Profile cover photo
Profile photo
Tropicana oil น้ำมันมะพร้าว
6 followers -
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น บริสุทธิ์ จากดินแดนลุ่มน้ำตาปี
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น บริสุทธิ์ จากดินแดนลุ่มน้ำตาปี

6 followers
About
Posts

Post has attachment
ลิปบาล์ม รุ่นใหม่
PhotoPhotoPhotoPhotoPhoto
2016-07-26
5 Photos - View album

Post has attachment
สบู่มะพร้าวกลิ่นต่างๆ ขนาด 100g
PhotoPhotoPhotoPhotoPhoto
2016-07-26
5 Photos - View album

Post has attachment

Post has attachment
สนใจผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว Tropicana oil ที่ Line ID นี้ได้เลยค่ะ
Photo

Post has attachment
แล้วยังจะกินต่อกันหรือเปล่า
Photo

Post has attachment
น้ำยาบ้วนปากมะพร้าว  ช่วยให้กลิ่นปากหอมสดชื่น  ขจัดคราบหินปูน  ลดแบคทีเรียในช่องปาก ผสมสมุนไพรหลากหลายชนิด อาทิเช่น

เมนทอล  ดูแลเหงือกและฟันให้แข็งแรง ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจสดชื่น

น้ำมันกานพลู  ระงับกลิ่นปาก 
  
น้ำมันยูคาลิปตัส ดูแลเหงือกและฟันให้แข็งแรง ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจสดชื่น
  
พิมเสน  ระงับกลิ่นปาก
  
การบูร  ลดการเกิดกลิ่นปาก
  
น้ำมันใบสาระแหน่  ดูแลเหงือกและฟันให้แข็งแรง ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจสดชื่น
  
น้ำมันใบฝรั่ง   มีฤทธิ์ฝาดสมาน ดับกลิ่นปาก

http://tropicana-cocooil.blogspot.com/
สนใจติดต่อที่ Line id : isarajung  หรือโทร 086-5392111
ขนาด 250ml และขนาดหัวปั๊ม 500ml
Photo
Photo
2015-11-13
2 Photos - View album

Post has attachment
มารู้จักไขมันชนิดแทรนส์ (trans fat) 

              ไขมันชนิดแทรนส์ (trans fat) หมายถึง ไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglyceride) ที่มีองค์ประกอบในโมเลกุลเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ชนิดแทรนส์ (trans fatty acids) ซึ่งไม่พบในธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติพบกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด ซิส (cis) แต่พบในน้ำมันพืช (vegetable oil) ที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation)      หรือเติมไฮโดรเจนบางส่วน     (partially hydrogenation) เพื่อให้มีสมบัติทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนสถานะจากของเหลว เป็นของกึ่งแข็งเนื่องจาก มีจุดหลอมเหลวสูงขึ้น    เช่น ทำน้ำมันพืชให้เป็นเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) ทำให้น้ำมันเหม็นหืนยากขึ้น เพราะต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชัน    มีโครงสร้างและสมบัติใกล้เคียงกับกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid)

ที่มา: http://biology.clc.uc.edu/courses/bio104/lipids.htm
   ไขมันชนิดแทรนส์ พบในในมาการีน เนยขาว แครกเกอร์ ลูกกวาด อาหารขบเคี้ยว อาหารทอด ขนมอบ (bakery product) อันตรายของไขมันชนิดแทรนส์

        หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การบริโภคไขมันอิ่มตัวไขมันชนิดแทรนส์ มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับกรดไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fatty acid)       และเป็นสาเหตุของการเพิ่มระดับ Low-Density Lipoproteins (LDL-C) ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอล (cholesterol) ที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease)     และลดคอเรสเตอรอลชนิด High-Density Lipoprotein (HDL-C) ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอลที่ไม่ก่อโทษต่อสุขภาพ (HDL-C)

     USFDA ได้กำหนดให้ระบุไขมันชนิดแทรนส์ (trans fat)ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 ในฉลากโภชนาการ (nutrition label) เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค โดยระบุในบรรทัดต่อจากไขมันชนิดอิ่มตัว โดยไม่ต้องระบุ % Dialy Value


แหล่งที่มา  Food Network Solution ศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร 
               http://www.foodnetworksolution.com/

Post has attachment
น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลขึ้นมาอีกระลอก ว่าน้ำมันหมูดีกว่าน้ำมันพืช จากผลงานวิจัยของนายแพทย์ต่างประเทศ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงเชื่อว่า น้ำมันพืชก็ต้องดีกว่าน้ำมันหมูสิ เพราะเราร่ำเรียนกันมาแบบนี้นับสิบๆ ปี จึงทำให้มีคำถามว่า ตกลงแล้วความจริงเป็นอย่างไร Sanook! Health เลยหาคำตอบมาให้อ่านทำความเข้าใจกันง่ายๆ สั้นๆ ค่ะ

ชนิดของไขมัน

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจประเภทของน้ำมันกันก่อน ว่ามีอะไรบ้าง แล้วน้ำมันแต่ละชนิดอยู่ในประเภทไหน

1. Transfat หรือไขมันชนิดทรานส์ คือไขมันแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากนำน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว มาอัดไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อทำให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น คงตัวได้ดี ไม่เหม็นหืน และทำอาหารได้อร่อยขึ้น หรือสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำน้ำมันพืชมาใช้ซ้ำ ผ่านความร้อนนานๆ เช่น การทอด สุดท้ายกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เหมือนกัน ถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะไขมันทรานส์เป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน

2. ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู และน้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การนำไปทอด เพราะทนความร้อนได้ดีกว่า และอร่อยกว่า ไขมันอิ่มตัวทั้งมีประโยชน์ และให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป แต่หากใช้ซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งก็คือน้ำมันพืชที่เราใช้กันทั่วๆ ไป เหมาะสำหรับผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนเร็วๆ เพราะทนความร้อนไม่ได้นาน เพราะสามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน แต่ไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันดีมากกว่า

4. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ เหมาะสำหรับทานสด ผสมน้ำสลัด หรือประกอบอาหารเพียงเล็กน้อย และถือว่าเป็นประเภทไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด


แล้วทำไมถึงมีกระแสว่า น้ำมันพืช อันตรายกว่าน้ำมันหมู?

เพราะในผลงานวิจัยของแพทย์ต่างชาติ กล่าวถึงโทษของน้ำมันพืชแบบที่อัดไฮโดรเจนเข้าไป นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไม่ใช่น้ำมันพืชปกติ

น้ำมันพืชที่ขายอยู่ตามท้องตลาดบ้านเรา เป็นแบบอัดไฮโดรเจนหรือไม่?

ไม่ใช่ น้ำมันพืชบ้านเราเดี๋ยวนี้ได้รับการผลิตในรูปแบบที่ไม่มีไฮโดรเจนมาเกี่ยวข้องแล้ว หลังจากที่มีการรณรงค์ให้เลิกใช้วิธีนี้ในการผลิตน้ำมันพืช เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นอกจากน้ำมันพืชอัดไฮโดนเจน อาหารประเภทใดมีไขมันทรานส์อีกบ้าง?

เราจะพบไขมันทรานส์ได้จากอาหารหรือขนมที่ใช้เนยขาว หรือเนยเทียม (มาการีน) เช่น ขนมอบทั้งหลาย คุกกี้ แครกเกอร์ ครีมเทียม แป้งพิซซ่า เฟรนช์ฟรายด์ ไก่นักเก็ต ป็อปคอร์น ขนมปัง และอาหารหรือขนมจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง เพราะไขมันทรานส์มีราคาถูก

วิธีตรวจหาไขมันทรานส์จากอาหารที่ทาน

ดูที่ตารางส่วนประกอบของอาหารนั้นๆ บนบรรจุภัณฑ์ หาคำว่า transfat หรือคำอื่นๆ ที่ใช้แทน เช่น Hydrogenated vegetable oil, partially hydrogenated vegetable oil, vegetable oil shortening, Shortening, Hydrogenated margarine ถ้ามีปริมาณมาก ควรหลีกเลี่ยง

สรุปแล้วอย่างไร น้ำมันพืชก็ยังปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าน้ำมันหมู แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันชนิดไหน ห้ามใช้น้ำมันซ้ำ และหลังทานต้องออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก เฟซบุ๊ค ที่เห็นและที่เป็นอยู่, Vchakarn.com
Photo
Photo
2015-10-20
2 Photos - View album

Post has attachment
อันตรายจากการใช้ น้ำมันทอดซ้ำ



คนไทยเคยชินกับ?น้ำมันทอดซ้ำ ค่อนข้างมาก หากไปดูตามตลาดก็คงเห็นพ่อค้าแม่ค้าที่ทอดปาท่องโก๋ ทอดไก่ กล้วยแขก แมลงทอด ฯลฯ จะเห็นว่าน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำมีสีดำ บางทีอาหารที่ซื้อมาก็มีคราบน้ำมันดำเปื้อนอยู่ ผู้บริโภคไม่ควรยอมรับให้เป็นวัฒนธรรมในสังคมอาหารควรตระหนักถึงโทษของ น้ำมันทอดซ้ำ ต่อสุขภาพ
จากการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำรวจตัวอย่างน้ำมันทอดจากร้านแผงลอยและรถเข็น ได้แก่ น้ำมันทอดปาท่องโก๋ น้ำมันทอดเต้าหู้ น้ำมันทอดไก่ น้ำมันทอดลูกชิ้น/ทอดมัน และน้ำมันทอดกล้วย/มัน/เผือก จำนวน 187 ตัวอย่าง น้ำมันทอดอาหารจากร้านอาหารจานด่วน จำนวน 64 ตัวอย่าง และน้ำมันทอดบะหมี่จากโรงงานอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จำนวน 3 ตัวอย่าง พบน้ำมันที่ทอดซ้ำเสื่อมคุณภาพและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพถึงร้อยละ 13
7-1363601865
น้ำมันที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน มีด้วยกัน? 2 ชนิด คือ
น้ำมันจากไขสัตว์ เช่น น้ำมันหมู และน้ำมันวัว เป็นต้น ซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลสูง
น้ำมันพืช แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่
น้ำมันพืชชนิดที่เป็นไขเมื่อนำไปแช่ตู้เย็นหรืออากาศเย็น? น้ำมันพืชชนิดนี้จะประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวผสมอยู่ในปริมาณมาก ได้แก่ น้ำมันปาล์มโอเลอิน น้ำมันมะพร้าว ซึ่งข้อเสีย คือ ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ แต่ก็มีข้อดีคือ น้ำมันชนิดนี้จะทนความร้อน ความชื้นและออกซิเจน ไม่เหม็นหืนง่าย เหมาะที่จะใช้ทอดอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงนาน ๆ เช่น ปลาทั้งตัว ไก่ หมูหรือเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ
น้ำมันพืชชนิดที่ไม่เป็นไขในที่เย็น น้ำมันพืชชนิดนี้ ประกอบด้วย ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในปริมาณที่สูง ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันฝ้าย ไขมันชนิดนี้ย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ในการสร้างเซลล์ต่าง ๆ จึงเหมาะสมกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และยังช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด ผู้ที่มีปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจึงควรเลือกใช้น้ำมันชนิดนี้ แต่ข้อเสียของน้ำมันชนิดนี้คือ ไม่ค่อยเสถียรจึงแตกตัวให้สารโพลาร์ซึ่งทำให้น้ำมันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีกลิ่นเหม็นหืน ซึ่งสารโพลาร์นี้ทำให้เป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร ทำให้ตับเสื่อมได้ แต่ทั้งนี้มีเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น ทำให้ทอดอาหารได้ไม่นาน จึงเหมาะกับที่จะใช้ผัดอาหารหรือทอดเนื้อชนิดบาง ๆ เช่น หมูแฮม หมูเบคอน
น้ำมันเปรียบเสมือนตัวนำความร้อน ซึ่งหากได้รับความร้อนอุณหภูมิสูง ใช้งานเป็นเวลานาน ความชื้น แสงแดด ความไม่บริสุทธิ์ของน้ำมันและออกซิเจน จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมี (Hydrolysis, Oxidation, Polymerization) ของไขมัน ส่งผลให้ไขมันนั้นมีสีดำขึ้น, กลิ่นเหม็นหืน, จุดเกิดควันต่ำลง, มีฟองและเหนียวหนืดขึ้น หากน้ำมันนั้นมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากเท่าใด การเสื่อมสภาพของน้ำมันจะเร็วขึ้นเท่านั้น
ผลกระทบต่อสุขภาพของ น้ำมันทอดซ้ำ
น้ำมันที่ผ่านการทอดอาหารซ้ำนานเกินไปจะมีคุณค่าทางโภชนการลดลง ในหนูทดลอง พบว่าทำให้เกิดการเจริญเติบโตลดลง ตับและไตมีขนาดใหญ่ มีการสะสมไขมันในตับ การหลั่งน้ำย่อยทำลายสารพิษในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นไขมันที่ถูกออกซิไดซ์ปริมาณสูงอาจทำให้ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอลมีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ส่วนไอระเหยจากน้ำมันทอดอาหาร หากสูดดมเป็นระยะเวลานานอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโรคมะเร็งที่ปอดกับสารสูดไอระเหยจากการผัดหรือทอดอาหารของผู้หญิงจีนและไต้หวันที่ไม่สูบบุหรี่ และพบว่ามีสารก่อกลายพันธุ์ในไอระเหยของน้ำมันทอดอาหาร ทั้งเป็นสารที่ก่อให้เกิดเนื้องอกในตับและปอด และก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาวในหนูทดลอง
จากการศึกษาพบว่า มีกลุ่มสารก่อมะเร็งเกิดขึ้นใน น้ำมันทอดซ้ำ ได้แก่ Cyclic fatty acids, Aldehydic triglycerides, Triglyceride hydroperoxides, Aldehydes, Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) ยกตัวอย่างเช่น Malonedehyde (MDA) ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังของหนูทดลองมีการเจริญเติบโตผิดปกติ ลำไส้ทำงานผิดปกติ ตับและไตโต โลหิตจาง วิตามินอีในเลือดและตับของหนูทดลองลดลง, 4-hydroxy-2-noenol (HNE) มีพิษต่อเซลล์ทั้งก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ได้เช่นกัน เป็นต้น
มีการทดลองในต่างประเทศเพื่อหาเปอร์เซ็นต์การดูดซับน้ำมันทอดเฟรนช์ฟรายจากน้ำมันพืชต่าง ๆ ชนิดพบว่า เฟรนช์ฟรายจะดูดซับน้ำมันโดยเฉลี่ยประมาณ 10% และพบว่าปริมาณสารโพลาร์ (Total Polar Material, TPM)ที่พบในน้ำมันที่ใช้ทอดจะสะท้อนถึงปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันที่ถูกดูดซับในอาหาร
เมื่อคำนึงถึงปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันที่ใช้ทอดจากการสำรวจพบว่าหากเป็นการบริโภคในบ้านเรือนการใช้ น้ำมันทอดซ้ำ 2-3 ครั้งถือว่าค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากไม่มีน้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ในการสำรวจมีปริมาณสารโพลาร์เกินขีดจำกัดที่มีอันตรายต่อสุขภาพ (25-27%) ส่วนการบริโภคในร้านอาหารและอาหารจานด่วนทั้งหลายพบว่าค่อนข้างอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากพบปริมาณสารโพลาร์ มากกว่า 25% ในตัวอย่างอาหารค่อนข้างมาก
จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า การทานอาหารที่ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ปริมาณมากร่วมกับอาหารประเภททอด จะช่วยป้องกันผลเสียที่เกิดจากสารโพลาร์ได้ เช่น วิตามินอีสามารถช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิไดซ์ของไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เป็นต้น
ดังนั้น การประเมินจากรูป รส กลิ่น สี ของ น้ำมันทอดซ้ำ และปริมาณสารโพลาร์ใน น้ำมันทอดซ้ำ เป็นวิธีที่มีประโยชน์ที่จะช่วยชี้วัดว่าน้ำมันนั้นไม่ควรนำกลับมาใช้อีก กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกำหนดให้น้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบเพื่อจำหน่าย ทั้งน้ำมันพืชและน้ำมันจากสัตว์ มีค่าสารโพลาร์ได้ไม่เกิน 25% ของน้ำหนัก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2547 หากพบไว้อยู่จะมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ข้อแนะนำในการเลือกซื้ออาหารบริโภค
ควรหลีกเลี่ยงไม่ซื้ออาหารทอดจากร้านค้าที่ใช้น้ำมันมีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวสีดำคล้ำ ฟองมาก เหม็นไหม้ เวลาทอดมีควันขึ้นมากแสดงว่าน้ำมันใช้มานานทำให้น้ำมันเกิดควันที่อุณหภูมิต่ำลง อาหารอมน้ำมันและหลังการบริโภคเกิดการระคายคอ
ข้อแนะนำในการใช้น้ำมันทอดอาหาร
ในครัวเรือนไม่ควรใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำเกิน 2 ครั้ง
หากจำเป็นต้องใช้น้ำมันซ้ำให้เทน้ำมันเก่าทิ้งหนึ่งในสามและเติมน้ำมันใหม่ก่อนเริ่มการทอดอาหารครั้งต่อไป แต่ถ้าน้ำมันทอดอาหารมีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ ฟองมาก เป็นควันง่ายและเหม็นไหม้ ควรทิ้งไป
ไม่ทอดอาหารไฟแรงเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมของน้ำมันประมาณ 160 ? 180 องศาเซลเซียส
ซับน้ำส่วนที่เกินบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอด เพื่อชะลอการเสื่อมสลายตัวของน้ำมัน
หมั่นกรองกากอาหารทิ้งระหว่างและหลังการทอดอาหาร
เปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารบ่อยขึ้นหากทอดอาหารประเภทเนื้อที่มีส่วนผสมของเกลือหรือเครื่องปรุงรสประมาณมาก
ปิดแก๊สทันทีหลังทอดอาหารเสร็จ หากอยู่ระหว่างช่วงพักการทอด ควรลดไฟลงเพื่อชะลอการเสื่อมตัวของน้ำมันทอดอาหาร
หลีกเลี่ยงการใช้กะทะเหล็ก ทองแดง หรือทองเหลือง ในการทอดอาหาร เพราะจะไปเร่งการเสื่อมสลายของน้ำมันทอดอาหาร
เก็บน้ำมันที่ผ่านการทอดอาหารไว้ในภาชนะสแตนเลสหรือแก้วปิดฝาสนิท เก็บในที่เย็นและไม่โดนแสงสว่าง
ล้างทำความสะอาดกะทะหรือเครื่องทอดอาหารทุกวัน น้ำมันเก่ามีอนุมูลอิสระของกรดไขมันอยู่มากจะไปเร่งสารเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารใหม่ที่เติมลงไป
บริเวณทอดอาหารควรติดเครื่องดูดควันและมีการระบายอากาศที่ดี
ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันทอดอาหารเป็นระยะ ๆ สารโพลาร์ไม่ควรเกิน 25 กรัม/100 กรัมของน้ำมัน สารโพลิเมอร์ไม่เกิน 10 กรัม/ 100 กรัม ของน้ำมัน หรือจุดเกิดควันไม่ต่ำกว่า 170 องศาเซลเซียส หากเกินค่าที่กำหนดควรเปลี่ยนน้ำมันใหม่
ขอบคุณที่มาจาก : ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงสาธารณสุข
Photo

Post has attachment
น้ำสลัดใสสูตรน้ำมันมะพร้าว

สวัสดีค่ะทุกท่าน มีหลายท่านนะคะที่ถามเข้ามาว่า น้ำมันมะพร้าวนั้น ทำน้ำสลัดได้จริงหรอ? ทำอย่างไรบ้าง? แล้วตัวไหนที่นำมาทำน้ำสลัด วันนี้แอดมินจะมาไขข้อข้องใจให้ทราบกันค่ะ

น้ำมันมะพร้าวที่สามารถนำมาทำเป็นน้ำสลัดได้คือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นค่ะ โดยสามารถนำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้ ราดบนผักสลัดที่เตรียมไว้ได้เลย หรือจะปรุงน้ำมันมะพร้าวให้มีรสชาติยิ่งขึ้นก่อนก็ได้ค่ะ โดยส่วนผสมในการปรุงน้ำสลัดใส น้ำมันมะพร้าว มีดังนี้

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นทรอปิคานา ออยล์ 1ถ้วยตวง

น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 2 ช้อนชา

น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยดำแบบเม็ด บุบให้แหลก  1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำก็ง่ายนิดเดียว ผสมทุกอย่างให้เข้ากันค่ะ แล้วนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง

เพียงเท่านี้ท่านจะได้น้ำสลัดใสสูตรน้ำมันมะพร้าวที่ใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคแล้วค่ะ ^^

ที่มา tropicana oil
Photo
Wait while more posts are being loaded