Profile

Cover photo
สันยาสี อภิญญา
96 followers|18,277,001 views
AboutPostsPhotosVideos

Stream

Have him in circles
96 people
จิ๊กโก๋ โคราชา's profile photo
May L's profile photo
Nakarin Karuhadsuwan's profile photo
Thosapol Khamwan's profile photo
Man isarankura's profile photo
wut wutti's profile photo
อ้ายหำ น้อย's profile photo
พล รักษ์ศิริ's profile photo
Somlak Trisarnsri's profile photo
2
2
Anusorn Boonlua's profile photoเดชชาติ ทิตศานติกุล's profile photosuriyarat Nakarat's profile photo
2 comments
 
สวดชินบัญชรทุกวันอยากได้สักองค์
0865282331เบอร์ครับ
 ·  Translate
Add a comment...
1
2
Chin Totre's profile photoเดชชาติ ทิตศานติกุล's profile photosuriyarat Nakarat's profile photo
 
สวยมากครับ
 ·  Translate
Add a comment...
 
อ่านแล้วชอบ  แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากแชร์ทุกอย่างที่เขาเขียน  แต่เนื้อหามันติดกันก็ไม่อยากตัดทิ้ง  ลองอ่านดูครับ

สุรพศ ทวีศักดิ์ เขียน
 
เดวิด อาร์.ลอย ศาสตราจารย์ทางจริยศาสตร์ ศาสนาและสังคมมหาวิทยาลัยเซเวียร์ และเป็นอาจารย์เซ็นในสายโกอุน ยามาดา เขียนไว้ในหนังสือ “เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ” (พรรณงาม เง่าธรรมสาร แปล) หน้า 112 ว่า
 
บางครั้งข้าพเจ้าสงสัยว่าพระองค์จะทรงคิดอย่างไรเกี่ยวกับพุทธ ศาสนาในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนพุทธศาสนา เราอาจพูดได้แม้กระทั่งว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นชาวพุทธ ในทำนองเดียวกับที่พระเยซูไม่เคยเป็นชาวคริสต์ พระศากยมุนีทรงสอน “ธรรม” พุทธศาสนาไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เป็นสิ่งที่ทรงเริ่มต้น พุทธศาสนาตามที่เรารู้จักเป็นสิ่งที่พระธรรมและคณะสงฆ์พัฒนาขึ้นในช่วงหลาย ศตวรรษ ในดินแดนและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย พระองค์จะทรงพอใจกับสิ่งที่เป็นผลจากความพยายามของพระองค์หรือไม่?
 
สมมติเราตั้งคำถามว่า “พุทธะจะพอใจกับพุทธศาสนามรดกสมบูรณาญาสิทธิรายชย์แบบไทยหรือไม่?” จะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องตอบคำถามว่า “เรายอมรับหรือไม่ว่าพุทธศาสนาแบบไทยที่ว่านี้แตกต่างจากพุทธแบบดั้งเดิม อย่างสิ้นเชิง”
 
ในแง่ “สังฆะ” ซึ่งเป็นชุมชนที่พุทธะก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สะดวกแก่การเรียนรู้ และพัฒนาชีวิตเพื่ออิสรภาพตามหลักไตรสิกขานั้น แต่สังฆะปัจจุบันเป็นระบบที่ซับซ้อนเพราะถูกทำให้ผูกโยงกับปมเงื่อนของยศ ศักดิ์ อำนาจ และผลประโยชน์ ชุมชนแห่งสังฆะจึงไม่ได้สร้างวิถีชีวิตเรียบง่าย และวัฒนธรรมการเรียนรู้เพื่ออิสรภาพตามหลักไตรสิกขาอย่างพุทธกาล ทว่าถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์อุดมการณ์รัฐแบบเก่า คือ “อุดมการณ์ราชาชาตินิยมศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งมีลักษณะเป็น “ศาสนาทางโลก” หรือ secular religion ที่เน้นการบูชาความศักดิ์สิทธิ์ของตัวบุคคลเหนือระบบอันส่งผลให้รัฐไทยเป็น “รัฐกึ่งศาสนา” ในความหมายว่า “กึ่งข้างบน” คือ secular religion ที่ครอบ “กึ่งข้างล่าง” ซึ่งเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลไม่มีอำนาจในการทำให้กึ่งข้างบนอยู่ภายใต้หลักการประชาธิปไตยได้ เลย เช่น จะแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้ แตะรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เป็นต้น
 
ยิ่งกว่านั้น อุดมการณ์ราชาชาตินิยมศักดิ์สิทธิ์ยังถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงในการทำรัฐประหาร และการปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยตลอดมา
 
ในแง่หลักคำสอนของพุทธศาสนาที่แต่เดิมเป็น “ธรรมะธรรมดา” อันเป็นคำอธิบายความจริงเรียบง่าย ตรงไปตรงมาตามกฎธรรมชาติที่ว่าด้วยความทุกข์และความดับทุกข์อย่างมีเหตุมีผล นั้น ก็ถูกตีความให้กลายเป็น “ธรรมะศักดิ์สิทธิ์” ที่มีความหมายซับซ้อน เหนือเหตุผล ธรรมะอันเป็นหลักคิดและวิถีชีวิตเพื่อการเป็นคนธรรมดาไม่เบ่งอัตตาตัวตน กลับกลายเป็นเครื่องมือเชิดชูความวิเศษของอัตตาตัวตน หรือของ “ตัวบุคคล” จนกลายเป็น “พระผู้มีญาณวิเศษ” เหนือการตรวจสอบด้วยวินัยสงฆ์ หรือเป็นเครื่องมือยกย่อง “ความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นปกครอง” ให้อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ
 
ฉะนั้น ธรรมะศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สนับสนุนลัทธิบูชาตัวบุคคลเหนือหลักการ และระบบสังฆะที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนอุดมการณ์ราชาชาตินิยมศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ใช่ธรรมะตามที่พุทธะสอนแน่ๆ และไม่ใช่สังฆะที่พุทธะประสงค์จะก่อตั้งขึ้นมาแน่ๆ นี่คือความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้
 
แต่พูดแบบนี้แล้วบรรดาผู้ที่มักมองอย่าง “เหมารวม” และชอบ “แขวนป้าย” อาจจะบอกว่าผมกำลังชวนให้กลับไปมีวิถีชีวิตแบบพุทธดั้งเดิมอย่างสมัยโบราณ อย่างนั้นหรือ? หรือผมเป็นพวก Fund amentalists’ ที่เชื่อว่ามีคำสอนที่ถูกต้องตายตัวในพระไตรปิฎก ไม่ยอมรับการตีความพุทธศาสนาอย่างสัมพันธ์กับบริบทสังคม และวัฒนธรรม เช่นนั้นหรือ?
 
คำตอบคือ ผมไม่คิดว่าคนที่ตั้งคำถามกับพุทธศาสนาในปัจจุบันอย่างวิพากษ์ และมองย้อนไปหาหลักธรรมที่พุทธะสอนในยุคแรกเริ่มอย่างวิพากษ์จะถูก “เหมารวม” ว่าเป็นพวก Fundamentalists อย่างง่ายๆ ท่านพุทธทาสเองก็อ้างพระไตรปิฎกเสมอๆ ในการอธิบายแทบทุกเรื่อง แต่ในขณะเดียวกันท่านก็บอกให้ฉีกพระไตรปิฎกทิ้งสัก 70 เปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ เช่นเดียวกันคำพูดของเดวิด ลอย ข้างต้นก็ไม่ใช่จะถูก “แขวนป้าย” ได้ง่ายๆ ว่าเป็นคำพูดแบบ Fundamentalism       
 
บังเอิญผมเพิ่งอ่าน  ‘The Power of Simplicity’ ในวารสารปัญญาเวอร์ชันภาษาอังกฤษของอาจารย์สมภาร พรมทา ตอนหนึ่งอาจารย์สมภารยกนิทานเซ็นมาว่า วันหนึ่งอาจารย์เซ็นกับบรรดาลูกศิษย์กำลังทำงานอยู่ในไร่ อาจารย์หยิบผลแคร็อทขึ้นมาแล้วถามว่า “วิธีที่ที่ดีที่สุดที่เราควรจะทำกับผลแคร็อทในมือนี้คืออะไร?”
 
ลูกศิษย์คนหนึ่งที่ยอมรับกันว่าฉลาดที่สุดตอบไปทันทีว่า “เราควรจะมองผลแคร็อทนั้นว่าเป็นเพียงความว่างเปล่า” อาจารย์นิ่งเงียบ
 
แล้วลูกศิษย์อีกคนก็ตอบว่า “เราควรบริจาคผลแคร็อทนี้ให้คนจน เพื่อเป็นการสั่งสมบุญกุศลของเราเอง” อาจารย์ก็นิ่งเงียบอีก เมื่อคำตอบอื่นๆ ของลูกศิษย์อีกหลายคนยังไม่เป็นที่พอใจ อาจารย์จึงหันไปทางลูกศิษย์คนหนึ่งที่ถูกมองจากเพื่อนๆ ว่าโง่ที่สุด พร้อมกับถามว่า “แล้วเจ้าล่ะคิดยังไง?”
 
ศิษย์โง่คนนั้นไม่ได้พูดอะไร แต่เขาเดินไปคว้าผลแคร็อทจากมืออาจารย์มาเคี้ยวกินหน้าตาเฉย อาจารย์ปรบมือหัวเราะเสียงดัง “โอ ใช่! โอ ใช่!”
 
นิทานจบแค่นี้ อาจารย์สมภารตีความ (โดยผมสรุปอีกที) ว่า คำตอบของศิษย์คนแรกนั้นเป็นการทำให้ของง่ายๆ กลายเป็นของที่มีความหมายซับซ้อนเชิงอภิปรัชญาขึ้นมาโดยไม่จำเป็น ขณะที่ศิษย์คนที่สองทำให้เกิดความซับซ้อนด้วยการสร้างความคิดเรื่องการ สั่งสมบุญกุศลขึ้นมา ส่วนศิษย์คนที่โง่ที่สุดคือคนที่บอกวิธีปฏิบัติต่อผลแคร็อทอย่างเป็น ธรรมชาติ เรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ปรุงแต่ง แล้วอาจารย์สมภารก็อธิบายว่าคำสอนของพุทธะยุคแรกเริ่มนั้น เป็นคำสอนที่อธิบายความจริงในธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมาง่ายๆ ไม่ได้มีความซับซ้อนในเชิงอภิปรัชญา หรือมีความหมายแบบ “ธรรมะศักดิ์สิทธิ์” เช่นที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น (อย่างนี้จะแขวนป้ายว่า อ.สมภารเป็น Fundamentalist อีกไหม?)
 
จากตัวอย่างข้างต้น ทำให้เราคิดต่อได้ว่าความทุกข์ในชีวิตปัจเจกและทุกข์ทางสังคมหลายๆ อย่าง มักถูกทำให้ยุ่งยากซับซ้อนเกินจริงขึ้นมาทั้งด้วยวิธีคิดของตัวเราเอง ด้วยการปลูกฝังอบรมทางศาสนา จารีตประเพณี ด้วยระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือระบบโลก จนความซับซ้อนเหล่านั้นมาบดบังไม่ให้เราเห็นความจริงตามที่มันเป็น และสูญเสียการคิดอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา บางครั้งความซับซ้อนที่สร้างขึ้นเหล่านั้นมันก็กลายเป็นโซ่ตรวนพันธนาการไม่ ให้เราพูดความจริง หรือวิพากษ์วิจารณ์ความถูก ผิดตามหลักการได้อย่างซื่อสัตย์ เปิดเผย ตรงไปตรงมาอีกด้วย
 
ผมคิดว่า ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเราเป็นเรื่องที่ถูกทำให้ซับซ้อนจนเกินเหตุ และความซับซ้อนที่ถูกสร้างขึ้นในนาม “ความศักดิ์สิทธิ์” หรือ “เรื่องละเอียดอ่อน” พูดตรงๆ ไม่ได้อะไรต่างๆ นั้นก็กลายเป็นปมเงื่อนของความขัดแย้ง และความรุนแรงจนแก้ไม่ตก
 
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าคิดอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา หรือคิดอย่าง “สมเหตุสมผล” ก็จะทำให้เรามองเห็นปัญหาที่ “สาเหตุหลัก” อย่างตรงไปตรงมา เข่นวิธีคิดแบบอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คือ ต้องสร้าง “กติกา” หรือระบบสังคมการเมืองให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้หลักการประชาธิปไตยใน มาตรฐานเดียวกันกับทุกสถาบันในสังคม เพราะการทำให้สถาบันอยู่เหนือการวิจารณ์ตรวจสอบ แต่กลับมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้านดีเพียงด้านเดียวโดยห้ามโต้แย้ง หรือเสนอข้อมูลด้านตรงข้ามมาหักล้างนั้น เป็นเรื่องที่ “ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง” ไม่ว่าจะมองจากหลัก “ความรู้” สมัยใหม่ที่ต้องมี “ความเป็นวิทยาศาสตร์” หรือวัฒนธรรมทางสังคมการเมืองสมัยใหม่ที่ต้องมี “ความเป็นประชาธิปไตย” ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจมีเสรีภาพวิจารณ์ตรวจสอบ และทุกสถาบันต้องดำรง “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานของความโปร่งใสตรวจสอบได้
 
หลายปีมานี้สังคมเราทะเลาะ ขัดแย้ง ทำร้าย เข่นฆ่ากัน และยังไม่รู้ว่าความขัดแย้งที่สืบเนื่องมานี้จะนำไปสู่การเข่นฆ่าอีกหรือไม่ หากคิดอย่างตรงไปตรงมาแล้วเราก็ย่อมเข้าใจได้ว่า ถ้าระบบสังคมการเมืองยังเป็นแบบเก่า แบบที่สถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ยังถูกวิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ และยังสามารถจะถูกอ้างอิงเพื่อทำรัฐประหารได้เสมอ เราก็ย่อมเข้าใจได้ว่าความขัดแย้งและความรุนแรงแบบเก่าๆ ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ
 
หากพุทธะสอนให้เรามองความจริงตามที่มันเป็นอย่างตรงไปตรงมา และมีวิธีคิดที่เรียบง่าย ปราศจากอคติในการทำความเข้าใจความจริงของปัญหา และในการหาวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงกับสาเหตุที่แท้จริง พุทธศาสนาในบ้านเราที่ไม่เคยสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการพูดความจริง อย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นพุทธศาสนาที่สร้างมายาคติ “อำนาจศักดิ์สิทธิ์” และ “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมาอยู่เหนือหลักการ ก็ไม่ใช่พุทธศาสนาอย่างที่พุทธะสอน
 
และพุทธศาสนาตามที่เป็นอยู่นี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการปลด ปล่อยปัจเจกบุคคลและสังคมให้มีอิสรภาพ นอกจากเป็น “ศาสนายากล่อมประสาท” เท่านั้นเอง
- See more at: http://www.prachatai3.info/journal/2013/01/44519#sthash.HUR24e0s.dpuf
 ·  Translate
1
Add a comment...
People
Have him in circles
96 people
จิ๊กโก๋ โคราชา's profile photo
May L's profile photo
Nakarin Karuhadsuwan's profile photo
Thosapol Khamwan's profile photo
Man isarankura's profile photo
wut wutti's profile photo
อ้ายหำ น้อย's profile photo
พล รักษ์ศิริ's profile photo
Somlak Trisarnsri's profile photo
Basic Information
Gender
Male