Profile

Cover photo
Vibhavadi Hosp.
Works at โรงพยาบาลวิภาวดี
Lived in 51 / 3 ถ.งามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
17 followers|48,841 views
AboutPostsPhotosYouTube+1's

Stream

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
การดูแลสุขภาพตา ในฤดูร้อน 
นพ.ธีรวีร์ หงษ์หยก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา มีคำแนะนำมาฝากค่ะ
 ·  Translate

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
[ไต] 
หน้าที่ของไต

1.กำจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเสียที่เกิดจากโปรตีน

2.รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่

3.รักษาสมดุล กรด-ด่าง 

4.สร้างฮอร์โมน ได้แก่ อิริโธรปัวอิติน,วิตามิน D

โรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะที่มีการทำงานของไตลดลงและ/หรือไตมีความเสียหาย ทำให้มีความผิดปกติของโครงสร้างไต มานานมากกว่า 3 เดือน 

โรคไตเรื้อรัง มี 5 ระยะ ตั้งแต่ ระยะที่ 1 มีความผิดปกติของโครงสร้างแต่การทำงานของไตยังไม่ลดลง จนถึงระยะที่ 5 คือ ไตวายเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต

ดัชนีบ่งชี้โรคไตเรื้อรัง 
1.ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ 
2.ภาวะมีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ 

การประเมินระดับการทำงานของไต 
ทำได้โดยการตรวจเลือดหาระดับ ครีอาตินิน และนำมาคำนวณหาระดับ GFR ( Glomerular Filtration Rate ) 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตเรื้อรัง 

1. ปัจจัยทำให้เสี่ยง เช่น อายุมาก มีประวัติโรคไตในครอบครัว

2. ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค/เป็นสาเหตุทำลายไต เช่น เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคจากภูมิคุ้มกันตัวเอง,การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ,การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ,การได้รับสารพิษต่อไต

3. ปัจจัยทำให้โรคลุกลามทำให้ไตมี่มีความผิดปกติเสี่อมหน้าที่มากขึ้น เช่น ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี การสูบบุหรี่

การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง 

มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเพื่อที่จะรักษาโรคไตที่อาจสามารถหายขาดได้หรือป้องกันไม่ให้โรคไตนั้นเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่ควรตรวจคัดกรอง ได้แก่ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น 

วิธีการตรวจได้แก่ ตรวจวัดความดันโลหิต,ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจเลือดหาค่าครีอะตินินและปัสสาวะ และการทำอัลตร้าซาวนด์ของไตหากมีข้อบ่งชี้

แนวทางการดูแลรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต

1.การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ได้แก่ การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่น้ำหนักเกิน การหยุดสูบบุหรี่ งดอหารเค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น 

2.การควบคุมความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม 

3.การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม 

4.การลดการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะด้วยยา 

5.การจำกัดอาหารโปรตีน 

6.การลดระดับไขมันในเลือด 

7.หลีกเลี่ยงสารหรือยาที่อาจมีผลเสียต่อไต โดยเฉพาะยากลุ่มแก้ปวด ข้อปวดกระดูก ( NSAIDS)

http://www.vibhavadi.com/health629.html 
โดย นพ.ธัชชัย วุฒิจำนง อายุรแพทย์โรคไต 
 ·  Translate
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
โรคลำไส้แปรปรวนหรือโรคไอบีเอส IBS
โรคลำ ไส้แปรปรวน คือ  ความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ในเรื่องการบีบตัว โดยตรงไม่พบพยาธิสภาพที่ลำไส้ใหญ่ จากการส่องกล้องตรวจลำไส้หรือการตรวจเลือด โรคนี้มักจะมีประวัติเป็นมานานอาจเป็ปีและมีอการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญรบกวนกิจวัตรประจำวันให้แก่ผู้ป่วย  ผู้ป่วยมักจะวิตกกังวลว่าทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา หรืออาจเข้าใจว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โรคลำไส้แปรปรวนมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัรตาส่วนเพศหญิงต่อเพศชาย ประมาณ 2:1

อาการ

ผู้ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวนมักจะมีอาการดังนี้

1.อาการ ปวดท้อง อาจจะปวดตรงกลางหรือปวดบริเวณท้องน้อยโดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้าย มากกว่าด้านขวา ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบปวดเกร็ง

2.อาการแน่นท้อง ท้องอืด มักจะไม่สัมพันธ์กับอาหาร

3.หน้าท้องโตขึ้นเหมือนมีลมในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมมากขึ้น

4.การ ถ่ายอุจจาระไม่ปกติ บางรายมีอาการท้องผูก บางรายท้องเสีย หรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียก็ได้ ผู้ป่วยบางรายมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด บางรายปวดเบ่งแต่เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วอาการดีขึ้น มักจะอุจจาระเป็นมูก ( Mucous ) อาการต่าง ๆ เหล่านี้มักเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมากน้อยสลับกันได้ โดยมีอาการนานเกิน 3 เดือนในระยะเวลา 1 ปี

สาเหตุของโรคลำไส้แปรปรวน(IBS)

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน แต่จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ มี 3 อย่าง ที่สำคัญได้แก่

1.การ บีบตัวของลำไส้ใหญ่ผิดปกติ เป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนที่ผิดปกติบางอย่างในผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดแน่นท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้

2.ระบบ ประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้แก่ อาหารเผ็ด,กาแฟ,แอลกฮอล์ทุกชนิด,ช็อกโกแลต เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล เมื่อมีสิ่งเร้ากระตุ้นก็ทำให้ผนังลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้

3.เป็นผลหลังมีการติดเชื้อลำไส้ ปัจจัยนี้พบในผู้ป่วย IBS ในเขตร้อน เช่น ประเทศไทย ซึ่งหลังจากทุเลาจากภาวะลำไส้อักเสบแล้ว หนึ่งในสามของผู้ป่วยจะมีอาการของลำไส้แปรปรวนกำเริบ

การรักษา

ยัง ไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้  เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการหลายระบบรวมกัน ยาที่ใช้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้อาการดีขึ้นเท่านั้น  แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้ยาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยและแนะนำการปฏิบัติ ตัวเพื่อให้อาการของโรคนี้ดีขึ้นได้

การปฏิบัติตัว ที่ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนควรปฏิบัติมีดังต่อไปนี้

1.ควรรับประทานอาหารช้า ๆ และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป(รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ)

2.หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน โดยเฉพาะมื้อเย็นและมื้อค่ำ  เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้

3.ถ้าผู้ป่วยมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร ( Fiber ) ให้มากขึ้น ดื่มน้ำให้เพียงพอและฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา

4.หลีกเลี่ยงการดื่มนมโยเกิรต์ ในผู้ป่วยโรค IBS ชนิดท้องเสีย

5.หลีก เลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นอาการของโรคให้เป็นมากขึ้นได้แก่ กาแฟ อาหารรสจัด แยม ช็อกโกแลต ผลไม้เปรี้ยว บางชนิด อาหารรสเผ็ด เครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และน้ำอัดลม เป็นต้น

6. หากผู้ป่วยมีภาวะเครียดร่วมด้วย ควรหาทางผ่อนคลายหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออาจจำเป็นต้องพบจิตแพทย์ในบางรายที่มีปัญหาทางจิต ใจค่อนข้างมาก

โรคลำไส้แปรปรวนจะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่

โรค นี้ไม่พบว่า เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งแม้จะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ มานาน แต่พึงระมัดระวังในผู้ป่วยสูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย มีอาการท้องผูกมากขึ้นหรือมีอาการท้องเสียเกิดขึ้นจำเป็นต้องได้รับการตรวจ โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป
 ·  Translate
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
เคล็ดลับดูแลสุขภาพผิว เมื่อเจออากาศเย็น โดย นพ.ธัญธรรศ โสเจยยะ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซอร์ โรงพยาบาลวิภาวดี ไปฟังกันค่ะ
 ·  Translate
เคล็ดลับการดูแลผิวพรรณ ในสภาพอากาศเย็น จาก นพ.ธัญธรรศ โสเจยยะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซอร์ โรงพยาบาลวิภาวดี ไปฟังกันค่ะ
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
โรคเส้นเลือดสมองตีบ   อัมพฤกษ์อัมพาตเป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย     หรือหายแต่ไม่หายสนิทใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย  สาเหตุของอาการดังกล่าวมีได้ หลายอย่าง       แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือ ก็เป็นสาเหตุอื่นๆเช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น


 
เส้นเลือด สมองตีบหมายถึงอะไร
เส้นเลือดสมองตีบ เป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือด สมองตีบเป็นแบบที่พบได้มากที่สุด(80-85%)
เส้นเลือดที่ ตีบเกิดจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ  
 
มีอาการ อย่างไรได้บ้าง
เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่
• แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก)
• ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก
• พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)
• เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
• มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง
โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่
ใครมี โอกาสเป็นบ้าง
อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลด
มีอาการ อย่างไรได้บ้าง
เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่
• แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก)
• ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก
• พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)
• เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
• มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง

โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน   โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่
ใครมี โอกาสเป็นบ้าง      อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากแม้จะ ไม่100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่

 
 ·  Translate
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
โรคเส้นเลือดสมองตีบ  
 
อัมพฤกษ์อัมพาตเป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย     หรือหายแต่ไม่หายสนิทใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย  สาเหตุของอาการดังกล่าวมีได้ หลายอย่าง       แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือ ก็เป็นสาเหตุอื่นๆเช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น


เส้นเลือด สมองตีบหมายถึงอะไร

เส้นเลือดสมองตีบ เป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือด สมองตีบเป็นแบบที่พบได้มากที่สุด(80-85%)
เส้นเลือดที่ ตีบเกิดจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ  
 
มีอาการ อย่างไรได้บ้าง

เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่
• แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก)
• ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก
• พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)
• เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
• มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง
โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่
ใครมี โอกาสเป็นบ้าง
อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็
จะสามารถลด


มีอาการ อย่างไรได้บ้าง

เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่
• แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก)
• ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก
• พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)
• เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
• มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง

โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน   โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่
ใครมี โอกาสเป็นบ้าง      อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากแม้จะ ไม่100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่

 
• ความดันโลหิตสูง
• เบาหวาน
• ไขมันในเลือดสูง
• การสูบบุหรี่
• โรคหัวใจบางชนิด

วินิจฉัย อย่างไร
อาศัยการซัก ประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจทางทางระบบประสาท และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในบางรายหากสงสัยว่าอาจเป็นอย่างอื่น แพทย์ที่ตรวจอาจให้ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) แทนการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 

การทำ CT scan ของสมอง จะช่วยให้แยกได้ระหว่างเส้นเลือดตีบหรือแตก ซึ่งการรักษาจะต่างกันไป  

 

รักษาให้หายขาด ได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ รักษาอาการที่เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยแต่ละคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้เอง โดยเน้นการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของการฟื้นตัวว่าจะดีขึ้นได้ถึง ระดับใด โดยอาจพอบอกแนวโน้มได้คร่าวๆหลังเกิดอาการ2-4 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ทำนายได้ถูกต้องแน่นอนเสมอไป เป็นเพียงแนวโน้ม เช่น ถ้าผ่านไป2 สัปดาห์ อาการอ่อนแรงดีขึ้นมากพอสมควร ก็อาจบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มาก บางรายทำกายภาพบำบัดไป3-6 เดือน ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานานหรืออาจไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก

 
ยาที่ใช้ รักษามีอะไรบ้าง   

       ยาที่ใช้ในโรคนี้ ใช้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ เนื่องจากถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้ ยาที่สำคัญคือยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ควรซื้อทานเองเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้
ยาที่มีความสำคัญมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาที่ใช้คุมปัจจัยเสี่ยงในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่ เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ถ้าคุมโรคเหล่านี้ได้ดี โอกาสเป็นเส้นเลือดสมองตีบก็จะน้อยลงไปมาก ควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ และการเลิกขึ้นอยู่กับจิตใจเท่านั้น โดยแทบไม่ต้องใช้ยาใดๆ
การทำ กายภาพบำบัด มีส่วนสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสที่ทำให้ส่วนที่อ่อนแรง กลับมามีแรงมากขึ้นได้ ส่วนยาที่ทาน จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิดซ้ำของเส้นเลือดสมองตีบ ดังนั้น แม้ทานยาครบ แต่ไม่ค่อยทำกายภาพบำบัด ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้เท่าที่ควร 

ยา บำรุงสมองช่วยได้หรือไม่
มีคนพูดถึงยาบำรุงสมอง แปะก๊วย อาหารเสริม ฯลฯ ว่าจะช่วยให้อัมพาตหายได้หรือไม่ รวมทั้งการรักษาในแนวอื่นๆอีกหลายรูปแบบ รวมทั้งยาฉีดบางชนิดที่ราคาแพง ซึ่งทุกอย่างดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางการแพทย์ว่าได้ผล และการรักษาบางอย่างอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าไม่แน่ใจ จึงไม่ควรทานหรือฉีด

ยาหม้อ เป็นยาที่นิยมมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ แต่คนนิยมทาน เนื่องจากในยาหม้อ มีสารที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกสบาย เหมือนจะดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็จะดีขึ้น แต่เป็นเพียงความรู้สึก และเป็นชั่วคราว ในระยะยาวไม่มีผล และสารนี้ทำให้เกิดอาการตามมาได้หลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง โรคกระเพาะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย หน้าบวม ฯลฯ บางรายที่ทานนานๆ เมื่อหยุดทานก็จะเกิดอาการไม่สบายได้หลายรูปแบบ ยาหม้อจึงเป็นยาที่ไม่ควรทานโดยเด็ดขาด
ทำไม บางคนหาหมอพระ หรือทานยาหม้อแล้วหายดี กลับมาเดินได้
อย่างที่กล่าวในตอนต้น คือโรคนี้เป็นโรคที่ในระยะแรกๆทำนายได้ยาก ว่าแต่ละคนจะดีขึ้นได้แค่ไหน หรือใช้เวลาเท่าใด บางรายอาจดีขึ้นเองโดยไม่ได้ทานยาอะไรเลยก็เป็นได้ บางรายทานยาทุกอย่าง ทำกายภาพบำบัดเต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยดีขึ้นมากนักก็เป็นได้ ดังนั้นในรายที่ทานยาหม้อหรือรักษาแบบอื่นๆใดๆก็ตามแล้วดีขึ้น มักเกิดจากการที่คนนั้นจะดีขึ้นเองอยู่แล้ว แต่บังเอิญไปทานยาหม้อด้วย คนจึงเข้าใจว่าดีจากยาหม้อแล้วจึงนำไปบอกกันปากต่อปาก จึงกลายเป็นที่นิยมกันไป แต่ในรายที่ไม่ดีขึ้นหรือเกิดผลข้างเคียงจากยาหม้อ คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยพูดถึง หรืออาจโทษว่า อาการที่แย่ลงเป็นจากตัวโรคเส้นเลือดสมองตีบเอง
ทำไม แพทย์มักมีอคติ หรือปิดกั้นการรักษาแบบอื่นๆที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน
แพทย์ไม่ได้ปิดกั้นหรือมีอคติ ใดๆ เนื่องจากแพทย์ทุกคนทราบว่าในเมื่อขณะนี้ แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ทุกราย ญาติผู้ป่วยก็อยากลองพึ่งการรักษาทางอื่นดูบ้าง เผื่อว่าอาจได้ผล แพทย์ส่วนมากก็ให้ลองได้ แต่ต้องเป็นการรักษาหรือเป็นยาที่ไม่เกิดอันตรายใดๆกับผู้ ป่วย แต่การรักษาหลายอย่าง อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ยาหม้อ การนวดโดยการเหยียบ การนอนในทรายดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จำเป็นต้องชี้แจง 
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทที่ต้องชี้แจง แม้อาจไม่มีอันตรายนัก แต่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของผู้ป่วยและญาติ เช่น อาหารเสริม เตียงแม่เหล็ก วิตามินบางชนิด ยาฉีดแพงๆซึ่งอ้างว่ามาจากเมืองนอก เป็นต้น โดยการโฆษณาชวนเชื่อ เกินความจริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเอาผิดทางกฏหมายกับคนกลุ่มนี้แล้ว

สามารถ ป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้หรือไม่
เนื่องจากเป็นโรคที่ถ้าเป็นแล้ว มักไม่หายสนิท เหลือความพิการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี ไม่ขาดยา ตั้งใจควบคุมอาหาร จะลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้มาก รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงของมึนเมา
ควรตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัย เสี่ยงทุกปี โดยเฉพาะถ้าอายุมากกว่า 30-35ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวมีโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเราอาจมีโรคเหล่านั้นได้ เนื่องจากส่วนมากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม


การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว   หลักสำคัญๆ ได้แก่

1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่าง เคร่งครัด ห้ามขาดยา พบแพทย์ตามนัด
2. ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำเองที่บ้านได้หลังจากออกจากโรงพยาบาล
3. ให้กำลังใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้พบว่าผู้ป่วยมีโอกาสมากที่จะมีโรคซึมเศร้า หรือเครียดร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการที่เคยทำอะไรได้ แล้วมาทำไม่ได้
4. ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยกลับบ้าน  ในรายที่เดินไม่ได้ นอนอยู่กับเตียง ต้องพลิกตัว จับนั่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นต้น ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะสอนการดูแลเหล่านี้ รวมทั้งการให้อาหารทางสายยาง(ถ้าต้องใส่)
 ·  Translate
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
กระดูกสันหลังเสื่อม

“กระดูกสันหลังเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยเหมือนกับบรรดาข้อกระดูกเสื่อมทั้งหลาย เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ลักษณะของข้อกระดูกสันหลัง คือ กระดูกสันหลังมี 3 ระดับ ระดับคอมีกระดูกสันหลัง 7 ชิ้น ระดับกลางมี 12 ชิ้น ระดับบั้นเอวมี 5 ชิ้น กระดูกสันหลังแต่ละอันมาเรียงต่อกันเป็นปล้อง ๆ โดยด้านหน้ามีหมอนรองกระดูกกั้นอยู่ ส่วนด้านหลังเป็นข้อต่อเล็ก ๆ 2 ข้าง ทำให้ข้อกระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวได้ เช่น การก้ม การเงย ของคอ การก้มหลัง และแอ่นหลัง เป็นต้น”

กระดูกสันหลังเสื่อมที่พบได้บ่อย ได้แก่

ข้อกระดูกสันหลังระดับบั้นเอว และระดับคอ สำหรับการเสื่อมของกระดูกสันหลัง จะมีความแตกต่างกว่าข้อเข่าและข้อสะโพกคือ การเสื่อมส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดขึ้นที่หมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นตัวกั้นระหว่งกระดูกสันหลังแต่ละปล้อง หมอนรองกระดูกสันหลังมีลักษณะคล้ายเยลลี่ที่มีความยืดหยุ่น ทำหน้าที่เหมือนโช็คอัพ กระดูกสันหลังระดับบั้นเอวและระดับคอมีการใช้งานมากกว่าระดับอื่น จึงเสื่อมง่ายกว่า หมอนรองกระดูกบางส่วนอาจจะมีการเคลื่อนที่ไปกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าวไปตามแขนหรือขาที่เส้นประสาทนั้น ๆ ไปเลี้ยงก็ได้ ในกรณีที่หมอนรองกระดูกเสื่อม แต่ไม่ไปกดเส้นประสาทจะมีผลทำให้ข้อกระดูกสันหลังที่อยู่ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการอักเสบหรือขรุขระหรืออาจมีกระดูกงอก

อาการของกระดูกสันหลังเสื่อม

เจ็บปวดขึ้นบริเวณหลังและปวดร้าวลงมาบริเวณกระเบนเหน็บ หรือสะโพกทั้ง 2 ข้างได้ คนอ้วน คนที่ใช้หลังไม่ถูกต้อง เช่น ก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก มีโอกาสข้อกระดูกสันหลังเสื่อมได้เร็วกว่าคนอื่น

การรักษา

ส่วนใหญ่คือการนอนพัก การรับประทานยาแก้อักเสบของกระดูกและข้อ การระมัดระวังไม่ใช้หลังอย่างผิด ๆ ถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องทำกายภาพบำบัด เนื่องจากโรคนี้มีโอกาสเป็นเรื้อรังในระยะยาวควรที่จะลดน้ำหนัก และบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้แข็งแรง การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การฉีดยา และการผ่าตัด ขึ้นอยู่ในวิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษา                    


ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ รพ.วิภาวดี
 ·  Translate
1
Add a comment...

Vibhavadi Hosp.

Shared publicly  - 
 
กิจกรรม "รวมพลัง ลดเสี่ยง เลี่ยงเบาหวาน" 
@โรงพยาบาลวิภาวดี 

9 พฤศจิกายน 2556 09.00-15.00 น.
พบกับกิจกรรม ความรู้เพื่อการดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก
โรคเบาหวานค่ะ ที่ชั้น G และ ชั้น 2 อาคาร 2 
โรงพยาบาลวิภาวดี นะคะ 
ในกิจกรรม "รวมพลัง ลดเสี่ยง เลี่ยงเบาหวาน" 

ในงานพบกับ
ซุ้มต่างๆ และ Health Talk
1.หัวข้อ "รู้ภาวะเสี่ยง เพื่อเลี่ยงเบาหวาน"
2.หัวข้อ "กินอย่างไรเลี่ยง Hyperglycemia-Hypoglycemia"
3.หัวข้อ "ใช้ยาเบาหวาน อย่างถูกต้องและปลอดภัย"
4.หัวข้อ "การออกกำลังกาย ในผู้ป่วยเบาหวาน"
 ·  Translate
1
Add a comment...
Story
Tagline
โรงพยาบาลวิภาวดี เพื่อชีวีทุกระดับ
Places
Map of the places this user has livedMap of the places this user has livedMap of the places this user has lived
Previously
51 / 3 ถ.งามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
Links
Work
Employment
  • โรงพยาบาลวิภาวดี
    present
Basic Information
Gender
Decline to State
Vibhavadi Hosp.'s +1's are the things they like, agree with, or want to recommend.
โรคเส้นเลือดสมองตีบ
talk.mthai.com

โรคเส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์อัมพาตเป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะเกรงโรงพยาบาลวิภาวดี โรคเส้นเลือดสมองตีบ

รวมพลัง ลดเสี่ยง เลี่ยงเบาหวาน
talk.mthai.com

กิจกรรม "รวมพลัง ลดเสี่ยง เลี่ยงเบาหวาน" @โรงพยาบาลวิภาวดี 9 พฤศจิกายน 2556 09.00-15.00 น.พบกับโรคเบาหวาน โรงพยาบาลวิภาวดี กิจกรรมเบาหวาน

ความดันโลหิตสูง
talk.mthai.com

ความดันโลหิตสูง สาเหตุของความดันโลหิตสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ 1.พวกที่หาสาเหตุไความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลวิภาวดี รพ วิภาวดี

happyandhealthy blog » Blog Archive ท้องผูก » happyandhealthy blog
mblog.manager.co.th

ท้องผูก. ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประชากรทั่วไป โดยทั่วไปการขับถ่ายของคนส่วนใหญ่ จะมีการขับถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้ง/วัน จนถึง 3 ครั้ง/สัปดาห์ ก

Webstagram
web.stagram.com

Use Instagram online! Webstagram is the Best Instagram Web Viewer!

ภาพข่าว: รพ.วิภาวดี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ กปน. | Th...
www.thaipr.net

พลโทนายแพทย์ พร้อมพงษ์ พีระบูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิภาวดี และ นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร

โรงพยาบาลวิภาวดี ร่วมกับ นิตยสารสุขภาพดี จัดกิจกรรม “Good Health Good Li...
www.thaipr.net

โรงพยาบาลวิภาวดี ร่วมกับ นิตยสารสุขภาพดี จัดกิจกรรม Good Health Good Life ปี 2013 ในวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 ตั้งแต่เวลา 08.30 16.00 น.