ำนมไหลน้อยในมารดาเพิ่งคลอดบุตร ทำให้เกิดความกังวลว่าจะไม่มีนมให้ลูกกิน ยิ่งกังวลน้ำนมก็ยิ่งไม่ไหล จึงหันไปใช้นมผงแทน จากข้อมูลของโรงพยาบาลสุโขทัย ช่วงปี 2554-2556 มีปัญหาที่แม่น้ำนมไหลน้อยในช่วงพักฟื้น ร้อยละ 37.6 ทำให้ล้มเลิกการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร้อยละ 12 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงหาวิธีเพื่อช่วยกระตุ้นนมแม่ ด้วยการใช้สายให้อาหารทารก ต่อกับหลอดฉีดยา โดยนำสายอาหารแปะติดกับเต้านมให้ปลายสายอยู่ที่บริเวณหัวนม ให้ลูกดูดพร้อมกัน จากนั้นติดตามและประเมินการดูด การไหลของน้ำนมทุก 2 ชั่วโมง
          


น.ส.เพ็ญนิภา กล่าวว่า ในปี 2557 ได้ใช้ วิธีดังกล่าวในกลุ่มมารดา ที่น้ำนมไหลน้อย หรือไม่ไหล 420 ราย พบว่าก่อนออกจากโรงพยาบาลมีน้ำนมไหลดี ถึงดีมาก ร้อยละ 100 ทารกได้รับน้ำนมอย่างเพียงพอ น้ำหนัก ตัวทารกลดลงในเกณฑ์ปกติ จากที่เมื่อแรกคลอดน้ำหนักจะลดลงประมาณร้อยละ 5-6 ในช่วง 3-4 วันหลังคลอด ทำให้มารดาลดความกังวลจากระดับที่กังวลมากที่สุดร้อยละ 93.58 เหลือร้อยละ 0 การล้มเลิกจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ลดลงจากร้อยละ 12 เหลือร้อยละ 5.18 ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยที่จะทำให้น้ำนมไหล คือ การให้ดูดเร็ว ดูดบ่อย และดูดถูกวิธี ซึ่งการใช้วิธีกระตุ้นดังกล่าว ช่วยทำให้เห็นว่าเด็กดูดได้ถูกต้องหรือไม่ เพราะเมื่อดูดถูกต้องน้ำนมในหลอดจะขยับ ตามแรงดูด และดูดได้หมด
          


"วิธีดังกล่าวจะใช้ในแม่ที่น้ำนมไหลระดับ 0-1 คือ ไม่ไหลและไหลน้อย เมื่อกระตุ้น ด้วยสายอาหาร พบว่า ภายใน  24 ชั่วโมง น้ำนมก็จะ เริ่มไหล อยู่ในระดับ 3 และ 4 คือ ไหลหยด และไหลมากจนพุ่งได้ ทั้งนี้จะมีการวิจัยต่อเพื่อเปรียบเทียบในเรื่องของขนาดของสายน้ำนมต่อไป" น.ส.เพ็ญนิภา กล่าว


ที่มา: เดลินิวส์
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#ลำแข้งเอาชนะยา  #ป้องกันโรคเบาหวาน


นิตยสารการแพทย์แลนเซต ได้รายงานว่า ผลจากการศึกษาระหว่างประเทศมาถึง 15 ปี ได้แสดงให้เห็นว่าการเดินออกกำลังทุกสัปดาห์ ให้ได้เวลารวมกัน 150 นาที นานระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี จะช่วยให้คนอ้วนห่างจากโรคเบาหวานมากถึงร้อยละ 27 ในขณะที่ผู้ที่ใช้ยาส่วนใหญ่คือยาเมตฟอร์มิน จะช่วยให้พ้นโรคได้เพียงร้อยละ 18  การศึกษาซึ่งกินเวลานานครั้งนี้ เนื่องจากได้ศึกษาจากผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน
  


ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายอย่างหนัก และควบคุมอาหารประจำนั้น นับว่าเป็นเรื่องทำได้ยาก นอกจากจะมีคนคอยควบคุมดูแลเท่านั้น
          


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า เมื่อเริ่มออกกำลังควรจะเริ่มด้วยการออกกำลังอย่างจริงจังในเดือนแรกๆ เพราะได้ผลว่าผู้ที่เริ่มออกกำลังอย่างจริงจัง จะได้ผลดีกว่าผู้ที่มาเร่งเอาตอนหลัง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ถ้าหากเป็นสตรี จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกับที่อวัยวะต่างๆ จะได้รับความเสียหายจากก่อนหน้าจะเกิดเป็นโรคเบาหวาน


ที่มา: ไทยรัฐ 
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#ห่วงคนไทยน้ำตาลเกินมาตรฐาน


เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวการขับเคลื่อนมาตรการคนไทยอ่อนหวานใช้น้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัมลดปัญหาโรคเรื้อรัง ว่า ขณะนี้พบว่าคนไทยบริโภค 30 กก. ต่อคนต่อปี หรือวันละ 20 ช้อนชาสูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ 3 เท่าตัว ทำให้พบคนอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วน ถึง 1 ใน 10 หรือ 5.5 ล้านคน ทำให้ป่วยเป็นโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตามมาตรฐานแล้วไม่ควรทานเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ดังนั้นจึงให้ใช้น้ำตาลซองขนาด 4 กรัม ผสมกับเครื่องดื่ม มีผู้ผลิตน้ำตาลให้ความร่วมมือแล้ว 47 แห่ง และโรงแรมสถานที่จัดประชุม 8,000 แห่ง ว่าจะช่วยลดความสูญเสียจากน้ำตาล ปีละไม่ต่ำกว่า 174 ล้านบาท
          


นพ.ธวัชชัย กมลธรรม  อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า  ปัจจุบันมีสมุนไพร 3 ชนิดที่มีสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล รับประทานได้ทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน  คือ 1. หญ้าหวาน ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 150-300 เท่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด  ไขมันและความดัน 2. ชะเอมเทศ ให้ความหวานมากกว่า 50-100 เท่า โดยใช้รากหรือเนื้อไม้บดใส่ในอาหาร หรือ เครื่องดื่ม แต่ไม่ควรใช้เกิน 50 กรัมต่อวันติดต่อกัน 6  สัปดาห์ เพราะทำให้มีปัญหาน้ำคั่งในร่างกายเกิดอาการบวมได้ จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหรือมีภาวะโพแทสเซียมต่ำและ  3. น้ำตาลจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาลมะพร้าว  น้ำตาลโตนด และน้ำผึ้ง ซึ่งจะให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาล ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การรณรงค์กินน้ำตาลซอง 4 กรัมเพื่อลดการบริโภค จะช่วยลดปริมาณการใช้ และลดความเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นสาเหตุการตายร้อยละ 63 ทั้งหมดของประชากรโลกได้


ที่มา: เดลินิวส์
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#โรคหัวใจ  #หลอดเลือด  #ภัยเงียบเสี่ยงวูบ


“โรคหัวใจและหลอดเลือด” กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศและระดับโลก
          


รายงานองค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 พบว่า การเสียชีวิตของประชากรโลก 36 ล้านคน มีสาเหตุมาจาก 4 กลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพองและโรคเบาหวาน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 63 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของประชากรโลก...จากทั้งสิ้น 57 ล้านคน   และจากรายงานภาระโรค NCDs พบว่า ในปี พ.ศ.2553 การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด อยู่ที่ 15.62 ล้านคน
          


“ประเทศไทย” ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคชี้ว่า ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั้งหมด 58,681 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต เท่ากับ 90.34 ต่อแสนประชากร และผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด 18,079 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตเท่ากับ 27.83 ต่อแสนประชากร
          


นพ.ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ บอกว่า อัตราผู้ป่วยโรคหัวใจในคนไทยเพิ่มสูงขึ้น มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะอ้วน ไขมันสะสม สูบบุหรี่เป็นประจำ มีโรคประจำตัวคือ เบาหวานและความดัน ไม่ชอบออกกำลังกาย เกิดความเครียดบ่อยครั้ง
ตลอดจน...ปัจจัยทางพันธุกรรมที่เป็นตัวเร่งทำให้กลายเป็นโรคหัวใจในอนาคต
          


วันที่ 29 กันยายนของทุกปีเป็น...“วันหัวใจโลก” โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้จัดกิจกรรม “งาน World Heart Day 2015 ตอน Zoom in your heart เริ่มต้นสำรวจหัวใจตัวเอง” เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคหัวใจ
          


นพ.วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รองผู้อำนวยการ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ย้ำว่า การใส่ใจดูแลหัวใจตัวเองนั้น การตรวจคัดกรองถือว่ามีประโยชน์มากในการช่วยวางแผนการรักษาและป้องกันเรียกว่า “รู้ก่อน...ป้องกันได้”
          


ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงทางหลอดเลือดทั้งร่างกาย ได้แก่ การตรวจ ABI เพื่อดูสภาพเส้นเลือดที่ขา, การตรวจ Carotid dropler เพื่อดูเส้นเลือดแดงใหญ่ที่คอที่ไปเลี้ยงสมอง, การตรวจ Aneurysm Screening เพื่อดูเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพองบริเวณหน้าอกและช่องท้อง, การตรวจ M.R.A Brain เพื่อดูสภาพเส้นเลือดสมอง รวมไปถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงทางหัวใจในนักกีฬาอายุน้อย (อายุน้อยกว่า 35 ปีเท่านั้น)
          


เพื่อช่วยป้องกันและลดสาเหตุการเสียชีวิตเฉียบพลันในกลุ่มนักกีฬาอายุน้อย คุณหมอวิฑูรย์ยกตัวอย่างโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ที่เกิดจากหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจหรือมีไขมันไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด...หากหลอดเลือดตีบแคบลงจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
          


ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคนี้คือ โรคความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่, โรคเบาหวาน, ความอ้วน, ความเครียด, ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือวัยหลังหมดประจำเดือน และผู้มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
          


โดยจะแสดงอาการออกมาในรูปของ ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก มีอาการคลื่นไส้ และอาจมีอาเจียน มีอาการเหงื่อออก เวียนศีรษะ
          


นอกจากนี้ยังมีอาการหลักบ่งชี้คือ อาการเจ็บหน้าอกที่มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ตำแหน่งการเจ็บมักเป็นตรงกลางหน้าอก เยื้องลงมาทางลิ้นปี่เล็กน้อย...ลักษณะเจ็บ มักจุกๆแน่นๆ อึดอัด บางทีร้าวไปถึงคอหอย ไหล่ซ้าย ข้อศอก หรือท้องแขนซ้าย หรือกราม หรือคอด้านซ้าย หรือในบางรายมีอาการใจหวิว ใจสั่น ชีพจรเร็วกว่าปกติ หรือช้ากว่าปกติ หรือเหงื่อซึม เป็นลม หน้ามืด หมดสติ
          


3 สัญญาณอันตราย...เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปถึงหลังแบบเฉียบพลัน, เจ็บแน่นบริเวณช่องท้องร้าวไปถึงหลังแบบเฉียบพลันและวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดร่วมกับเจ็บแน่นหน้าอกหรือบริเวณช่องท้อง
          


“การป้องกันการเกิดโรคนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง หากน้ำหนักตัวมากควรลดอาหารบางอย่าง กินอาหารที่มีไขมันดี เน้นปลา...ผัก หากมีความดันโลหิตสูงต้องใช้ยาลดความดัน สร้างความสมดุล หากเกิดภาวะเครียด ออกกำลังกายเป็นประจำ รวมถึงหมั่นตรวจสุขภาพ...อย่ารอให้สายเกินแก้”
          


นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพ เสริมว่า จากประสบการณ์ดูแลคนไข้เรื่องสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้า “ความดันโลหิตสูง”...ก็จำเป็นต้องดูแลรักษาความดันให้เหมาะสม และถ้ามีความอ้วนก็เป็นความเสี่ยงอันหนึ่ง ต้องออกกำลังกาย ลดน้ำหนักไม่ให้อ้วนจนเกินไป
          


ที่สำคัญ “บุหรี่” ก็มีความเสี่ยงทำให้หลอดเลือดตีบได้ ไม่ว่า...หลอดเลือดหัวใจ...หลอดเลือดสมอง ต้องงดบุหรี่ ประการที่สี่เป็นเรื่องของกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่เป็นจังหวะ เป็นชื่อเรียกทางการแพทย์...สังเกตตัวเองถ้าใจสั่นก็ต้องไปพบแพทย์ ตรวจเช็กว่ามีความเสี่ยงตรงไหนไหม?
          


“ใจสั่น”...อาการจะสังเกตว่าหัวใจจะเต้นจังหวะแบบตุ๊บๆๆ...ตุ๊บๆๆ ก็อย่าไว้วางใจ...ถ้าหัวใจเต้นผิดจังหวะก็มีความเสี่ยงว่ามีตะกอนเลือดหัวใจ
          


“สุดท้ายกลุ่มที่มีไขมันในเลือดสูง ชอบกินของมัน ของทอด ชีส ขาหมู ก็ทำให้คอเลสเทอรอลเข้าไปจุกอก หลอดเลือดอุดตันที่หัวใจได้หรือหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง...ที่คอก็เจอบ่อยทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงได้...คำแนะนำในกลุ่มนี้ ถ้าผ่านความเสี่ยงสี่ห้าข้อข้างต้นก็ควรที่จะตรวจประจำปี อัลตราซาวนด์ คลื่นความถี่สูงหลอดเลือดคอ ถ้าตีบก็ต้องกินยา ถ้าตีบมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ก็เสี่ยงมากกว่า แนะนำให้ผ่าตัดหลอดเลือดต้นคอป้องกันในอนาคต”
          


ทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นอาการที่ป้องกันได้ ถ้าเรารู้จักว่าเรามีความเสี่ยงไหม ถัดมาระยะเวลาที่มาถึงโรงพยาบาลถ้ามีอาการคล้ายจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต พูดไม่ออก พูดไม่ชัดปากเบี้ยว แขนขาไม่มีแรง ก็ต้องรีบพบแพทย์แล้ว ถ้ามาใน 4.5 ชั่วโมง ถ้าเจอหมอมีกรณีสงสัยว่าเส้นเลือดตีบ การให้ยาละลายลิ่มเลือดจะดีกว่าไม่ได้ยา
          


ระยะเวลาที่ว่านี้หมายถึงหลังจากมีอาการ สมมติว่าเป็นตอนเก้าโมง มีเวลาถึงประมาณบ่ายโมงครึ่งที่จะให้ยาได้ บ่ายสองก็ให้ไม่ได้แล้ว เรียกว่า... “ยาละลายลิ่มเลือด”
          


คำถามต่อมา “อายุ” เท่าไหร่ถึงน่ากังวล แต่ก่อนก็ว่าต้องคนแก่ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้วอายุ 40-50 ปีก็เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้แล้ว นพ.ชาญพงค์ เรียกว่าโลกโซเชียล โรคฟาสต์ฟู้ด โรคไม่ออกกำลังกาย โรคอ้วน...ทำงานอยู่กับโต๊ะ นั่งอยู่กับที่ หลากหลายอาชีพมีความเสี่ยง ไม่จำกัดอายุว่าจะต้องเยอะถึงจะเจอ อีกประเด็นสำคัญก็คือ “โรคเบาหวาน”...เป็นภัยเงียบ ไม่มีอาการ...มาถึงก็เส้นเลือดตีบแล้ว เช็กน้ำตาลก็สามสี่ร้อยก็เป็นไปได้
          


“ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า...ไม่รู้ ทุกคนก็เลยไม่เตรียมตัว พอเป็นขึ้นมาก็ได้แต่พูดว่ารู้อย่างนี้เชื่อหมอดีกว่า...เช็กร่างกายเป็นประจำ ตรวจดูหลอดเลือดขอดดีกว่า เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ แต่ถ้าอยากรู้อนาคตก็แนะนำว่าอายุ 40 กว่า ควรต้องเช็กสุขภาพ เช็กคลื่นหัวใจ...เต้นผิดจังหวะไหม เช็กหลอดเลือดคอว่ามีตีบหรือเปล่าจะได้สบายใจ แล้วก็เช็กระดับคอเลสเทอรอล เช็ก...น้ำตาล ความดัน”
         


 “You are what you eat”... คุณกินข้าวขาหมู ก็ต้องรับไขมัน คุณกินลอดช่อง...น้ำอ้อยก็ต้องรู้ว่าน้ำตาลต้องขึ้น ต้องมีสติที่รู้ว่าจะกินอะไรแล้วจะได้อะไร และควรรู้จักป้องกันตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ.
          

#3สัญญาณอันตราย...เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปถึงหลังแบบเฉียบพลัน, เจ็บแน่นบริเวณช่องท้องร้าวไปถึงหลังแบบเฉียบพลันและวิงเวียนศรีษะ หน้ามืดร่วมกับเจ็บแน่นหน้าอกหรือบริเวณช่องท้อง"การป้องกันการเกิดโรคนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง..."


ที่มา: ไทยรัฐ
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#หยุดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก   #ด้วยการตรวจยีนบ่งชี้ 
#รักษาด้วยยาฉีดแบบมุ่งเป้า


เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่มาพร้อมกับเรื่องอาหารการกินและระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะยิ่งมีอายุมากขึ้นก็เสี่ยงกับการเป็นโรคชนิดนี้มากเท่านั้น
          


ใช่แล้ว กำลังพูดถึง "โรคมะเร็งลำไส้ไหญ่และทวารหนัก" ที่แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็พอจำแนกปัจจัยต่างๆ ของการเกิดโรคนี้ได้ 
          


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่มะเร็งทวารหนักเป็นโรคที่เซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ใกล้กับทวารหนัก โดยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พัฒนามาจากเซลล์ปกติที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นตัวเซลล์มะเร็ง และมีเนื้องอกในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก สาเหตุของการเกิดโรคนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัด แต่การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ปกติจะพบน้อยในคนอายุไม่ถึง 40 ปี แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 2 เท่าหลังอายุ 50 ปี 
          


ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีกหากมีปัจจัยเสริมอื่นๆ เพิ่มเข้า ปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่หลายปัจจัย อาทิ คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป, มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่, คนที่เคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งรังไข่, มะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านม คนที่เคยมีติ่งเนื้อ (Polyps) ในลำไส้ใหญ่ คนที่มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง, คนอ้วนและผู้ที่สูบบุหรี่ การมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น
          


มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มากเป็นลำดับที่ 4 โดยพบผู้ป่วยรายใหม่โดยเฉลี่ย 11,496 ราย/ปี และมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 6,845 ราย/ปี รองจากมะเร็งตับ, มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับที่ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย
          


ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่ถ้ามีอาการอุจจาระมีมูกเลือดหรือสีดำคล้ำ หรือดำแดง นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น มีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย, ขนาดของเส้นอุจจาระไม่สุด, มีอาการแน่นท้อง, ท้องอืด, ปวดท้อง, อาเจียน, มีอาการอ่อนเพลีย, น้ำหนักลด โดยไม่รู้สาเหตุ คลำได้ก้อนในช่องท้อง โดยอาการข้างต้นมีต่อเนื่องในระยะเวลานานพอสมควร เช่น 2 สัปดาห์ขึ้นไป เป็นสัญญาณอันตราย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย
          


หากแต่ล่าสุด มีข่าวดีสำหรับผู้รักในการดูแลสุขภาพ ด้วยอายุรแพทย์โรคมะเร็งพบวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะแพร่กระจายด้วยการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรค โดยการตรวจด้วยวิธีที่เรียกว่า "ไบโอมาร์เกอร์ (Biomarker)" หรือ "ยีนบ่งชี้" และรักษาด้วยยาฉีดแบบมุ่งเป้า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและอายุขัยของผู้ป่วยได้มากขึ้น 
          


รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในปัจจุบันได้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาให้หายขาด หรือยืดชีวิตผู้ป่วยให้มีอายุขัยยาวนานเพิ่มขึ้นถึง 3-5 ปี โดยใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยา โดยเฉลี่ยแล้ว โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นระยะที่ 1-3 ปัจจุบันมีโอกาสหายขาดมากกว่า 70% ด้วยวิธีการรักษาข้างต้น
          


โดยแนวทางการใช้ยารักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักยุคใหม่ จะเน้นความจำเพาะต่อบุคคลมากขึ้น (Personalized Therapy) ด้วยการตรวจที่เรียกว่า "ไบโอมาร์เกอร์" (Biomarker) หรือ "ยีนบ่งชี้"
          


การตรวจ "ยีนบ่งชี้" หมายถึงการตรวจยีนในเซลล์มะเร็ง จะทำให้แพทย์สามารถเลือกยาบางชนิดเพื่อนำมาใช้ในการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยการตรวจจะทราบผลภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถทำนายการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ โดยตอนนี้ในประเทศไทยสามารถทำได้ในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนหลายๆ แห่งทั่วประเทศแล้ว
          


"หลังจากที่ได้ตรวจยีนบ่งชี้แล้ว แพทย์จะสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน และทำการวางแผนในการรักษา เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการคาดคะเนกับผลการรักษาได้ล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจาย สามารถเลือกใช้ยามุ่งเป้าชนิดฉีดให้เหมาะสมกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้ โดยนวัตกรรมใหม่ในการรักษานี้ สามารถยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยามาตรฐานอื่นๆ มาแล้ว โดยจากการศึกษาซึ่งทำในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย พบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้รับยามุ่งเป้าชนิดฉีดสามารถทำให้โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาและควบคุมโรคได้นานกว่าการใช้ยาโดยไม่มีการคัดเลือก" รศ.นพ.วิโรจน์กล่าว และว่า ยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายมีให้เลือกใช้หลายชนิด การเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสมจะทำให้ได้ผลลัพธ์จากการรักษาสูงที่สุด ในอดีต การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่จะคัดเลือกผู้ป่วยตามความแข็งแรงของร่างกาย ภาวะโรคอื่นๆ ที่มีร่วม แต่ปัจจุบันทางการแพทย์มีความรู้เพิ่มมากขึ้น การตรวจไบโอมาร์เกอร์หรือยีนบ่งชี้ ก่อนทำการรักษาด้วยยามุ่งเป้าบางชนิดร่วมกับยาเคมีบำบัด จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มียีนบ่งชี้ตอบสนองต่อการรักษาในอัตราที่สูงและควบคุมโรคได้นานขึ้น
          


การตรวจคัดกรองเพื่อหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น สามารถทำได้โดยการตรวจหาเลือดในอุจจาระ การตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonoscopy) โดยผู้ที่เหมาะสมที่จะตรวจคัดกรองควรมีอายุมากกว่า 50 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า 1 ปัจจัย อาจพิจารณาตรวจคัดกรองตามความเหมาะสมในสถานพยาบาล 
          


กรณีที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยโดยการส่องกล้องเข้าไปเก็บชิ้นเนื้อ แล้วนำชิ้นเนื้อไปวิเคราะห์ แล้วตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้ทราบระยะของโรค ก่อนจะวางแผนและทำการรักษาต่อไป


ที่มา: มติชน
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#หัวใจเต้นพลิ้ว 


เรื่องของหัวใจ ห้ามกันไม่ได้ ยิ่งถ้าเกิด 'หัวใจเต้นผิดจังหวะ' ขึ้นมาจะทำอย่างไร ซึ่งแพทย์แนะว่ากลุ่มอาการเกี่ยวกับ ความผิดปกติของหัวใจ ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกลไกการเต้น ของหัวใจมีความผิดปกติ โดยความรุนแรง ของอาการจะมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลร้าย ต่อร่างกาย ไปจนถึงระดับอาการรุนแรงที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
          


แพทย์อธิบายว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เป็นผลจาก ภาวะความดันโลหิตสูง โรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ส่วนในผู้ป่วยอายุน้อย มักเกิดจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ขณะที่ ปัญหาประการสำคัญของกลุ่มโรคดังกล่าวคือผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เนื่องจากการ ตรวจสุขภาพทั่วไปไม่สามารถตรวจพบ ความผิดปกติของการเต้นของหัวใจได้ หลายกรณีที่พบอาการของผู้ป่วยจึงอยู่ในขั้นรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ ทั้งที่ในปัจจุบัน ได้มีการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากอาการรุนแรงถึงชีวิตและหายขาดจากโรคได้  จากความสำเร็จของการพัฒนาเทคนิค การรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ก้าวไปอีกขั้น ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เห็นว่าการนำวิธีการรักษาแนวทางใหม่ที่เรียกว่า CFAE Ablation (Complex Fractionated Atrial Electrogram) หรือ การจี้ไฟฟ้าหัวใจบริเวณที่มี complex fractionated Atrial Electrogram มาใช้ ในการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ เต้นพลิ้ว ควบคู่ไปกับการจัดงานอบรมแพทย์ ในสาขาสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเผยแพร่ความรู้ เทคนิค และวิทยาการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเต้นพลิ้วไปสู่ วงกว้าง  โดยมี นพ.กุลวี เนตรมณี ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และอายุรแพทย์ โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ  พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ เป็นผู้นำในการบรรยายและสาธิตขั้นตอนการรักษา ผู้ป่วยจากห้องปฏิบัติการสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Lab หรือ EP Lab) โดยได้จัดงานอบรมขึ้นเป็น ครั้งที่ 2 ผ่านมาแล้ว
          


CFAE ablation หรือ การจี้ไฟฟ้าหัวใจบริเวณที่มี complex fractionated Atrial Electrogram เป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยให้ การรักษาผู้ป่วยในกลุ่มอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ แบบเต้นพลิ้วมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงในการรักษาและช่วยให้ ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยจุดเด่นของเทคนิค ดังกล่าวอยู่ที่การนำเทคโนโลยี 3-Dimension electroanatomical mapping มาใช้ในการจำลองภาพ 3 มิติของหัวใจ ซึ่งทำให้แพทย์สามารถมองเห็นการทำงานของกระแสไฟฟ้าในหัวใจได้อย่างชัดเจน และทำการจี้คลื่นไฟฟ้าตรงตำแหน่งที่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังมีการกำหนดจุดสีบริเวณหัวใจที่แพทย์ได้ทำการจี้คลื่นไฟฟ้าไปแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจี้ซ้ำบริเวณเดิม
          


นพ.กุลวี ผู้คิดค้นเทคนิค CFAE Ablation ได้กล่าวถึงความเป็นมาของวิธีการรักษา รวมถึงวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการที่ทางศูนย์ได้จัดขึ้นว่า การจี้ไฟฟ้าหัวใจเพื่อรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเริ่มนำมาใช้ในวงการแพทย์ระดับนานาชาติเมื่อราว 30 ปีก่อน จากนั้นจึงพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ทั้งจากความชำนาญของแพทย์และความเจริญรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้ในการแพทย์ ถึงปัจจุบันนับได้ว่าการจี้ไฟฟ้าหัวใจได้ก้าวหน้าขึ้นจนสามารถช่วยแพทย์ในการค้นหาตำแหน่งของคลื่นไฟฟ้า ที่ผิดปกติในหัวใจได้อย่างแม่นยำ การรักษา จึงมีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัย สามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาใช้ในการรักษา
          


ขณะที่ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าเทคนิค Radiofrequency (RF)Ablation จะเป็นที่รู้จักและใช้กันมาแล้วมากกว่า 20 ปี แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กลับไม่มีการวางรากฐานเพื่อพัฒนาให้แพทย์สามารถนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ จนเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ดังนั้น ความรู้และ ประสบการณ์ของแพทย์ไทยเกี่ยวกับการจี้ไฟฟ้าหัวใจจึงนับว่ามีอยู่ไม่มากพอเมื่อเทียบกับในประเทศอื่น ๆ ที่รับเอาเทคนิคการจี้ไฟฟ้า หัวใจไปฝึกฝนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
          


และเนื่องจากปัจจัยของความสำเร็จของการจี้ไฟฟ้าหัวใจเพื่อรักษาอาการหัวใจเต้น ผิดจังหวะมิได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาเท่านั้น หากแต่ ทักษะ ความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการรักษา ก็นับว่ามีความสำคัญในระดับเดียวกัน ดังนั้นนอกจากที่ทางศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ จะได้นำเอาเทคนิค CFAE Ablation มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ทางศูนย์ ฯ ยังได้เล็งเห็นว่าในอนาคต เทคนิคดังกล่าวนี้จะสามารถช่วยผู้ป่วยในกลุ่มอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเต้นพลิ้วได้มาก และช่วยเปลี่ยนแปลงภาพรวมของวิธีการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเต้นพลิ้ว จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการการจี้ไฟฟ้าหัวใจขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ในการรักษาไปสู่แพทย์ในวงกว้าง โดยเฉพาะเป้าหมายในการสร้างแพทย์รุ่นใหม่ ๆ ที่มีความชำนาญเทคนิคการจี้ไฟฟ้าหัวใจเฉพาะทาง
          


โดยทางศูนย์ ฯ มีแผนงานในการจัดงานอบรมฯ ปีละ 2-3 ครั้ง ด้วยหัวข้อการอบรม ที่แตกต่างกันไป เพื่อสนับสนุนให้แพทย์ผู้สนใจได้ฝึกฝนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งส่งเสริม การสร้างองค์ความรู้ผ่านการทำงานวิจัยเกี่ยวกับ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยของศูนย์หัวใจ เต้นผิดจังหวะ ให้ดียิ่งขึ้นไป ตลอดจนเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ และผลักดันให้เกิดการสร้างบุคลากรใหม่ ๆ ในสาขาวิชาสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจไปสู่วงการแพทย์ในวงกว้าง ได้มากขึ้น
         


หมั่นคอยดูแล และรักษาดวงใจ... อย่าให้เต้นผิดจังหวะเด็ดขาด
การจี้ไฟฟ้าหัวใจ ได้ก้าวหน้าขึ้น จนสามารถช่วยแพทย์ในการค้นหาตาแหน่งของคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติในหัวใจได้อย่างแม่นยำ


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#โรคไอบีเอส(IBS)  #หรือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน


โรคไอบีเอส (IBS) หรือชื่อเต็มเป็นภาษาอังกฤษคือ โรค Irritable Bowel Syndrome หรือในชื่อไทยคือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคใหม่แต่เป็นโรคที่มีมานานแล้ว เนื่องจากเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากเนื่องจากอาการของโรคไม่มีความเฉพาะเจาะจง แพทย์จึงไม่ได้มีการวินิจฉัยโรคนี้ ในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับโรคไอบีเอสเพิ่มมากขึ้น และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคไอบีเอสให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการวินิจฉัยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น โรคไอบีเอสคืออะไร
          


โรคไอบีเอสหรือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดการปวดท้องร่วมกับมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก โดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพที่ลำไส้ เช่น ส่องกล้องตรวจลำไส้จะไม่มีการอักเสบ ไม่มีแผล ไม่มีเนื้องอกหรือมะเร็ง เป็นต้น และการตรวจเลือดต่างๆ ก็ไม่พบความผิดปกติ รวมทั้งไม่มีโรคของอวัยวะอื่นๆ ที่จะมีผลให้การทำงานของลำไส้ผิดปกติ เช่น โรคต่อมทัยรอยด์เป็นพิษ หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรังมักเป็นๆ หายๆ หรืออาจเป็นตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมแม้จะเป็นมาหลายๆ ปี และไม่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความรำคาญและความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยอย่างมากได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำให้โรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยโรคจะรบกวนการดำรงชีวิตปกติของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ มีการหยุดงานบ่อยและมีประสิทธิภาพของการทำงานลดลง
          


โรคไอบีเอสพบบ่อยหรือไม่
ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบร้อยละ 10-20 ของประชากร ในประเทศญี่ปุ่นพบร้อยละ 25 ของประชากร ในประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างน้อยในการศึกษาเรื่องนี้ ข้อมูลที่มีอยู่คือ พบได้ประมาณร้อยละ 7 ของประชากร แต่ถ้าศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังมาพบแพทย์จะพบว่าเป็นโรคไอบีเอสถึงร้อยละ 10-30 จากตัวเลขดังกล่าวในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยไอบีเอส ประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน
          


ซึ่งอาจจะเป็นการประมาณที่ต่ำกว่าเป็นจริง เพราะว่าในรายที่มีอาการไม่มากอาจคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคนี้ พบว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่ไปพบแพทย์เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นโรคร้ายแรง เช่นกลัวเป็นมะเร็ง มากกว่าที่จะไปพบแพทย์เพราะความรุนแรงของโรค
          


โรคไอบีเอสพบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จริงหรือไม่
ในต่างประเทศในทั่วไปพบโรคไอบีเอสได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2:1 ถึง 4:1 สำหรับสาเหตุที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายนั้นยังไม่รู้ว่าสาเหตุที่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างกันคือ ผู้หญิงเมื่อมีอาการของโรคแม้จะไม่รุนแรงมักจะไปพบแพทย์มากกว่าผู้ชาย ส่วนข้อมูลในบ้านเราพบในผู้หญิงและผู้ชายในจำนวนใกล้เคียงกันหรือพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย
         


ข้อมูลจากศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 /http://www.phyathai.com    น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ที่มา: บ้านเมือง 
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#วัยทำงานเสี่ยงโรคลมพิษ   #เหตุเครียดไม่ดูแลสุขภาพ 


หมอศิริราชเผยวัยทำงานป่วย'ลมพิษ'มากที่สุด เหตุจากความเครียด-ไม่ดูแลสุขภาพ เตือนอย่าชะล่าใจอันตรายถึงชีวิต หากเป็นต้องรักษาก่อนอาการจะรุนแรง
          


เมื่อวันที่ 22 กันยายน ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ลมพิษเป็นโรคที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ขนาดตั้งแต่ 0.5-10 เซนติเมตร (ซม.) มีอาการคัน แต่ละผื่นมักจะคงอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นก็จะราบไปโดยไม่มีร่องรอย แต่ก็อาจมีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวม ตาบวม สาเหตุมีทั้งการติดเชื้อ แพ้ยา แพ้อาหาร แมลงกัดต่อย ระบบฮอร์โมนผิดปกติ ขณะที่บางรายก็ไม่ทราบสาเหตุหรือสิ่งกระตุ้น
          


ศ.พญ.กนกวลัยกล่าวว่า ลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ชนิดเฉียบพลัน เป็นไม่เกิน 6 สัปดาห์ หายภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่พบว่าประมาณร้อยละ 10-20 ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องจนเป็นลมพิษเรื้อรัง ที่น่ากังวลคือ หากมีอาการรุนแรง จะแสดงอาการที่อวัยวะอื่น เช่น ปวดท้อง แน่นจมูก คอ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หอบหืด หรืออาจเป็นลมจากความดันโลหิตต่ำ แต่จะพบได้น้อย ซึ่งหากเกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้ 2.ชนิดเรื้อรัง มีอาการต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ ในต่างประเทศพบประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากร ส่วนประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่จากสถิติผู้ป่วยนอก แผนกผิวหนัง รพ.ศิริราช พบผู้ป่วยร้อยละ 2-3 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคผิวหนัง โดยพบได้ในทุกกลุ่มอายุ อุบัติการณ์สูงสุดคือ วัยทำงาน อายุ 20-40 ปี เชื่อว่ามีสาเหตุจากเครียดสะสมและอาจละเลยดูแลสุขภาพ
          


ศ.พญ.กนกวลัยกล่าวอีกว่า ลมพิษเรื้อรังมีผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การนอนหลับ และความเครียด เนื่องจากจะเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะรายที่ไม่ทราบสาเหตุ อาจมีภาวะความเครียดสูง เพราะไม่รู้ว่าจะมีอาการเกิดขึ้นเมื่อใด และไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากปัจจัยกระตุ้นได้ การรักษาแพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ และเมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงค่อยๆ ลดยาจนถึงพยายามหยุดยา เพื่อควบคุมโรคในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี แต่ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษามากขึ้นทั้งยากินและยาฉีด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวเพื่อบรรเทาอาการได้ คือ 1.งดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดลมพิษ 2.นำยาต้านฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอ 3.ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด 4.ไม่แกะเกาผิวหนัง 5.กินยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึมจนรบกวนการทำงานหรือขับขี่ยานพาหนะ ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาให้เหมาะสม และ 6.อาจใช้คาลาไมน์โลชั่นทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อลดอาการคัน แต่ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย


ที่มา: มติชน
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo

Post has attachment
#นอนมาก   #น้อยเกินไป   #เสี่ยงโรคหัวใจ


ทีมนักวิจัยจากเกาหลีใต้ นำโดยนายแพทย์คิม ชานวอน รองศาสตราจารย์ประจำโรงพยาบาลกังบุกซัมซุงในเกาหลีใต้ เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างการนอนหลับและโรคหัวใจ พบว่าทั้งคนที่ใช้เวลานอนนานเกินไปและผู้ที่นอนน้อยเกินไปต่างก็เสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นเหมือนกัน
          


นายแพทย์คิมระบุว่า นัยสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือเป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพแข็งแรงทั้งหญิงและชาย เพื่อค้นหาสิ่งที่เป็นตัวก่อเหตุให้เกิดโรคหัวใจก่อนที่จะเกิดอาการที่เกี่ยวเนื่องกับหัวใจขึ้นจริง ทั้งนี้ ทีมวิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษามากกว่า 47,000 คน ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน ทั้งหมดถูกขอให้บ่งบอกถึงสภาพการนอนของตัวเอง โดยทีมวิจัยตรวจสอบข้อมูลจากการตรวจสุขภาพเพื่อดูปริมาณของแคลเซียมในหลอดเลือดของกลุ่มตัวอย่าง 29,000 คน และตรวจสภาพความแข็งกรอบของหลอดเลือดของกลุ่มตัวอย่างอีก 18,000 คน
          


ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิงที่นอนหลับเกินกว่า 9 ชั่วโมงขึ้นไปต่อคืน จะมีแคลเซียมในผนังเส้นเลือดและเส้นเลือดมีความแข็งกรอบมากกว่าผู้ที่นอนหลับในระดับ 7 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือดและความแข็งกรอบของเส้นเลือดเป็น 2 ปัจจัยที่ทำให้บุคคลนั้นๆ มีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับหัวใจได้สูงในอนาคต ในเวลาเดียวกัน คนที่นอนหลับคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า ก็แสดงให้เห็นความเสี่ยงทั้ง 2 ปัจจัยสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
          


อย่างไรก็ตาม นายแพทย์คิมระบุว่า นอกเหนือจากการนอนหลับให้เพียงพอแล้ว คุณภาพในการนอนก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมความต้องการระยะเวลาในการนอนของคนเราไม่เท่ากัน บางคนรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มทั้งๆ ที่ใช้เวลานอนเพียง 6 ชั่วโมงก็เป็นได้      นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะโรคอ้วน ซึ่งมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงเช่นเดียวกัน


ที่มา: มติชน
ติดตามข้อมูลเเละข่าวสารประจำวันได้ที่ http://www.hiso.or.th/
Photo
Wait while more posts are being loaded